บทที่ 3 หลัวของข้า
ใช้เวลาไม่กี่นาทีไป๋หลางคนติดตามสุดหล่อล่ำของหลิงเชียนเสวี่ยก็พามาถึงสำนักกลาง เขาวางตัวนางลงอย่างนุ่มนวล การกระทำผิดกับใบหน้าที่นิ่งเฉยและดวงตาเบื่อหน่าย
ั์ตาสีน้ำตาลเข้มเหลือบมองคุณหนูที่กำลังสำรวจสำนักกลางด้วยดวงตาเป็ประกาย ตลอดการเดินทางคนในอ้อมแขนก็ส่งเสียงร้องวู้ว้าว อู้หูว หลายคำอุทานจนเขาจำไม่ได้ ดวงตากลมโตกวาดมองสำรวจไปรอบตัวราวกับเด็กตัวเล็กๆ ที่เพิ่งเคยวิ่งเหาะเหิน พร้อมเอาหน้าผิงรับลมกลางอากาศ ช่างแปลกนัก
หลิงเชียนเสวี่ยยืนจ้องมองสำนักกลางด้วยความตื่นเต้น มองจากที่ไกลว่าสวยแล้วแต่เมื่อมายืนอยู่ใกล้ๆ ยิ่งงดงามกว่าเป็เท่าตัว เพราะลวดลายแต่ละแห่งแกะสลักได้ละเอียดอ่อนช้อยมาก ไม่ว่าจะเป็กรอบประตู หน้าต่าง หรือรูปปั้น ล้วนถูกแกะสลักสร้างสรรค์มาด้วยความประณีต ร่วมกับสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณที่นางชื่นชอบ อาณาเขตบริเวณกว้างขวางและมีการปลูกต้นไม้อะไรนางก็ไม่รู้ แต่ใบของมันเป็สีชมพูอมส้มสวย
โอ๊ะ ดูลายที่พื้นหินนี่สิ ยังมีการแกะสลักเลย
เอาล่ะ หลัวอี้โจวจะต้องอยู่ในเรือนกลางรับรองแขกอยู่แน่ๆ สิ้นความคิดหลิงเชียนเสวี่ยก็หุนหันวิ่งตรงเข้าไปยังเรือนตรงกลางหลังใหญ่ที่สุด เด่นที่สุด คาดว่าน่าจะเป็เรือนกลาง
“เช่นนั้นเ้าต้องไปกับข้า!”
นั่น นางมาถึงจังหวะพีคพอดี ตอนที่ตัวร้ายสุดกร้าวใจจะเอาตัวนางเอกไปที่สำนักด้วย
นี่เป็่เวลาที่ตัวร้ายมากล่าวอำลานางเอก แต่ไปๆ มาๆ ดั๊นตัดใจลาไม่ได้จึงได้พยายามจะพาตัวนางเอกผู้น่ารักไปด้วย
“เ้าจะให้ข้าไปในฐานะอะไร” เสียงหวานถามกลับแ่เบา
ทว่าตัวร้ายยังไม่ทันตอบ อีกเสียงก็แทรกขึ้นขัด
“ไม่! ข้าไม่ยอมให้เ้าพานางไป”
หลิงเชียนเสวี่ยใจเต้นรัวขึ้น รีบสาวเท้าผ่านพ้นมุมอาคารก็เจอเข้ากับร่างสามร่างกำลังยืนคุยกันกลางโถง แน่นอนผู้ชายสองคนนั้นต้องเป็พระเอกและตัวร้าย ส่วนผู้หญิงหนึ่งเดียวที่ทำหน้ากระอักกระอ่วนก็คือนางเอก
โอ๊บ แสบตา! ผู้ชายหล่อสองคนอยู่ตรงหน้า ทั้งคู่อยู่ในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาของสำนัก คนหนึ่งมีใบหน้าเรียวคมคายดูดุดัน ั์ตาเรียวคมกริบ จมูกโด่งเป็สันสวย ผิวขาวผ่องและแผ่รังสีอึมครึมไปรอบตัว อีกหนึ่งหล่อเหลาไม่แพ้กันทว่าดูผ่อนคลายมากกว่า ริมฝีปากยกยิ้มนิดๆ และเลิกคิ้วสูง
ว่าแต่คนไหนคือหลัวของนาง ขวาหรือซ้าย ขวาหรือเปล่าคนที่ดูแบดบอยกว่า
“หลัวอี้โจว!!” ลองเรียกไปก่อน
แต่ดั๊นหันมาหากันทั้งสองคน เอ่อ แล้วทั้งคู่ก็หันกลับไปไม่สนใจสตรีมาใหม่ ปล่อยให้หลิงเชียนเสวี่ยอ้าปากเหวอ นี่โดนเมินเหรอเนี่ย มีเพียงเยี่ยเมิ่งลู่ที่ร้องเสียงเบาว่านางฟื้นแล้ว
“เ้ามีสิทธิ์อะไรมาห้ามข้า”
ประโยคของตัวร้าย และเป็คนขวาจริงๆ ด้วย ลุคแบดบอยแฮนซั่มมาก
“อี้โจว! เช่นนั้นเ้ามาประลองกับข้า หากเ้าแพ้ก็กลับสำนักของตัวเองไปคนเดียว”
“ไม่!”
หลิงเชียนเสวี่ยเผลอร้องห้ามออกมาและนั่นทำให้บุรุษทั้งสองหันควับมาอีกครั้ง หลัวอี้โจวสุดที่รักเริ่มรำคาญนาง ั์ตาดำเข้มขุ่นเคือง ส่วนซุนเต๋อหัวพระเอกก็เลิกคิ้วสูงสงสัยที่นางเข้ามามีส่วนร่วมอะไรด้วย
ไม่ใช่อะไร หลัวจะกลับไปคนเดียวไม่ได้สิ ไม่เช่นนั้นกว่าจะได้เจอกันอีกนานหลายเดือนเลยนะ เพราะการประลองครั้งนี้เขาจะแพ้ กลับไปด้วยสภาพสะบักสะบอม อวัยวะภายในถูกทำลาย ลมปราณเสียสมดุลและต้องนอนพักฟื้นอยู่ร่วมสองเดือน แล้วยังหักโหมฝึกฝนวรยุทธ์ถึงครึ่งปีกว่าจะกลับมาท้าประลองชิงตัวแม่นางเอกใหม่ ระหว่างนี้ความสัมพันธ์ของนางเอกกับพระเอกก็พุ่งกระฉูดไปไกลแล้ว
เืคนอ่านนี่แหละที่พุ่ง
“ข้า ข้าขอคุยกับหลัวอี้โจวเพียงลำพังหน่อยสิ”
หลิงเชียนเสวี่ยขอดึงเขาออกมาก่อน เพราะยังคิดเหตุผลที่จะแลกเปลี่ยนตัวเองกับแม่นางเอกไม่ออก ในเมื่อเมิ่งลู่ไม่ยอมไปด้วย นางก็ขอไปเองล่ะกัน
คนแทรกแซงรับรู้ผ่านสายตาว่ากำลังจะโดนตัวร้ายสุดที่รักปฏิเสธจึงรีบขัด
“เยี่ยเมิ่งลู่ข้าขอยื้มตัวผัว เอ๊ยหลัวอี้โจวสักครู่นะ” หันไปใช้คนที่ตัวร้ายไม่สามารถขัดใจได้นี่แหละ
หญิงสาวผอมบางร่างเล็ก หน้าตาน่ารักราวกับตุ๊กตากระเบื้องพยักหน้ารับด้วยสีหน้างุนงงเช่นเดียวกัน
“ได้สิ อี้โจวเ้าไปคุยกับนางก่อนเถอะ”
“แต่..!”
“นางดูมีเื่สำคัญต้องคุยกับเ้านะ”
เพราะฉะนั้นหลัวอี้โจวจึงยอมเดินตามหลังหลิงเชียนเสวี่ยออกมาคุยกันนอกตัวอาคาร เขากอดอก ขมวดคิ้วแน่นและทำหน้าไม่พอใจ จ้องเขม็งราวกับรอให้นางพูดธุระมาเสียที
ทางด้านหลิงเชียนเสวี่ยก็ยิ้มแห้งอ่านผ่านสายตาเขาออกเลยประมาณว่า ตอนนี้ฐานะเขาและนางพอๆ กันแล้ว นางไม่มีสิทธิ์ไปด่าหรือทำร้ายเขาได้อีก เพราะครั้งนี้หากทำขึ้นมาเขาจะไม่ยอมอยู่เฉยๆ อีกต่อไป
ที่หลิงเชียนเสวี่ยคนเก่ามักจะดูถูกและทำร้ายร่างสูง เพราะหลัวอี้โจวถือเป็บ่าวรับใช้ของสำนัก เ้าสำนักเห็นว่ามีฝีมือจึงได้อนุญาตให้เข้ามาร่วมเรียนด้วยได้ ทว่าคนอย่างหลิงเชียนเสวี่ยไม่ยอมให้เศษสวะเช่นเขามาอยู่ใกล้กับตีตนเสมอจึงมักคอยกลั่นแกล้งเสมอ
แต่ตอนนี้หลิงเชียนเสวี่ยคนนี้รักเ้านะหลัวของข้า
“ข้าจะบอกว่าเ้าอย่าประลองเลย” เพราะแพ้แน่นอน กลับไปเจ็บกายเจ็บใจเปล่าๆ สู้เอานางร้ายอย่างนางไปเป็เมียเสียดีกว่า ไม่ต้องยึดติดกับแม่นางเอกคนนั้น
ข้าจะรักจะหลงจะดูแลเป็อย่างดีเลยเ้าค่ะ ดูใบหน้าหล่อเหลานั่นสิ เริ่มหงิกงอตามอารณ์แล้ว
“ทำไม” เสียงทุ้มราบเรียบ
“ก็เ้าแพ้แน่นอน”
อุ๊บ ปากไวไปหน่อย
ชายตรงหน้าถึงกับกำหมัดแน่น ถลึงตาด้วยความโมโห เค้นเสียงต่ำในลำคอ
“ฝีมือข้าไม่ได้แย่ไปกว่าเต๋อหัว”
พ่อจ๋า หนูไม่ได้ดูถูก แต่คนแต่งเค้าแต่งมาแบบนั้น ฮือ
ร่างบางรีบส่ายหัว ยกมือโบกปฏิเสธว่าตนไม่ได้อวยหรือเข้าข้างอีพระเอกนะ
“เ้าเก่งที่สุดสำหรับข้าอยู่แล้ว”
ได้ยินประโยคนี้หลัวอี้โจวถึงกับชะงัก สับสนที่สตรีตรงหน้ากล่าวชื่นชมตนออกมาตรงๆ เช่นนี้ทั้งที่ปกติมีแต่จะด่า ดูถูกและรังเกียจเขา นางประชดหรืออะไร?
“เอาเป็ว่า เ้าอย่าท้าประลองเลย”
“อย่ามาห้ามข้า หรือเ้ากลัวว่าเต๋อหัวจะาเ็”
ช่างพ่อมันสิคนนั้นน่ะ หลิงเชียนเสวี่ยส่ายหัวอีกรอบ นางกลัวเขาาเ็หนักต่างหาก แล้วกลับไปอยู่สำนักเหงาๆ เดี๋ยวโดนดูถูกอีกว่าพ่ายแพ้ให้แก่คนนอกสำนักอย่างง่ายดาย น่าสงสารนัก
“เ้า้าอะไรกันแน่”
เขาถามเสียงหงุดหงิดเริ่มโมโหคนตรงหน้าที่ทำให้เขาเสียเวลา เมิ่งลู่กำลังรอเขาอยู่
“นี่ เอาข้าไปแทนเมิ่งลู่สิ” ในเมื่อถามตรงๆ นางก็ตอบตรงๆ
หลัวอี้โจวถึงกับเบ้ปากรังเกียจ ผู้สนทนาเช่นนางเห็นแล้วถึงกับร้องไห้ในใจ แสดงท่าทางรังเกียจออกหน้าออกตาเกินไปแล้ว
“ไม่” ปฏิเสธเสียงห้วนแล้วกำลังจะเดินจากไป
หลิงเชียนเสวี่ยใรีบคว้าแขนแกร่งแต่ก็ถูกสะบัดออกอย่างแรงจนนางเซแทบล้ม ดีที่ใช้ขาขวายันพื้นไว้ได้ทัน
“อย่ามาห้ามข้า หลิงเชียนเสวี่ย ข้าเสียเวลากับเ้ามามากพอแล้ว เมิ่งลู่รอข้าอยู่”
หลิงเชียนเสวี่ยเริ่มหงุดหงิด ตอนนี้ในใจเขาคงมีเพียงเมิ่งลู่เท่านั้น ได้ ได้เลย
“เช่นนั้นก็ประลองเสีย หากเ้าแพ้ก็ต้องเอาข้าไปแทนแล้วกัน”
หลัวอี้โจวกระตุกยิ้มมุมปาก พาให้คนมองใจสั่น ดูร้ายกาจยิ่งนัก
“ทำไมข้าต้องรับข้อเสนอนี้”
“เ้ากลัวแพ้หรือไงถึงไม่ยอมรับข้อเสนอนี้” ร่างบางสวนกลับทันที รู้ดีว่าเขาไม่ชอบให้คนท้าทายและดูถูกเช่นนี้ เป็ไปตามคาดหลัวยอมรับข้อเสนอแต่โดยดี
“ได้! อย่างไรเสียข้าก็ไม่มีวันแพ้”
เยส! นางได้ไปอยู่กับตัวร้ายแล้ว