บุรุษหนุ่มคิดว่ามู่เทียนเซี่ยไม่อยากร่วมเดินทางไปกับตน รอยยิ้มเจิดจ้าจึงค่อย ๆ เลือนหาย “ในเมื่อแม่นางไม่สะดวก ข้าก็จะไม่บังคับ”
“ข้าไม่ได้จะปฏิเสธคุณชายนะเ้าคะ ขอคุณชายโปรดอภัยให้ด้วย” มู่เทียนเซี่ยนับว่ายังเกรงใจบุรุษตรงหน้าผู้นี้ ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ช่วยชีวิตตนเอาไว้
บุรุษหนุ่มตรงหน้ามีคิ้วเข้ม ดวงตาคมกล้า ใบหน้าอ่อนเยาว์ หน้าตานับว่าโดดเด่น เพียงแต่อาภรณ์ที่สวมใส่กลับดูไร้ราคา มู่เทียนเซี่ยเป็ถึงคุณหนูใหญ่แห่งตระกูลมู่ จะเป็สหายกับคนยากจนเช่นนี้ได้อย่างไร
“ไม่เป็ไร ๆ” บุรุษหนุ่มโบกมือไปมา “ข้ายังไม่ได้ถามชื่อเสียงเรียงนามของแม่นางเลย?”
“ข้าชื่อมู่เทียนเซี่ย” มู่เทียนเซี่ยมองบุรุษหนุ่มตรงหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเกรงใจ “ไม่ทราบว่าข้าควรเรียกคุณชายว่าอย่างไรหรือเ้าคะ?”
บุรุษหนุ่มได้ยินอีกฝ่ายถามชื่อของตน สีหน้าจืดเจื่อนก็เผยรอยยิ้มยินดียิ่ง “ข้ามีนามว่า หวงฟู่จ้าวเอี้ยน!”
มู่เทียนเซี่ยดวงตาเป็ประกายเล็กน้อย “หรือว่าคุณชายหวงฟู่เป็...”
“เปล่า ๆ ๆ!” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนรีบอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง “แม่นางมู่ ข้าเป็เพียงคนธรรมดา ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์แต่อย่างใด”
มู่เทียนเซี่ยชะงักไปชั่วขณะ แต่ก็ยอมเชื่อ “คุณชายหวงฟู่ บุญคุณที่ท่านช่วยชีวิตข้าเอาไว้ ข้าจะต้องตอบแทนท่านอย่างแน่นอน เพียงแต่ตอนนี้ข้าคงต้องไปจากที่นี่แล้ว”
“แม่นางมู่ าแของเ้ายังไม่หายดีเลยนะ” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนยังอยากจะรั้งหญิงสาวเอาไว้ เขาจึงขวางนางโดยไม่ตั้งใจ
มู่เทียนเซี่ยลุกขึ้นอย่างอ่อนแรง “คุณชายหวงฟู่ คิดจะขวางข้าเอาไว้อย่างนั้นหรือ?”
“แม่นางมู่เข้าใจข้าผิดแล้ว” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนลังเลเล็กน้อย ก่อนจะหยิบอาหารจำนวนหนึ่งออกมา
“แม่นางมู่ หากจะไปจริง ๆ ก็เอาของกินนี่ไปด้วยเถอะ”
มู่เทียนเซี่ยมองหมั่นโถวขาว ๆ สามสี่ลูก หนังตาก็เกิดกระตุกโดยไม่รู้ตัว “คุณชายหวงฟู่ เอ่อ...”
“รับไปเถอะ การเดินเท้าไปสำนักชิงอวิ๋นต้องใช้แรงเยอะ อีกอย่าง แค่หมั่นโถวไม่กี่ลูกเอง แม่นางมู่ไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก” หวงฟู่จ้าวเอี้ยนเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
มู่เทียนเซี่ยไม่อาจปฏิเสธให้เสียภาพลักษณ์หญิงสาวผู้อ่อนโยนได้ จึงทำได้เพียงรับหมั่นโถวมาพร้อมรอยยิ้มฝืดเฝื่อน “คุณชายหวงฟู่ หากมีโอกาสเราคงได้พบกันใหม่นะเ้าคะ”
“แม่นางมู่ระวังตัวด้วย”
หวงฟู่จ้าวเอี้ยนมองดูมู่เทียนเซี่ยจากไปจนลับตา จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ แต่ไม่นานเขาก็รู้สึกดีใจ
นับว่าเขาได้สหายคนแรกแล้วกระมัง?
เสด็จพ่อทรงตรัสเป็อาจิณว่า จิตใจมนุษย์ยากแท้หยั่งถึง คนที่เข้าหาเขาเ่าั้ล้วนมาเพราะฐานะของเขา แต่ขณะที่เขาบอกว่าตนเองไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ แม่นางมู่กลับไม่รังเกียจเขาแต่อย่างใด อีกทั้งยังถามชื่อเสียงเรียงนาม และยังจะตอบแทนบุญคุณของเขาด้วย
การได้พบกับแม่นางมู่สามารถกล่าวได้ว่า ความจริงแล้วโลกนี้ก็ไม่เลวร้ายอย่างที่เสด็จพ่อทรงตรัสไว้ ได้หรือไม่?
น่าเสียดายที่ไม่สามารถร่วมเดินทางไปกับแม่นางมู่ได้ แต่ไม่เป็ไร ขอเพียงแม่นางมู่ได้เข้าไปในสำนักชิงอวิ๋น ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาจะต้องได้พบกันอีกแน่นอน!
----------
หลังออกจากเมืองแห่งนั้นมา มู่เทียนเซี่ยก็โยนหมั่นโถวเ่าั้ทิ้งด้วยความรังเกียจ นางเป็ถึงคุณหนูใหญ่ของตระกูลมู่ จะกินของชั้นต่ำเช่นนี้เข้าไปได้อย่างไรกัน!
ส่วนบุญคุณของหวงฟู่จ้าวเอี้ยน รอเขาเข้าสำนักชิงอวิ๋นได้แล้วค่อยว่ากันเถอะ!
เพราะสำนักชิงอวิ๋นเป็สำนักบำเพ็ญเพียรชั้นสูง ไม่ใช่ที่ที่คนธรรมดาจะสามารถเข้าได้ง่าย ๆ แต่นาง มู่เทียนเซี่ยจะต้องเป็ศิษย์สายสืบทอดของท่านเ้าสำนักให้จงได้!
มู่เทียนเซี่ยออกเดินทางต่อหลังจากคิดได้เช่นนั้น
เดิมทีคิดว่าการเดินเท้าอย่างมากคงใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็ไปถึงสำนักชิงอวิ๋น ทว่ายามนี้ฟ้าใกล้มืดแล้ว มู่เทียนเซี่ยเพิ่งจะมาถึงตีนเขา
มองดูบันไดที่สูงชันจนไม่เห็นปลายทางตรงหน้าแล้ว มู่เทียนเซี่ยก็ทั้งท้อทั้งหิว แต่ทำได้เพียงต้องเดินขึ้นไป เวลานี้นางเริ่มนึกเสียใจบ้างแล้วที่โยนหมั่นโถวเ่าั้ทิ้ง
เ้าคนชั้นต่ำนั่น หากเขาย้ำกับนางอีกสักหน่อย นางจะทิ้งหมั่นโถวนั่นไปได้อย่างไร?
มู่เทียนเซี่ยไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของหวงฟู่จ้าวเอี้ยนแม้แต่น้อย นางปีนขึ้นบันไดพลางด่าทอสาปแช่งบุรุษผู้ช่วยชีวิตไปด้วย เป็เพราะบุรุษผู้นั้นไม่ย้ำกับนาง จึงทำให้นางต้องทั้งหิวทั้งเหนื่อยเช่นนี้!
เมื่อเดินขึ้นบันไดได้ครึ่งทาง คุณหนูใหญ่มู่ที่อยู่ในสภาพอิดโรยประกอบกับร่างกายยังาเ็ จึงมีอาการหน้ามืดก่อนจะสลบไป…
หลังจากที่มู่เทียนเซี่ยสลบไปได้ไม่นาน ก็มีร่างสองร่างเหาะเข้ามาด้วยความรวดเร็ว
“ศิษย์พี่ ตรงนั้นเหมือนมีคนอยู่นะขอรับ!”
“ไป ลงไปดูกัน!”
----------
อีกด้านหนึ่ง
ที่นี่อยู่ไกลจากสำนักชิงอวิ๋นห้าสิบลี้ มู่เชียนจิ่วจึงท่องเที่ยวชมทิวทัศน์มาตลอดทาง หิวก็หาอะไรมาย่างกิน หากกระหายในแหวนเก็บสมบัติก็มีผลไม้และสุราชั้นยอดอยู่ สุขอุราจะตายไป
นางดับกองไฟที่ก่อขึ้นเสร็จแล้ว จึงเหาะขึ้นไปบนต้นไม้ต้นหนึ่ง เตรียมตัวพักผ่อน รุ่งเช้าค่อยเดินทางต่อ
ขณะที่มู่เชียนจิ่วกำลังเข้าสู่นิทรา แหวนเก็บสมบัติบนนิ้วจู่ ๆ ก็เกิดสั่นขึ้นมาเล็กน้อย มู่เชียนจิ่วพลันเบิกตาโพลง อาการง่วงงุนมลายหายไปเป็ปลิดทิ้ง แหวนเก็บสมบัตินี้ถูกนางประทับตราเอาไว้แล้ว แต่เมื่อครู่นางไม่ได้กระตุ้นแหวนแต่อย่างใดนี่นา
หรือว่า…
ในหัวของมู่เชียนจิ่วมีภาพของบุรุษที่ถูกนางปลดเปลื้องอาภรณ์ผุดขึ้นทันที
ไม่ใช่หรอกกระมัง นางหนีมาไกลขนาดนี้แล้ว ชายผู้นั้นจะหานางเจอได้อย่างไร?
โจรสาวก้มลงมองแหวนเก็บสมบัติบนนิ้ว พลางลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ และเอนตัวลงนอนใหม่อีกครั้ง
‘เป็ไปไม่ได้ เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด ข้าต้องฟุ้งซ่านไปเองแน่ ๆ!’
‘นอนต่อ ๆ ตื่นมาแล้วจะได้รีบออกเดินทาง!!!’
มู่เชียนจิ่วข่มตาหลับอีกครั้ง ทว่าในหัวกลับมีแต่ภาพบุรุษผู้นั้นผุดขึ้นซ้อนทับเต็มไปหมด นางจึงลุกขึ้นนั่งห้อยขาบนกิ่งไม้ ยามนี้จิตใจไม่อาจสงบลงได้อีก
‘ไม่ได้ อยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว ข้าต้องรีบไปให้ถึงสำนักชิงอวิ๋น!’
ชายผู้นั้นอยู่เผ่ามาร ต่อให้เขาเป็ผู้มีความสามารถของเผ่ามาร นางก็ไม่เชื่อว่าเขาจะกล้าบุกเข้าไปหาเื่นางถึงสำนักชิงอวิ๋น!
หลังจากตัดสินใจได้แล้ว มู่เชียนจิ่วก็ไม่มีกะจิตกะใจจะพักผ่อนอีก สตรีผู้มีชนักปักหลังตัดสินใจออกเดินทางตลอดคืนเพื่อไปให้ถึงสำนักชิงอวิ๋นโดยเร็ว นางค่อยไปนอนต่อที่นั่นให้สบายใจดีกว่า!
ขณะที่มู่เชียนจิ่วกำลังรีบเร่งเดินทางนั้น
----------
ณ หุบเหวไร้ก้นบึ้ง ห่างจากมู่เชียนจิ่วหลายร้อยลี้
จวินอู๋เสียลืมตาคมปลาบขึ้น ไอมารอันน่าสะพรึงกลัวพลันแผ่ปกคลุมไปทั่วหุบเหวเป็วงกว้าง
เมื่อนึกถึงสตรีไร้ยางอายผู้นั้น! ใบหน้าหล่อเหลาราวกับฟ้าประทานพลันถมึงทึงด้วยความไม่พอใจ
เขาเป็ถึงาาแห่งเผ่ามาร แต่กลับถูกสตรีสมควรตายผู้หนึ่งจับแก้ผ้า!
แค่คิดว่าตนเองเปลือยกาย นอนอยู่บนเตียงศิลาที่เย็นเยียบหลังนั้นมาหลายวัน จวินอู๋เสียก็ยิ่งเดือดดาล มือใหญ่บิดกำแน่นจนเส้นเืปูดโปน
แต่เมื่อััได้ถึงความนุ่มในมือ โทสะของชายหนุ่มก็ถูกหยุดไปชั่วขณะ ใบหน้าหล่อเหลาค่อย ๆ ก้มลงมองสิ่งของในมือ
นี่มัน...
เขานึกออกแล้ว!
นี่เป็ของที่สตรีคนนั้นทิ้งเอาไว้!
มุมปากของจวินอู๋เสียถึงกับกระตุก เขาอยากจะทำลายของสกปรกในมือนี่ทิ้งซะ!…แต่บนของสิ่งนี้มีไอพลังของสตรีไร้ยางอายผู้นั้นติดอยู่
หาก้ารู้ที่อยู่ของนาง เขาจำเป็ต้องใช้ของสิ่งนี้
แก้ผ้าเขาแล้วยังคิดจะหนีไปง่าย ๆ โลกนี้มีเื่น่ายินดีเช่นนี้ที่ไหนกัน ยิ่งไปกว่านั้น สตรีผู้นั้นยังนำผลโกลาหลและแหวนเก็บสมบัติของเขาไปด้วย!
หากนางไม่ได้ใช้ของของเขาก็แล้วไป ไม่เช่นนั้นคงไม่จบแค่เลาะเส้นเอ็นถลกหนังเป็แน่!
ขณะที่จวินอู๋เสียกำลังจินตนาการว่าหลังจากจับสตรีผู้นั้นได้แล้ว จะทรมานนางเช่นไรดี ร่างสองร่างจู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
ชายชราคนหนึ่งรีบเอ่ยออกมาโดยไม่ทันมองคู่สนทนาให้ดีเสียก่อน “ท่านาามาร ในที่สุดท่านก็...อาภรณ์ของท่านล่ะขอรับ!?”
จวินอู๋เสียมีสีหน้าแดงก่ำ “ข้าต่างหากที่ต้องถามพวกเ้า เหตุใดถึงมีคนบุกเข้ามาที่นี่ได้ พวกเ้าไม่รู้สึกถึงความผิดปกติอะไรเลยหรือ?”
มีคนบุกเข้ามาในแดนต้องห้าม!
ผู้าุโเผ่ามารทั้งสองสบตากันเล็กน้อย พลันเห็นแววตาตื่นตระหนกของกันและกัน พวกเขาััไม่ได้เลยว่ามีผู้แข็งแกร่งเข้ามาใกล้ ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ล้วนมีค่ายกลวางเอาไว้ เหตุใดถึงมีคนบุกเข้ามาที่นี่ได้?
ที่สำคัญก็คือ อาภรณ์ของท่านาามารหายไปได้อย่างไร? หรือมีคนหลงใหลในรูปโฉมของท่านาามาร ไม่เพียงทำมิดีมิร้ายท่านาามาร แต่ยังขโมยอาภรณ์ไปด้วยอย่างนั้นหรือ?
ทว่าปัญหาก็คือ ผู้ที่สามารถบุกเข้ามายังแดนต้องห้ามแห่งนี้ได้ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ หากเป็สตรีก็แล้วไป แต่หากเป็บุรุษล่ะ?
“เฮือก!”
หรือท่านาาของพวกเขา จะถูกบุรุษล่วงเกินเข้าแล้วอย่างนั้นหรือ!
.
.
.