“พี่ใหญ่ ให้ผมไปพบเขาเถอะ เพราะผมไม่สนใจว่าจะเป็ จ้าวิหลง หรือใครหน้าไหน” รองหัวหน้า พูดพลางลุกขึ้นมา
“ไม่ได้ ยังไงมันก็เป็หลานของ นายกเทศมนตรี มันไม่ได้ง่ายแบบนั้นหรอก การที่คิดจะมีปัญหากับ จ้าวิหลง ไม่ใช่เื่ฉลาดนัก มีโอกาสสูงมากที่เขาจะหันมาเล่นงานพวกเรา น้องสาม นายพาคนไปสอดแนมพวกมันหน่อยว่าตอนนี้สถานการณ์เป็ยังไงบ้าง ถ้าเป็ไปได้ก็อย่าให้มันรู้ตัว ค่อยๆเก็บข้อมูลมา อย่าเคลื่อนไหวบุ่มบ่าม” ฉิงชางไห่ ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้กล่าวพลางจิบชา
“ได้ครับ พี่ใหญ่ พรุ่งนี้ผมจะพาคนไปจับตา” พูดเสร็จ ก็ดื่มน้ำชากันต่อ
ฉิงชางไห่ จ้องมอง เถาจิ่วและพรรคพวก ก่อนจะพูดขึ้นมา “พวกนายพักรักษาตัวไปก่อน ไม่ยอมใช้สมองคิดให้ดีสมควรแล้วที่จะเจ็บตัวเช่นนี้”
“ครับ พี่ใหญ่!” เถาจิ่ว ขานรับพร้อมกับพาพรรคพวกของตนออกไป
ฉิงชางไห่ มองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่รู้เลยว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
วันต่อมา หน้าโรงเรียนหยุนไห่ไฮสคูล
เสี่ยงตงหยวน วันนี้ดีมีความสุขมาก เพราะว่าตัวเองได้ออกจากโรงพยาบาลสักที ในตอนที่อยู่โรงพยาบาลนั้นมันช่างน่าเบื่อเหลือเกิน แต่นั้นก็ทำให้ความเคียดแค้นที่มีต่อ เฉิงหยู่ นั้นมีมากขึ้น แม้พ่อของเขาไม่อยากมีปัญหา แต่ ฉวี่ตงหยวน เองไม่ได้สนใจ
วันก่อนที่ได้ข่าวว่าลูกชายตัวเองโดนทำร้ายมา แม่ของเขาก็เดือดดาลขึ้นมา ก่อนจะรีบนำเขาส่งโรงพยาบาลทันที พอเห็นสภาพลูกตัวเองแบบนี้แล้ว ก็โกรธจนมือสั่น ทั้งยังคิดจะจับตัวคนที่ลงมือส่งคุกขังซะให้เข็ด ทว่าเธอได้ฟังสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดจาก ตงหยวน ฝ่ายเดียว
ตงหยวน นั้นพอเห็นพ่อแม่ของเขานั้นโกรธเป็ฝืนเป็ไฟ ก็ดีใจอย่างเป็ที่สุด ที่นี้ล่ะเ้า เฉิงหยู่ ฉันจะให้พ่อฉันเอานายให้ตายเลย โดยเล่าเื่บิดเบือนความจริงใส่สีตีไข่ เขาบอกเพียงว่าจะชวนลูกสาวของ จ้าวิหลง ไปดูหนังด้วยกันเท่านั้น สุดท้าย เฉิงหยู่ กลับเข้ามาหาเื่เขาเพราะไม่พอใจ จนเป็เหตุลงมือทำร้ายเขา
ฉวี่เชา หน้าซีดเหงื่อไหลอาบ แต่ไหนแต่ไรถ้าเป็เื่ที่เกี่ยวกับลูกสาวของ จ้าวิหลง เื่ก็มักจะยุ่งยาก และเื่นี้ก็เกี่ยวกับหลานชายของเขาที่มีแซ่เฉิง ทำให้ความเดือดดาลก่อนหน้านี้มลายหายไป คนอื่นๆอาจจะไม่รู้ถึงอำนาจของ จ้าวิหลง แต่ตัวเขานั้นทำงานด้วยกัน นั้นทำไมจะไม่รู้ ? ภรรยาของเขา เฉิงเหม่ยเหยียน มาจากตระกูลใหญ่ที่ทรงอำนาจ เธอก็มีหลานชายเพียงคนเดียวของตระกูล ซึ่งใครๆต่างก็รู้ว่าหลานชายเธอคือใคร ตัวเขาเองก็เป็แค่รองเทศมนตรี อยู่ต่อหน้าพวกเขาก็แทบจะโงหัวไม่ขึ้น ไฉนจึงกล้าหาเื่ใส่ตัว ?
นี่จึงทำให้เขาได้แต่ตักเตือนลูกชายของตัวเอง ว่าคราวหน้าอย่าไปยุ่งกับเ้าหนุ่มนั้นอีก ตงหยวน กับแม่ของเขาพอได้ยินเช่นนั้น ก็เกิดความไม่พอใจ “ลูกชายตัวเองโดนทำร้ายมาขนาดนี้ เป็ลูกนายกเทศมนตรีแล้วมันยังไง สามารถลงไม้ลงมือกับใครก็ได้หรือ แถมคุณก็ยังเป็ถึงรองนายกเทศมนตรี จะทำอะไรไม่ได้เลยหรอ”
ฉวี่เชา ตวาดขึ้นด้วยโทสะ “อย่างเธอจะไปรู้อะไร เขามีอิทธิพลมากมายขนาดที่เราไม่สามารถเข้าไปตอแยได้ เธอคิดไหมว่าตอนนี้ทำไมพวกเราต้องพึ่งอิทธิพล จ้าวิหลง ? ทุกคนต่างก็้าไต่เต้าไปยังจุดสูงสุด แม้แต่ฉันที่ตอนนี้ก็เป็ได้แค่รองนกยกเทศมนตรี ถ้าหากอยากจะช่วยลูกจริงทางที่ดี อย่าให้เขาทำอะไรโง่ๆ ไม่งั้น อย่าว่าแต่เขาเลย ต่อไปฉันเองก็คงเอาตัวไม่รอด”ฉวี่เชา พูดจบก็เดินจากไป
พอเห็นสามีตัวเองเดือดดาล ก็รู้ว่าตอนนี้ลูกชายตนเองไปแหย่คนใหญ่คนโตเข้าให้แล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่โกรธขนาดนี้
“ลูกแม่ ยอมฟังที่พ่อพูดสักครั้ง คนๆนี้เราไม่ควรไปแตะต้อง คราวหน้าอย่าไปยุ่งกับเขาล่ะ ไม่งั้นแม่กับพ่อก็คงยากที่จะช่วยปกป้องลูก”
พอได้ยินทั้งสองคนพูดแล้ว ตงหยวน ก็ตกตะลึง เ้าบ้านั้นมีคนใหญ่คนโตหนุนหลังงั้นหรอ ? อำนาจ ? อำนาจเบื้องบน ? ภายในมณฑล ? ฮึ่ม ความแค้นนี้ยังไม่ถูกชำระ อย่างมากตอนนี้ก็แค่ไม่ไปยุ่งกับมัน รอให้โอกาสมาถึง ฉันไม่เชื่อว่าจะฆ่ามันไม่ได้ แต่เขาไม่กล้าเอ่ยมันออกไปในยามนี้
ยิ่งเขามองดูที่เฝือกที่แขนของเขาแล้ว ความแค้นก็ยิ่งทวีคูณขึ้นไป ในใจมีแต่ความเกลียดชัง ั้แ่เล็กจนโต ไม่เคยมีใครทำให้เขาอับอายมากขนาดนี้มาก่อน? แล้วต่อไปเขาจะใช้ชีวิตใน หยุนไห่ ได้ยังไง แบบนี้คงไม่กล้าไปพบหน้าสหายพวกพ้องแล้ว
ดังนั้นสภาพร่างกายเขาจึงต้องใช้เวลาเยียวยากว่าหนึ่งอาทิตย์ หลังจากที่หายดีออกจากโรงพยาบาล เขาก็ได้กลับไปโรงเรียนเป็วันแรก ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อหาวิธีล้างแค้นเอาคืน เฉิงหยู่
เวลาเดียวกัน เจียงิ ที่พันผ้าพันแผลเต็มตัวหนำซ้ำยังต้องใส่เฝือกที่คอ ระหว่างเดินเข้าโรงเรียนก็เห็น ตงหยวน ยืนอยู่หน้าโรงเรียน
“เห้ นี่ใช่ เจียงิ ใช่ไหมน่ะ เกิดอะไรขึ้นล่ะ ไม่เจอแค่กี่วันเปลี่ยนสไตล์แล้วหรือ? หึหึ หรือว่าแต่งคอสเพลย์ ? สุดยอด สุดยอดจริงๆ” เห็น เจียงิ ที่เดินมาข้างๆเขา ตงหยวน ก็เอ่ยขึ้น
“เออๆ นี่ใช่ ตงหยวน หรือเปล่าเนี่ย ? ปกติทำตัวอวดฉลาด แต่ไม่คิดว่าจะโง่ขนาดนี้ ได้ข่าวว่าต้องนอนโรงพยาบาลหลายวัน หายดีแล้วหรอ!” เจียงิ ก็ตอบโต้กลับไป อย่างไม่เกรงกลัว
ฉวี่ตงหยวน ตาเบิกกว้างจ้องเขม็ง คำพูดนี้ช่างจี้ใจดำเขาซะเหลือเกิน
“โอ้ว ทั้งสองคน ขยันจริงๆนะ เช้าๆขนาดนี้ก็มาถึงโรงเรียนแล้ว หรือว่าจะเป็เหมือนฉันที่รีบมาเพราะต้องทบทวนบทเรียน? คิดไม่ถึงเลยจริงๆว่าทั้งสองคนจะตั้งใจเรียนเหมือนกัน โดยเฉพาะเพื่อนนักเรียนคนนี้ ขนาดาเ็อยู่ยังฝืนสังขารมา นับว่าไม่เลวทีเดียว วันนี้คุณครูของพวกนายจะต้องมอบช่อดอกไม้ให้แน่ๆ” ในเวลานั้น เฉิงหยู่ ที่ถือปาท่องโก๋ และซดน้ำเต้าหู้ก็เดินมาถึงโรงเรียน พอเห็นพวกเขาทั้งสองก็อดที่จะล้อเรียนไม่ได้
“เฉิงหยู่ แกอย่าได้ใจไป สักวันฉันจะทำให้แกได้รับรู้ถึงความเ็ป!” ทันทีที่เห็น เฉิงหยู่ ทั้งสองก็ก้าวถอยหลังไปคนล่ะหลายก้าว ตงหยวน ที่ได้เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันของเฉิงหยู่ ในใจก็รู้สึกเคียดแค้นชิงชัง แต่ว่าพวกเขาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้จะมีปัญญาทำอะไรได้ โดยเฉพาะ เจียงิ ที่เมื่อเย็นวานโดน เฉิงหยู่ เล่นซะแขนหัก ขนาดพาพวกมารุมก็ยังเอาไม่อยู่ เนื่องจากสังเกตเห็นว่า มีนักเรียนมากมายที่จ้องมาทางพวกเขาด้วยความสนใจ เขาจึงแสร้งวางท่าอวดเบ่งกล่าวเสียงดัง
เฉิงหยู่ ได้ยินก็พลันหัวเราะขึ้นมา แต่เขาก็หาได้สนใจอีกฝ่าย ก้าวเข้าประตูโรงเรียน เขารู้ดีว่าควรวางตัวยังไง ดั่งคำว่า วีรบุรุษย่อมไม่อวดอ้างวีรกรรม และไม่รังแกคนที่อ่อนแอ
มองดู เฉิงหยู่ ที่เดินหายลับไปด้วยใบหน้าระรื่น ทั้งสองก็ซู้ดลมหายใจเข้าเต็มแรง
“เจียงิ ที่นายาเ็ก็เป็ฝีมือมันงั้นหรอ?” ตงหยวน เอ่ยถาม
“หึ!” เจียงิเค้นเสียงโดยไม่สนใจคำถาม รีบมุ่งหน้าเข้าโรงเรียน
ฉวี่ตงหยวน เมื่อมอง เจียงิ เดินลับไป หน้าตาก็แสดงออกได้ถึงแผนการอันชั่วร้าย ก่อนจะก้าวตามเข้าโรงเรียน
หลังจากเข้าห้องเรียนแล้ว เ้าอ้วน ก็อวดขึ้นมา “ลูกพี่ นี่มันสุดยอดมากๆ ยานั้นได้ผลยอดเยี่ยมจริงๆ เช้าวันนี้ผมจำหนังสือได้เยอะมากเลย” เ้าอ้วน กล่าวอย่างมีความสุข แต่ก็กลัวคนอื่นๆจะรู้ความลับจึงพูดเบาๆ
“ได้ผลก็ดีแล้ว คราวหน้าคราวหลังเวลาพูดกับฉันอย่าเข้ามาใกล้ให้มาก เว้นที่ไว้ให้เฉพาะผู้หญิง ฉะนั้นถ้าจะพูดกับฉันช่วยรักษาระยะห่างสักหนึ่งเมตร เข้าใจนะ?” เฉิงหยู่ ถอยห่างเ้าอ้วนไปสองก้าว พร้อมกับสั่งกำชับ
เฉิงหยู่ นั่งลง ด้วยความตื่นเต้น วันนี้เป็การสอบวัดระดับของชั้นมัธยมปลายปีที่ 3 เป็วันแรก เฉิงหยู่ ก็ลุ้นว่าตัวเองนั้นจะสอบได้กี่คะแนน จากนั้นก็หันไปยังโต๊ะข้างๆซึ่งก็คือ หลินยวี่ฮั่น ดูเหมือนเธอกำลังนั่งเหม่อลอย พลางถอนหายใจ
“ฮั่นฮั่น เป็อะไรไป?” เฉิงหยู่ ถามด้วยความประหลาดใจ ปกติเวลาเห็น หลินยวี่ฮั่น ก็มักจะเห็นเอาแต่อ่านหนังสือ เห็นได้ชัดว่าวันนี้เธอดูไม่เหมือนเดิม
“อ่อ! ไม่มีอะไรๆ เมื่อวานขอโทษที ที่แม่ฉันทำไม่ดีกับนาย” หลินยวี่ฮั่น ถูก เฉิงหยู่ เรียกเข้า ก็ตื่นจากห้วงภวังค์ได้สติ เมื่อเย็นวาน ยังไม่ทันได้ขอบคุณ เธอก็โดนแม่รีบดึงตัวกลับไป
“เมื่อกี้เธอคิดเื่นี้อยู่หรอ?”
หลินยวี่ฮั่น พยักหน้า
“อ่อๆ เธออยากรู้หรอว่าฉันคิดกับแม่เธอยังไง?” เฉิงหยู่ พูดหยอกล้อ
“ไม่ใช่ๆ ฉันไม่อยากทำให้นายเข้าใจผิด ่หัวค่ำนายพอมีเวลาหรือเปล่า?”
“ทำไม เธออยากชวนฉันเดทหรอ ถ้าหากเป็แบบนั้นล่ะก็ ฉันว่างตลอดเลย”
“อย่าพูดจาซี้ซั้ว ฉันบอกแม่เื่เกี่ยวกับยาที่นายให้ แม่ก็เลยอยากจะเชิญนายไปทานข้าวด้วยกัน เพื่อจะขอบคุณนาย”
เฉิงหยู่ ผงะทันที หรือว่าแม่เธอจะ้าให้เขาเป็ลูกเขย! งั้นฉันต้องเตรียมของขวัญสินะ ? แม่ของเธอมีชีวิตลำบากต้องหาเช้ากินค่ำ ถ้าเปรียบกับชีวิตแม่หรืออาของเขามันช่างต่างกันสุดขั้ว สำหรับแม่ของเธอนั้น ใบหน้าหมองคล้ำ ถ้าหากว่าให้โอสถลดวัยกับเธอไป ก็ไม่รู้ว่านั้นจะมีผลต่อการใช้ชีวิตหรือไม่ อืม หลายวันก่อนก็ปรุงโอสถยืดอายุขัยออกมาชุดหนึ่ง อันนี้ก็ดี ทุกคนในบ้านก็ใช้ได้
หลินยวี่ฮั่น เห็น เฉิงหยู่ ขมวดคิ้วแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร แล้วก็ยังไม่ได้ตอบตกลง ในใจก็คิดว่าคงถูกปฏิเสธ จึงรีบเอ่ยปากพูด “ถ้าหากว่าไม่ตกลงก็ไม่เปนไร ฉันจะบอกแม่ให้เอง”
“พูดอะไรแบบนั้นเล่า เมื่อกี้ฉันกำลังคิดว่าจะเอาอะไรเป็ของขวัญไปฝากดี”
“ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง ไม่ต้องเตรียมของฝากหรอก เดิมทีนี่ก็คือการเลี้ยงเพื่อขอบคุณนาย” พอได้ยิน เฉิงหยู่ ตอบตกลง ในใจก็รู้สึกยินดี
“มันจะได้ยังไงล่ะ? ลูกเขย จะเข้าบ้านทั้งที ย่อมต้องมีของขวัญไปฝากผู้หรับผู้ใหญ่นี่ถึงจะเป็เื่ถูกต้อง”
“นี่นายพูดบ้าอะไร! ฉันไม่สนนายแล้ว!” หลินยวี่ฮั่น ได้ยินประโยคนี้ถึงกับหน้าแดง
ในเวลานั้นเอง ผู้คุมสอบ ก็เดินเข้ามาพร้อมเอกสารปึกหนึ่ง “วันนี้ เป็วันที่มัธยมปลายชั้นปีที่ 3 ทำการสอบวัดระดับนานาชาติเป็ครั้งแรก ตอนนี้ให้ทุกๆคนแยกโต๊ะออกจากกัน ก่อนที่จะเริ่มทำการสอบ ส่วนวิชาแรกที่สอบก็คือภาษาจีน” พอพูดจบก็แจกกระดาษข้อสอบ
เฉิงหยู่ เปิดดูข้อสอบนั้นก็ลายตาไปหมด แย่แล้ว พวกนี้มันคืออะไรเนี่ย ‘ให้ดูคำศัพท์ในกลุ่มสี่กลุ่มดังต่อไปนี้ แล้วให้หาคำที่ออกเสียงต่างจากพวก’ โธ่แล้วเราจะรู้ยังไงว่าคำไหนมันแตกต่าง
***ฉันไม่รู้จักบทความใดๆทั้งนั้น นี่กะออกข้อสอบมาฆ่าฉันใช่ไหมเนี่ย? ยังมี บทกวีอีกมันหมายถึงอะไร? ที่ท่องมาไม่มีเื่นี้นิ ?
เฉิงหยู่ พลิกหน้าข้อสอบไปอีกหน้าหนึ่ง ดวงตาก็เบิกกว้าง ช่องว่างใหญ่ขนาดนี้คืออะไรกัน ? เรียงความ? <ความไม่รู้ > ให้แต่งตามชื่อเื่ ?
เวรแล้ว! การทดสอบวัดระดับไม่ใช่การสอบแบบดั้งเดิม แล้วจะมีสักกี่คนกันที่สอบได้ กระทั่งเทพเซียนอย่างเรายังจนปัญญา แล้วพวกคนธรรมดาไฉนจึงจะทำได้ ? ไร้สาระน่า!
เฉิงหยู่ เงยหน้าขึ้น มองดูคนข้างๆที่กำลังตั้งใจทำข้อสอบ ซึ่งก็คือ หลินยวี่ฮั่น เห็นได้ชัดว่าเมื่อเธออ่านโจทย์เสร็จก็ลงมือเขียน สาวน้อยคนนี่ช่างยอดเยี่ยม!
ไม่ได้การ เฉิงหยู่ รีบคว้าปากกา เขียนเรียงความในหน้ากระดาษที่ว่างๆก่อน หลังจากนั้นเขาก็เขียนคำว่า ัเหิน ขนาดใหญ่ “ฉันคิดว่าจากกระดาษที่ว่างเปล่าบัดนี้ช่างดูสวยงาม นี่แหละคือสิ่งที่มีความหมายลึกซึ้ง”
จบตอน