“คุณเว่ยตงใช่ไหมครับ” เสียงของชายหนุ่มใสไพเราะ
มุมปากของเว่ยตงกระตุกขึ้นจางๆ “ใช่ครับ”
“ผมลู่ซือหย่วนครับ ขอโทษด้วยนะครับที่บุ่มบ่ามโทรมารบกวน”
เว่ยตงเอนตัวพิงพนักโซฟา “ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก นายกลู่เกรงใจกันเกินไปแล้ว”
เมื่อลู่ซือหย่วนได้ยินเสียงอีกฝ่ายจากปลายสายโทรศัพท์ก็ขมวดคิ้ว เสียงนี้ค่อนข้างคุ้นหู…
“ไม่ทราบว่าคุณพอจะให้เกียรติผมได้เป็เ้าภาพสักมื้อไหมครับ”
ชวนเขาไปกินข้าวงั้นเหรอ เว่ยตงกระตุกยิ้มมุมปาก
“หรือถ้าหากคุณเว่ยไม่สะดวก เราค่อยนัดกันวันอื่นก็ได้ครับ” ลู่ซือหย่วนไม่ได้มีเจตนาจะชวนจอมอันธพาลไปเลี้ยงข้าว มันไม่สอดคล้องกับสไตล์การทำงานของเขาเลย เดิมทีเขาก็ไม่ชอบการคบค้าสมาคมแบบนี้อยู่แล้ว เื่โทรไปชวนใครกินข้าวยิ่งไม่ต้องพูดถึง
แต่เบื้องบนมีคำสั่งลงมา คงไม่ดีถ้าเขาจะหักหน้าผู้บังคับบัญชา
“ไม่มีปัญหาเลย”
ก่อนที่ลู่ซือหย่วนจะคิดมาก ชายหนุ่มซึ่งอยู่ปลายสายก็พยักหน้า
ลู่ซือหย่วนผงกศีรษะ “สถานที่เอาเป็…”
“ไม่ต้องหรอก ผมเลี้ยงท่านนายกลู่เอง” ชายหนุ่มตัดบทลู่ซือหย่วนอย่างตรงไปตรงมา
“ในฐานะที่เป็นายกเทศมนตรีของเมืองนี้ ผมควรเป็ฝ่ายเลี้ยงมากกว่านะครับ” ลู่ซือหย่วนยืนกรานอย่างหนักแน่น
“เอาแบบนั้นก็ได้” หนุ่มภาคเหนือไม่จุกจิกกับปัญหาเล็กๆ น้อยๆ มาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว
สำหรับผู้ชายที่มีคำเล่าลือว่าค่อนข้างรับมือยาก บทสนทนาสั้นๆ ง่ายๆ ไม่กี่ประโยค ไม่ได้ทำให้เขาคาดเดาอะไรเกี่ยวกับชายหนุ่มที่แม้แต่ผู้มีอำนาจสูงสุดของมณฑลยังเชื้อเชิญมาไม่ได้ ลู่ซือหย่วนเองก็ไม่ได้สนใจ เขานึกภาพไม่ออกด้วยซ้ำ ว่าชายผู้รับมือยากคนนี้มีลักษณะแบบไหน
จนกระทั่งผู้ชายที่คีบบุหรี่คนนั้นก้าวยาวๆ มาปรากฏขึ้นตรงหน้า ก่อนจะแนะนำตัวด้วยประโยคสั้นๆ ง่ายๆ ประโยคหนึ่งที่ทำให้เขาชะงักไป
“ผมเว่ยตง” เว่ยตงเดินมาหยุดตรงหน้าลู่ซือหย่วน พูดโดยไม่แสดงอารมณ์เท่าไรนัก
เมื่อพบกับบุคคลที่ไม่คาดคิด แม้แต่เ้านายที่สงบนิ่งไม่ประหวั่นพรั่นพรึงต่อสิ่งใดอย่างลู่ซือหย่วนยังผงะไปชั่วขณะ
“สวัสดีครับ ผมลู่ซือหย่วน” หลังจากผงะไปเล็กน้อย คุณสมบัติด้านการควบคุมจิตใจของนายกเทศมนตรีลู่ก็แสดงผลลัพธ์ออกมาให้เห็น
เว่ยตงมองมือของลู่ซือหย่วนที่ยื่นออกมา เห็นว่าบริเวณรอบๆ แผ่นพลาสเตอร์ที่แปะไว้นูนขึ้นมานิดหน่อย สีที่แตกต่างจากบริเวณอื่นๆ ของหลังมือลามออกมาจากบริเวณโดยรอบของพลาสเตอร์ปิดแผลแผ่นนั้น ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยแบบที่แทบสังเกตไม่เห็น
ลู่ซือหย่วนยื่นมือออกไปพักหนึ่งแล้วก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากเว่ยตง จึงคิดจะชักมือกลับ แต่มือก็ถูกดึงหยุดไว้ก่อน จากนั้นเขาก็ถูกลากออกจากโรงแรม
“คุณเว่ยครับ…” ลู่ซือหย่วนถูกลากอยู่ด้านหลัง และชายหนุ่มตรงหน้าก็เดินค่อนข้างเร็ว ทำให้เขาเดินซวนเซเล็กน้อย
เว่ยตงลากลู่ซือหย่วนออกมาหน้าประตูใหญ่ รถที่เขาเพิ่งจะจอดไว้เมื่อครู่นี้กำลังสตาร์ตอยู่พอดี เขาเลยยกเท้าถีบที่กันชนท้ายรถอย่างแรง ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาออกแรงถีบมากแค่ไหน แต่ตัวรถ RAV4 หยุดลงทันที ทำให้เด็กจอดรถของโรงแรมที่กำลังขับรถอยู่ใจนเกือบสะดุ้งไม่ออก
หนุ่มน้อยผู้น่าสงสารคิดว่าคงถูกรถอีกคันชนจากด้านหลังซะแล้ว เหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นบนหน้าผาก ถึงแม้ว่ารถคันนี้จะไม่มีทางถูกตาต้องใจใครในสถานที่ซึ่งมีแต่รถหรูอวดโฉมอยู่ทั่วไปหมดอย่างเมืองปินไห่ แต่แม่งเอ๊ย ยังไงราคามันก็สองแสนกว่าหยวนอยู่ดี เขาที่เป็แค่ลูกจ้างจะเอาปัญญาที่ไหนมาชดใช้
ยังไม่ทันลงจากรถ ประตูด้านขวาก็ถูกดึงเปิดออกอย่างแรง จากนั้นก็มีคนคนหนึ่งยัดตัวเข้ามาในรถ ทำให้เขาได้แต่ตะลึงตาค้าง
“ลงจากรถ” เว่ยตงเดินอ้อมหน้ารถมาดึงประตูด้านที่นั่งคนขับ แล้วพยักพเยิดใส่เด็กจอดรถที่นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ
หนุ่มน้อยยังไม่ทันตอบสนอง เขาก็ถูกสายตาอันน่าหวาดกลัวของชายหนุ่มทำให้ใจนต้องลงจากรถอย่างมึนงง กระทั่งรถสตาร์ตและทะยานออกไปจากลานหน้าโรงแรมด้วยความเร็วประมาณร้อยกว่า เขาถึงได้ลูบหน้าตัวเอง ก่อนรับรู้จากคำพูดของเพื่อนร่วมงานว่าคนที่เพิ่งถีบรถก็คือเ้าของรถผู้เกรี้ยวกราดเมื่อกี้นั่นแหละ
“แม่ง! ไอ้หัวขวดนี่!”