Veonestra: สงครามวันพิพากษา

    ตอนที่ 38: มิติแห่งการเปลี่ยนแปลง [Act II: การล่าแห่งวิวัฒนาการ ]

    แสงอาทิตย์ยามเช้าอันอบอุ่นและแจ่มใสสาดส่องผ่านผืนเมฆสีขาวบริสุทธิ์เหนือมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างอ่อนโยน ลำแสงสีทองประกายส้มสะท้อนกับละอองน้ำในอากาศจนเกิดเป็นภาพทิวทัศน์อันงดงามราวกับดินแดนในเทพนิยาย

    ทว่าท่ามกลางความงดงามของธรรมชาติตรงหน้านั้น ป้อมปราการลอยฟ้า ORCA ยานรบทางยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดขององค์กร V.I.F. ยังคงลอยตระหง่านเหนือชั้นเมฆอย่างเงียบเชียบและมั่นคง เครื่องยนต์ขับเคลื่อนแรงโน้มถ่วงเทียมและปฏิกรณ์พลังงานพลาสม่าขนาดมหึมาที่ติดตั้งอยู่ส่วนท้ายของตัวยานส่งเสียงคำรามต่ำอย่างเป็นจังหวะสม่ำเสมอ แรงสั่นสะเทือนแผ่วเบาแทรกซึมผ่านโครงสร้างเหล็กกล้าผสมไทเทเนียม ทว่ามันไม่ได้ทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยด้านในรู้สึกสั่นคลอนแต่อย่างใด ในขณะเดียวกัน บนรันเวย์ส่วนนอก ฝูงเครื่องบินขับไล่ไร้คนขับอัจฉริยะกำลังทะยานตัวขึ้นฟ้าและร่อนลงจอดเพื่อผลัดเปลี่ยนเวรลาดตระเวนน่านฟ้ารอบฐานบัญชาการอย่างเป็นระเบียบตามตารางการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด

    เวลาผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนเต็มแล้ว... นับตั้งแต่ยุทธการ Red Armageddon สิ้นสุดลง

    มันคือสงครามครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ สงครามที่เดิมพันด้วยความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ และเป็นสงครามที่เปลี่ยนเด็กสาวธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่เคยหวาดกลัวและร้องไห้ท่ามกลางซากปรักหักพัง ให้กลายเป็น ‘วีรบุรุษ’ ผู้กอบกู้โลกในชั่วข้ามคืน

    ภายในห้องพักเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยรบแนวหน้า Vanguard

    แสงแดดยามเช้าส่องลอดผ่านรอยแยกของผ้าม่านสีขาวนวลเข้ามาตกกระทบบนเตียงนอน ริน อาซากิ ค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้า ๆ ดวงตาสีน้ำตาลประกายทองของเธอยังคงทอดมองแผ่นเพดานห้องโลหะขัดเงาเบื้องบนอย่างเหม่อลอยอยู่พักใหญ่ จิตใจของเธอยังคงล่องลอยอยู่ระหว่างโลกแห่งความจริงและความทรงจำในสมรภูมิอันโหดร้ายที่มักจะตามมาหลอกหลอนในความฝันเป็นครั้งคราว

    "...เช้าแล้วเหรอคะเนี่ย"

    เด็กสาวพึมพำกับตัวเองแผ่วเบา เธอยันกายลุกขึ้นนั่งแล้วขยับแขนขาบิดตัวไล่ความขี้เกียจเบา ๆ ร่างกายส่วนลึกยังคงมีอาการอบอ้าวและเมื่อยล้าหลงเหลืออยู่บ้างจากการปลดปล่อยพลังงานลีซิลนอสเกินขีดจำกัดในครั้งนั้น แต่โดยรวมแล้ว ระบบฟื้นฟูระดับเซลล์ของเธอกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจนทำให้ร่างกายกลับมาเคลื่อนไหวได้เกือบสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว

    รินก้าวเท้าลงจากเตียงนอน เดินตรงไปยังหน้าต่างกระจกนิรภัยหนาก่อนจะเอื้อมมือไปดึงผ้าม่านให้เปิดออกกว้าง

    เบื้องหน้าของเธอในยามนี้ คือทะเลเมฆสีขาวนวลราวกับปุยฝ้ายที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาตัดกับเส้นขอบฟ้าสีคราม เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ รับเอาไอเย็นที่แผ่ซ่านผ่านกระจกเข้ามา มันเป็นความรู้สึกสงบและปลอดภัยที่เธอไม่ได้สัมผัสมานานแสนนานนับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่สนามรบ

    "...สงบจังเลยนะ"

    ในตอนนี้... ไม่มีเสียงไซเรนหวีดร้องเตือนภัยคลั่งระรัว ไม่มีเสียงระเบิดพลาสม่ากึกก้องกัมปนาทจนแผ่นดินไหวสะเทือน ไม่มีเสียงคำรามแหลมสูงอันน่าสยดสยองของการ์เลนอสที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่ง

    จะมีก็เพียงแค่เสียงสายลมธรรมชาติที่พัดผ่านเกราะด้านนอกของยานรบ และเสียงของนกเหล็กไร้คนขับของ ORCA ที่บินผ่านหน้าต่างห้องพักไปตามเส้นทางลาดตระเวนอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเท่านั้น

    รินมองภาพความสงบสุขตรงหน้าแล้วระบายยิ้มบาง ๆ ออกมาด้วยความโล่งอกอย่างแท้จริง อย่างน้อยที่สุด หยาดเหงื่อ เลือด และน้ำตาที่เธอสูญเสียไปในยุทธการครั้งก่อน มันก็คุ้มค่าแล้วเมื่อได้เห็นโลกใบนี้ยังมีวันเช้าที่งดงามและสงบสุขแบบนี้เหลืออยู่

    "...ดีจังเลยค่ะ"

    .

    .

    .

    .

    ครืด...

    เสียงบานประตูอัตโนมัติของห้องพักเลื่อนเปิดออกพร้อมกับกลไกไฮดรอลิกส์

    "อรุณสวัสดิ์จ้า ยัยหนูริน!"

    ใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มของอายาโกะโผล่พรวดเข้ามาในห้องพร้อมกับรอยยิ้มสดใสฉีกกว้างจนตาปิดเหมือนทุกที ในมือของรุ่นพี่สาวขาลุยชูแก้วนมสดอุ่น ๆ ขึ้นมาโบกไปมา "วันนี้ห้ามแอบอ้างโน่นอ้างนี่แล้วอดอาหารเช้าอีกเด็ดขาดเลยนะยึดขาด! ไม่งั้นพี่สาวคนนี้จะจับเธอป้อนด้วยตัวเองจริง ๆ ด้วย!"

    รินสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ กับความกระตือรือร้นเกินร้อยของรุ่นพี่ "อรุณสวัสดิ์ค่ะพี่อายาโกะ หนูไม่ได้ตั้งใจจะอดอาหารสักหน่อยค่ะ แค่กำลังมองวิวเพลิน ๆ เอง"

    "โกหกไม่เนียนไปเรียนมาใหม่เลยย่ะ!" อายาโกะชี้หน้าเด็กสาวทันทีพลางพองแก้มป่อง "เมื่อสามวันก่อนเธอก็พูดแบบนี้! แล้วสุดท้ายเป็นไง? แอบหนีไปห้องฝึกซิมูเลเตอร์จำลองระบบรบจนลืมเวลากินข้าวเที่ยงไปถึงบ่ายสาม! ดร.นิโคล แทบจะกินหัวฉันอยู่แล้วฐานปล่อยให้ตัวทดลองล้ำค่าขาดสารอาหาร!"

    "เอ่อ... คือเรื่องนั้นหนูแค่..." รินเกาแก้มแก้เก้อ ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อเมื่อถูกจับได้

    "เห็นไหมล่ะ! หลักฐานคาหนังคาเขา!" อายาโกะหัวเราะร่าพลางก้าวเข้ามาคว้าข้อมือของริน "ไปเลย ๆ วันนี้ทุกคนรอกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันที่โรงอาหารนู่นแน่ะ!"

    เมื่อเด็กสาวทั้งสองเดินมาถึงโรงอาหารส่วนกลางของหน่วยรบระดับสูง บรรยากาศภายในก็เต็มไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟและเนยสดคั่ว รินกวาดสายตามองไปที่โต๊ะประจำของทีม และภาพแรกที่เห็นคือ เมดิสัน แม่นปืนสาวสุดซ่าที่ตอนนี้ขาที่เข้าเฝือกอ่อนเริ่มขยับได้คล่องขึ้น กำลังนั่งใช้ส้อมจิ้มกินแพนเค้กราดน้ำผึ้งที่วางซ้อนกันเป็นตั้งสูงราวกับหอคอย

    "โอ๊ะ! พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา!" เมดิสันเงยหน้าขึ้นจากจานขนมพลางเคี้ยวตุ้ย ๆ ก่อนจะปัดมือโบกหยอย ๆ "เจ้าหญิงฟีนิกซ์ทองคำผู้กอบกู้มหานครมาถึงแล้วค่าทุกคน!"

    "รุ่นพี่เมดิสันคะ... อย่าเรียกหนูด้วยชื่อแปลก ๆ แบบนั้นสิคะ" รินหน้ามุ่ยรีบเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามทันที

    "เอ้า! แซวนิดแซวหน่อยทำเป็นเขินไปได้" เมดิสันหัวเราะชอบใจเอามือตบโต๊ะเบา ๆ "แต่มันเป็นเรื่องจริงนะริน ตอนนี้เธอเป็นบุคคลที่ดังที่สุดในโลกไปแล้วรู้ตัวไหม? ฉันเปิดดูช่องข่าวของสหพันธ์ยูเรเซีย ข่าวช่องหลักของทวีปอเมริกา หรือแม้แต่ข่าวท้องถิ่นในเอเชีย ทุกช่องพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งเรื่องเด็กสาวปีกเพลิงสีทองกันหมดเลย"

    รินรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน ใบหน้าหวานแดงแจ๋ด้วยความอับอาย "อย่าล้อหนูเล่นสิคะ... หนูแค่ทำหน้าที่ที่ควรทำเท่านั้นเอง"

    "ไม่ได้ล้อเล่นสักหน่อยย่ะ" เมดิสันขยับตัวเข้ามาใกล้พลางทำตาโต "ตอนนี้เด็ก ๆ ทั่วโลก ไม่สิ พลเรือนทุกคนที่รอดชีวิตจากภัยพิบัติการ์เลนอส ต่างยกย่องให้สภาวะ 'EW-2' ของเธอเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังใหม่ไปแล้ว 'ผู้กอบกู้มหานครแห่งไฟ' ฟังแล้วเท่ระเบิดระเบ้อจะตายไป! ถ้าเป็นฉันมีปีกเท่ ๆ แบบนั้นนะ ฉันจะบินโชว์ตัวรอบโลกวันละสามเวลาเลย!"

    "พอเลยค่ะรุ่นพี่เมดิสัน! ยิ่งพูดหนูยิ่งทำตัวไม่ถูกแล้วนะ" รินยกสองมือขึ้นปิดหน้าตัวเอง ท่ามกลางเสียงหัวเราะสนุกสนานของอายาโกะและเมดิสัน

    ในอีกมุมหนึ่งของโต๊ะอาหารยาว โอลิเวีย อดีตนักฆ่าสาวผู้เงียบขรึมและจริงจังยังคงนั่งอยู่ท่าเดิม เธอเปิดหน้าจอแท็บเล็ตทหารหนาหนักอ่านข้อมูลรหัสพันธุกรรมและรายงานสถานการณ์โลกอยู่เงียบ ๆ ทว่าใบหน้าคมคายกลับเงยขึ้นเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงโวยวายของรุ่นน้อง

    "สวัสดี ริน" โอลิเวียเอ่ยทักทายน้ำเสียงราบเรียบตามสไตล์ "ร่างกายของเธอ... สภาพกล้ามเนื้อและระบบประสาทสัมพันธ์เป็นอย่างไรบ้างในเช้านี้?"

    "สวัสดีค่ะพี่โอลิเวีย" รินลดมือลงจากใบหน้าแล้วตอบกลับด้วยความเคารพ "ดีขึ้นเยอะมากเลยค่ะ แทบจะไม่รู้สึกเจ็บแปล๊บที่หน้าอกเวลาหายใจลึก ๆ เหมือนช่วงสัปดาห์แรกแล้วค่ะ"

    โอลิเวียพยักหน้ารับรู้ พลางใช้นิ้วเรียวยาวเลื่อนหน้าจอแท็บเล็ตเพื่อส่งข้อมูลดิบบางอย่างขึ้นมา "อืม... ตรงกับผลตรวจค่าชีวภาพล่าสุดที่ระบบเมนเฟรมของกองแพทย์ส่งมาเมื่อเช้ามืดนี้ ดัชนีเซลล์พลังงานลีซิลนอสในร่างกายของเธอเริ่มกลับมาอยู่ในเกณฑ์คงที่และสมดุลแล้ว แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ..."

    โอลิเวียเว้นจังหวะ สายตาสีฟ้าน้ำแข็งตวัดมามองริน "อัตราการเจริญเติบโตและซ่อมแซมบาดแผลในระดับโครงสร้างเนื้อเยื่อของเธอในตอนนี้... สูงกว่ามนุษย์ปกติทั่วไปประมาณสิบสองเท่า"

    "สิบสองเท่าเลยเหรอคะ?!" เมดิสันที่กำลังเคี้ยวแพนเค้กอยู่ถึงกับสำลักออกมาเบา ๆ ดวงตาเบิกกว้าง "บ้าน่า ยัยหนูรินนี่กลายเป็นสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ไปแล้วหรือไง? มนุษย์ดัดแปลงขั้นสุดยอดเรารึเปล่านั่น?"

    โอลิเวียตอบเรียบ ๆ โดยไม่เปลี่ยนสีหน้า "ใช่ สิบสองเท่า... นั่นหมายความว่าหากรินโดนมีดบาด แผลจะสมานตัวจนหายสนิทภายในเวลาไม่กี่นาที และข้อดีอีกอย่างตามตรรกะชีววิทยาการแพทย์... รินคงจะไม่มีวันเป็นหวัดหรือป่วยด้วยโรคติดเชื้อธรรมดา ๆ ไปตลอดชีวิตแล้วล่ะ"

    พอโอลิเวียพูดจบ ทั่วทั้งโต๊ะอาหารก็เงียบไปสามวินาที ก่อนที่อายาโกะ เมดิสัน และแม้แต่รินเองจะหลุดหัวเราะกิ๊กก๊ากออกมาพร้อมกัน บรรยากาศรอบข้างเต็มไปด้วยความผ่อนคลายและเป็นกันเองอย่างที่สุด

    ในตอนนั้นเอง ทันย่า สาวแว่นผู้เป็นมันสมองและหน่วยประสาทงานหลักของทีม ก็เดินถือถาดอาหารเช้าที่มีเพียงสลัดผักและขนมปังโฮลวีตตรงมานั่งลงที่เก้าอี้ว่างหัวโต๊ะ เธอดันกรอบแว่นตากล้มหนาให้เข้าที่พลางถอนหายใจยาวออกมา

    "มีข่าวดีและข่าวร้าย... พวกเธออยากฟังอันไหนก่อน?" ทันย่าเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกึ่งจริงกึ่งเล่น

    "ข่าวดีสิ! ข่าวดีอยู่แล้ว!" อายาโกะชูมือขึ้นฟ้าทันที "วันนี้วันพักผ่อน อย่าเพิ่งเอาเรื่องเครียด ๆ มาสาดใส่พวกเราเลยนะคุณหัวหน้าห้องทันย่า"

    ทันย่าอมยิ้มเล็ก ๆ ที่มุมปากก่อนจะตักสลัดเข้าปาก "ข่าวดีก็คือ... ตารางฝึกซ้อมรบภาคสนามภาคบ่าย และการทดสอบแรงขับเคลื่อนเครื่องยนต์เกราะของพวกเธอทั้งหมดในวันนี้... ถูกสั่งยกเลิกทั้งหมด ไม่มีฝึกหนัก ไม่มีวิ่งมาราธอนแบกน้ำหนัก"

    "เย้!!! สุดยอด!" อายาโกะดีใจจนแทบลุกขึ้นเต้นระบำรอบโต๊ะอาหาร ขณะที่เมดิสันเองก็ชูกำปั้นขึ้นฟ้าอย่างสะใจ

    ทว่าทันย่ากลับไม่ได้หัวเราะตาม เธอดันแว่นตาขึ้นอีกครั้ง แววตาสีน้ำตาลหลังเลนส์หนาแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจัง "แต่..."

    คำสั้น ๆ คำเดียวทำเอาอายาโกะและเมดิสันชะงักค้างกลางอากาศ ทุกคนในโต๊ะรวมถึงรินหันขวับมามองทันย่าเป็นตาเดียว

    "...สิบโมงตรงเช้านี้ ผู้บัญชาการสูงสุดโรซาเลียมีคำสั่งด่วนที่สุด เรียกสมาชิกหน่วย Vanguard ทั้งหมดเข้าพบเพื่อเข้าร่วมการประชุมระดับยุทธศาสตร์ย่อย" ทันย่ากล่าวสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจัง

    เมดิสันฟุบหน้าลงกับโต๊ะอาหารทันทีพลางส่งเสียงครางประท้วง "โธ่เอ๊ย... รู้ตัวอยู่แล้วเชียวว่ามันต้องมีคำว่า 'แต่' ตามมาเสมอ สงสิวันหยุดของพวกเรามันไม่เคยมีอยู่จริงในพจนานุกรมของ V.I.F. เลยสินะคะ!"

    ห้องประชุมห้องเล็กและตราสัญลักษณ์ระดับสูง

    เวลาสิบโมงตรงเป๊ะ ไม่มีขาด ไม่มีเกิน

    บานประตูโลหะหนาหนักทึบแสงของห้องประชุมเชิงยุทธศาสตร์หมายเลข 07 ซึ่งเป็นห้องประชุมขนาดเล็กที่ใช้สำหรับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการชั้นสูงเลื่อนเปิดออก สมาชิกหน่วย Vanguard ทั้งห้าคนก้าวเท้าเดินเรียงแถวเข้ามาด้านในอย่างเป็นระเบียบ ท่าทางขี้เล่นและผ่อนคลายจากโรงอาหารเมื่อครู่มลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงแววตาของทหารมืออาชีพผู้เจนศึก

    เบื้องหน้าของพวกเธอ ที่บริเวณหน้าจอควบคุมโฮโลแกรมหลักกลางห้อง ร่างระหงของผู้บัญชาการสูงสุด โรซาเลีย ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ในชุดเครื่องแบบทหารสีขาวขลิบทองดูทรงอำนาจ ใบหน้าคมคายเรียบเฉียบและยากจะคาดเดาความรู้สึก และที่ข้างกายของเธอ ชายร่างยักษ์ผิวสีหมึกในชุดเกราะทหารผ่านศึกเต็มยศ กัปตันแบล็คเบิร์ด ยังคงยืนกอดอกแน่น สายตาคมกริบดุดันจับจ้องมายังเด็กสาวทั้งห้าคนอย่างเงียบเชียบ

    ผู้การโรซาเลียละสายตาจากหน้าจอ หันมามองดูเด็กสาวตรงหน้าทีละคน ก่อนจะหยุดสายตาลงที่รินชั่วครู่หนึ่ง

    "นั่งลงกันก่อนสิ... พวกเธอพักผ่อนกันเต็มอิ่มดีพอหรือยัง?" น้ำเสียงทรงอำนาจแต่แฝงแววอาทรเอ่ยถาม

    "ครับ! เต็มอิ่มมากเลยครับผู้การ!" อายาโกะและเมดิสันขานรับเสียงแข็งขัน พลางเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้เบาะหนังรอบโต๊ะประชุมทรงกลม ริน ทันย่า และโอลิเวียก้าวตามลงไปนั่งอย่างเงียบ ๆ

    โรซาเลียพยักหน้ารับคำตอบเบา ๆ "ดี... เพราะนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ช่วงเวลาแห่งการพักฟื้นของพวกเธอได้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการแล้ว"

    สิ้นเสียงคำพูดอันเฉียบขาดของผู้การสาว เธอก็เอื้อมนิ้วมือเรียวยาวไปแตะลงบนแผงควบคุมระบบสัมผัสเบื้องหน้าเบา ๆ หนึ่งครั้ง

    ฟุ่บบบ...!

    ฉับพลัน แสงไฟนีออนส่องสว่างภายในห้องประชุมพลันหรี่ดับลงจนมืดสลัว พร้อม ๆ กับที่มีลำแสงเลเซอร์สีฟ้าครามพุ่งทะยานออกจากเครื่องฉายกลางโต๊ะ ก่อตัวกลายเป็นภาพโฮโลแกรมสามมิติขนาดใหญ่ลอยอยู่กลางอากาศ มันคือตราสัญลักษณ์รูปอินทรีเหล็กโอบอุ้มลูกโลกอันเป็นตราประจำของ V.I.F. High Council (สภาสูงแห่งสหพันธ์มนุษยชาติ) มันกำลังหมุนวนช้า ๆ ส่งแรงกดดันอันมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจนสมาชิกหน่วย Vanguard ทุกคนต้องปรับสีหน้าเป็นจริงจังลึกซึ้ง

    รินเผลอกำมือทั้งสองข้างเข้าหากันแน่นบนตักโดยไม่รู้ตัว สัญชาตญาณในร่างกายของเธอมันบอกว่า สิ่งที่กำลังจะถูกเปิดเผยต่อไปนี้... มันต้องเป็นเรื่องใหญ่ที่สั่นสะเทือนชีวิตของเธออย่างแน่นอน

    โรซาเลียกวาดสายตามองทุกคนอีกครั้งก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มต่ำแต่หนักแน่น "เมื่อคืนนี้ เวลาศูนย์นาฬิกาสามสิบนาที... สภาสูงแห่งสหพันธ์มนุษยชาติได้มีมติเป็นเอกฉันท์ในที่ประชุมลับระดับผู้นำโลก มติอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับผลลัพธ์และตัวตนของ... Evolution Wave Form II"

    รายงานลับระดับ Alpha-01

    วิ้งงง...!

    หน้าจอโฮโลแกรมสามมิติตรงกลางพลันเปลี่ยนสีจากสีฟ้าครามกลายเป็นสีแดงเพลิงเข้มข้น ตัวอักษรภาษาอังกฤษขนาดใหญ่ตัวหนาวิ่งสลับขึ้นมาตรงหน้าเด่นหรา

    [ CLASSIFICATION : ABSOLUTE SECRET ] (ระดับชั้นความลับขั้นสูงสุด : ปกปิดเป็นความลับสัมบูรณ์)

    จากนั้น เสียงสังเคราะห์ไร้อารมณ์ของระบบปัญญาประดิษฐ์ส่วนกลางของป้อมปราการ ORCA ก็ดังกระหึ่มขึ้นก้องห้องประชุม

    [ กำลังเปิดอ่านไฟล์ข้อมูลรายงานการประเมินสถานะทางยุทธศาสตร์ ลำดับที่ Alpha-01 ] [ ผู้เข้ารับการประเมิน : เจ้าหน้าที่ฝึกหัดรหัสรบ 097 - ริน อาซากิ ] [ หัวข้อประเมิน : ขีดความสามารถสมบูรณ์ของร่างวิวัฒนาการ Evolution Wave Form II (Phoenix) ]

    หลังสิ้นเสียงระบบคอมพิวเตอร์ ภาพข้อมูลจำลองกราฟฟิกและตัวเลขจำนวนมหาศาลก็เริ่มเลื่อนผ่านหน้าจอโฮโลแกรมไปอย่างรวดเร็วราวกับสายน้ำหลาก มันมีทั้งกราฟแสดงค่าพลังงานไซคิกมานาที่พุ่งทะยานจนทะลุเพดานวัด... ค่าความร้อนแรงสูงของเปลวเพลิงสีทองคำที่สามารถหลอมละลายเกราะเหล็กกล้าหนาสามเมตรได้ในเสี้ยววินาที... ค่าดัชนีความเสียหายต่อพื้นที่สนามรบ... ผลสัมฤทธิ์ทางการรบในการกวาดล้างการ์เลนอสระดับสูง... อัตราส่วนทำลายล้างเฉลี่ยต่อวินาที... และที่สำคัญที่สุด คือข้อมูลสถิติคลื่นสมองและการเต้นของหัวใจที่แม้แต่ตัวของรินเองก็ไม่เคยเห็นหรือรับรู้มาก่อนในชีวิต

    ทุกคนภายในห้องประชุมต่างพากันเงียบกริบ แม้แต่เมดิสันที่เคยขี้เล่นก็ยังเบิกตากว้าง จ้องมองตัวเลขประเมินความเสียหายเหล่านั้นด้วยความรู้สึกเสียวสันหลังวาบ พลังที่เด็กสาวผมสีแดงส้มครอบครองอยู่นั้น... มันเกินขอบเขตของคำว่าอาวุธทหาร ไปไกลโขแล้ว มันคือพลังระดับภัยพิบัติทำลายล้างดวงดาวชัด ๆ

    จนกระทั่ง แถวข้อความบรรทัดสุดท้ายที่ถูกไฮไลต์ด้วยสีทองเรืองรอง ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเด่นชัดเจนกลางจอโฮโลแกรม

    [ ผลการประเมินขั้นสุดท้ายจากสภาสูงแห่งสหพันธ์มนุษยชาติ : ] [ Evolution Wave Form II (ร่างฟีนิกซ์) ได้รับการอนุมัติและจัดลำดับให้อยู่ในกลุ่ม 'ระดับภัยคุกคามและอาวุธทางยุทธศาสตร์สูงสุดของมนุษยชาติ' (Strategic-Grade Entity) ] [ สิทธิ์และอำนาจเด็ดขาดในการอนุมัติใช้งานรหัสรบ EW-2 ในทุกกรณี จะขึ้นตรงและอยู่ภายใต้การตัดสินใจของสภาสูง V.I.F. เท่านั้น ] [ ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ ขุดคุ้ย หรือส่งต่อข้อมูลดิบทางชีวภาพของโครงการนี้แก่บุคคลภายนอกหรือหน่วยงานย่อยในทุกกรณี ผู้ฝ่าฝืนมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิตสถานเดียว ]

    ฟุ่บ...

    ภาพโฮโลแกรมดับวูบลง แสงไฟในห้องประชุมกลับมาสว่างจ้าตามเดิม ทว่าความเงียบงันและบรรยากาศอันหนักอึ้งกลับยังคงอบอวลอยู่ไม่จางหาย

    รินนั่งนิ่งสายตามองโต๊ะประชุมเปล่า ๆ สมองของเธอช้านิ่งไปชั่วขณะ เด็กสาวไม่รู้เลยว่าตัวเธอในตอนนี้ควรจะรู้สึกดีใจ... ที่รอดชีวิตและได้รับการยอมรับ หรือควรจะรู้สึกหนักใจและหวาดกลัวกับอนาคตอันมืดมนต่อจากนี้กันแน่ เพราะตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ชะตากรรมของเธอได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    เธอไม่ได้เป็นเพียงแค่เด็กสาวกำพร้า... ไม่ได้เป็นแค่ทหารฝึกหัดหนีตาย... และไม่ได้เป็นเพียงแค่เจ้าหน้าที่สังกัดหน่วย Vanguard ธรรมดา ๆ อีกแล้ว

    ทว่าระบบกฎหมายและผู้นำสูงสุดของโลกได้ตราหน้าและยกเกรดให้ตัวตนของเธอ กลายเป็นหนึ่งใน 'ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญและอันตรายที่สุดของมนุษยชาติ' เทียบเท่ากับหัวรบนิวเคลียร์ล้างโลกหรือป้อมปราการลอยฟ้าลำนี้ และนั่น... คือก้าวแรกและเสียงระฆังเปิดฉากของเรื่องราวบทใหม่ที่เต็มไปด้วยการเมือง ความขัดแย้ง และสมรภูมิรบที่ลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม

     

    กัปตันแบล็คเบิร์ดที่ยืนเงียบอยู่นาน ค่อย ๆ ลดแขนที่กอดอกลง ตัวตนอันใหญ่โตของเขาก้าวเดินเข้ามาใกล้โต๊ะประชุมหนึ่งก้าว แรงกดดันจากทหารเสือรุ่นเก๋าทำให้บรรยากาศรอบข้างตึงเครียดขึ้นมาทันที

    "ฉันรู้ว่ามันฟังดูโหดร้ายสำหรับเด็กอายุเท่าเธอ... ริน" แบล็คเบิร์ดเอ่ยเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่า "แต่นี่คือความจริงของโลกใบนี้ เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ค้นพบขุมพลังที่สามารถเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจของโลกได้ พวกเบื้องบนในสภาสูงก็ไม่มีวันปล่อยให้พลังนั้นลอยนวลอยู่ภายนอกการควบคุมหรอก พวกเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อกุมโซ่ตรวนที่ผูกมัดเธอเอาไว้"

    "กัปตันแบล็คเบิร์ด..." ทันย่าเอ่ยขึ้นเบา ๆ พลางมองหน้าเขา "หมายความว่าจากนี้ไป รินจะถูกจำกัดสิทธิ์ในการออกปฏิบัติการงั้นเหรอคะ?"

    "ไม่ใช่แค่จำกัดสิทธิ์หรอก ทันย่า" โรซาเลียเป็นคนตอบแทน ใบหน้าของผู้การสาวดูเคร่งขรึมขึ้น "มันหมายความว่ารินจะไม่สามารถเปิดใช้งานพลังลีซิลนอสในสภาวะ EW-2 ได้ตามใจชอบอีกต่อไป หากไม่มีรหัสอนุมัติผ่านระบบความปลอดภัยสามชั้นจากสภาสูง แม้แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ชีวิตของเธอตกอยู่ในอันตราย... หากสภาไม่เซ็นอนุมัติ ระบบนาโนแมชชีนในร่างกายของเธอก็จะทำการล็อกแกนกลางพลังงานเอาไว้ทันที"

    "นี่มันจะมากเกินไปแล้วนะคระ!" อายาโกะตบโต๊ะลุกขึ้นยืนทันที ใบหน้าน่ารักเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว "รินเพิ่งจะช่วยโลก... ช่วยเมือง G-Zone เอาไว้นะคะ! ถ้าไม่มีริน ป่านนี้ป้อม ORCA หรือแม้แต่สภาสูงของพวกนั้นก็คงโดนการ์เลนอสระดับสูงสอยร่วงไปตั้งแต่วันแรกแล้ว! ทำไมทำกับฮีโร่แบบนี้ล่ะคะ!"

    "ใจเย็น ๆ ก่อน อายาโกะ นั่งลงซะ" โอลิเวียเอื้อมมือไปจับข้อมือของรุ่นพี่สาวแล้วดึงให้นั่งลงอย่างสงบ "การโวยวายไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น สภาสูงมองโลกในแง่ของตัวเลขและความมั่นคง พลังที่ไร้การควบคุมคือภัยพิบัติ ในสายตาของพวกเขา รินในตอนนี้คือปืนใหญ่ที่พร้อมจะระเบิดใส่พวกเดียวกันเองได้ทุกเมื่อหากเธอสูญเสียการควบคุมอารมณ์"

    รินนั่งฟังคำเถียงกันของเพื่อนร่วมทีมอย่างเงียบ ๆ มือของเธอที่กำอยู่บนตักเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย ความรู้สึกอบอุ่นจากโรงอาหารเมื่อครู่หายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความจริงอันเย็นเยียบที่ตอกย้ำว่าเธอเป็นเพียง 'เครื่องมือทหาร' ในสายตาของพวกผู้ใหญ่ระดับสูง

    "หนู... หนูเข้าใจค่ะ" รินเอ่ยขึ้นเบา ๆ น้ำเสียงแผ่วเบาแต่ทำให้ทุกคนในห้องหยุดคุยกันทันที เด็กสาวเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้การโรซาเลีย "ถ้ามันเป็นคำสั่งเพื่อความปลอดภัยของมนุษยชาติ... หนูก็ยินดีจะปฏิบัติตามค่ะ"

    โรซาเลียทอดสายตามองเด็กสาวด้วยความรู้สึกหลากรสลึกซึ้งในอก เธอรู้ดีว่ารินต้องแบกรับอะไรไว้มากเกินไปสำหรับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง "ขอบใจนะรินที่เข้าใจ... แต่พึงระลึกไว้เสมอว่า หน่วย Vanguard จะอยู่เคียงข้างเธอเสมอ ไม่ว่าสถานการณ์จะแปรเปลี่ยนไปอย่างไร"

    ในขณะที่การประชุมภายในป้อมปราการลอยฟ้า ORCA กำลังดำเนินไปด้วยความเคร่งเครียดและกดดัน แต่ทว่า... ในอีกสถานที่หนึ่ง

     

    สถานที่อันห่างไกลลึกล้ำ ลึกลับเกินกว่าที่จินตนาการของมนุษย์จะเอื้อมถึง และที่สำคัญ... มันเป็นสถานที่ที่ไม่มีระบุอยู่ในฐานข้อมูลระบบดาวเทียมหรือแผนที่ใด ๆ ของมนุษยชาติ

    ภายในห้องโถงกว้างขวางขนาดมหึมาใต้พิภพที่ดูราวกับซากโบราณสถานยุคดึกดำบรรพ์ พื้นผิวของผนังและเพดานหินทั้งหมดไม่ได้ถูกสร้างด้วยคอนกรีตหรือโลหะ ทว่ากลับถูกปกคลุมและชอนไชไปด้วยชั้นเนื้อเยื่อชีวภาพหนาเตอะสีดำสลับแดงเข้ม มันขยับเยื้อนกลืนกินพื้นที่ราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดขนาดยักษ์ที่กำลังหายใจอย่างเชื่องช้า

    ตึก... ตึก... ตึก...

    เสียงฝีเท้าหนัก ๆ ดังสะท้อนก้องกังวานขึ้นท่ามกลางความมืดมิดอันเงียบสงัด ร่างของชายคนหนึ่งค่อย ๆ ก้าวเดินออกมาจากเงามืดอย่างช้า ๆ สตีฟ อดีตมนุษย์ผู้เคยมีเลือดเนื้อทว่าบัดนี้ได้ละทิ้งตัวตนเดิม และกลายสภาพไปเป็น การ์เลนอสระดับ 4 ร่างสมบูรณ์

    ดวงตาสีครามฉานทอประกายเรืองแสงแววโรจน์ท่ามกลางความมืดมิดของเขา จ้องมองตรงไปยังใจกลางของห้องโถงชีวภาพแห่งนั้นอย่างไม่วางตา

    เบื้องหน้าของสตีฟ...คือดักแด้ขนาดยักษ์ที่มีความสูงมากกว่าสิบเมตร พื้นผิวภายนอกของมันหนาแน่นไปด้วยพังผืดชีวภาพที่เต้นตุบ ๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอราวกับก้อนเนื้อหัวใจที่ยังมีชีวิต เส้นเลือดสีแดงเข้มมหาศาลนับหมื่นนับแสนสายแผ่กระจายตัวออกจากฐานของดักแด้ ชอนไชรากไปทั่วทุกตารางนิ้วของห้องโถงเพื่อสูบฉีดพลังงานมานาดิบ

    ทว่าภายใต้เปลือกนอกอันหนาทึบและโปร่งแสงเล็กน้อยในบางจุด... กลับมีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังลอยนิ่งอยู่ภายในของเหลวอุ่นสีแดงเข้มเหนียวข้น

    เส้นผมสีเงินยาวสยายลอยละล่องไปตามแรงกระเพื่อมของของเหลว... ดวงตาของเธอปิดสนิท ใบหน้าเรียบเนียนไร้ความรู้สึก ราวกับกำลังจมดิ่งสู่นิทราอันยาวนานแสนคลั่งไคล้

     

    สตีฟก้าวเท้าไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าดักแด้ยักษ์ใบนั้น เขาทอดสายตามองหญิงสาวผมสีเงินด้วยแววตาลึกล้ำ ก่อนจะค่อย ๆ เอื้อมมืออันเยือกเย็นขึ้นไปแตะลงบนพื้นผิวภายนอกของดักแด้เบา ๆ

    ครืน...

    เปลือกชีวภาพหนานุ่มพลันสั่นไหวระริก ตอบสนองต่อการสัมผัสของเขาในทันที กระแสพลังงานสีแดงเข้มแล่นสลับผ่านฝ่ามือของสตีฟเข้าสู่ตัวดักแด้ราวกับเป็นการทักทายของพวกเดียวกัน

    "ใกล้แล้ว..." สตีฟพึมพำน้ำเสียงทุ้มต่ำสะท้อนก้อง มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง "อีกไม่นานเธอก็จะตื่นขึ้นมา... โรเชลล์"

    ฉับพลันนั้นเอง ของเหลวสีแดงเข้มภายในดักแด้ยักษ์ก็เริ่มหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นอย่างบ้าคลั่ง พลังงานด้านลบสีแดงดำแผ่พุ่งออกมาเป็นระลอกคลื่นกระแทกอากาศจนเกิดเสียงวิ้ง ๆ ร่างของโรเชลล์ที่อยู่ภายในค่อย ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างกระดูกและเซลล์อย่างช้า ๆ เลือดเนื้อของเธอคัดสรรและเรียงตัวใหม่ รหัสพันธุกรรมถูกบิดเบือนและยกเกรด

    ราวกับว่าเธอกำลังถูกสร้างขึ้นมาใหม่จากความว่างเปล่า... วิวัฒนาการขึ้นใหม่เพื่อทลายขีดจำกัดเดิม... เพื่อให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่อยู่เหนือกว่ามนุษย์ และอยู่เหนือกว่าการ์เลนอสทั่วไป...

    เพล้งงง...!

    เสียงแตกกระจายของเปลือกดักแด้ชีวภาพดังสนั่นเลื่อนลั่น ทว่าสิ่งที่หลั่งไหลทะลักออกมากลับไม่ใช่ของเหลวสีแดงหนืดอีกต่อไป แต่เป็นกลิ่นอายเวทมนตร์และพลังงานสีน้ำเงินเข้มอันเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ากลบกลืนเนื้อเยื่อสีแดงดำรอบห้องจนกลายเป็นผลึกน้ำแข็งและใยแก้วประกายแสง ควันไอเย็นสีขาวหนาทึบลอยลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ บดบังทัศนียภาพรอบข้างไปชั่วขณะ

    เมื่อม่านควันจางลง ภาพของสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าก็ทำให้แม้แต่สตีฟยังต้องเบิกตากว้างด้วยความทึ่ง

    ร่างที่ก้าวออกมาจากเศษซากดักแด้คือ โรเชลล์ ในรูปลักษณ์ใหม่ที่งดงามราวกับเทพธิดาแห่งความตาย เส้นผมสีเงินยาวสยายเป็นประกายระยิบระยับลอยละล่องราวกับไร้น้ำหนัก ใบหน้าคมคายไร้ที่ติทว่าซีดเผือดราวกับรูปสลักหิมะ สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือดวงตาคู่สวยของเธอ บัดนี้มันไม่ได้เป็นสีแดงเหมือนการ์เลนอสทั่วไป แต่เป็น ดวงตาสีฟ้าครามสว่างจ้าลึกล้ำ ที่ทอประกายเรืองรองท่ามกลางความมืดมิด มีรอยผลึกเวทมนตร์แตกแขนงคล้ายคราบน้ำตาจาง ๆ อยู่ใต้ตาคู่ประหลาดนั้น

    เหนือศีรษะของเธอมีลอยเด่นด้วย วงแหวนหนาม สีน้ำเงินเข้ม ขนาดใหญ่ที่สลักรหัสเวทมนตร์โบราณหมุนวนอยู่ช้า ๆ สวมมงกุฎหนามผลึกแก้วสีครามอันทรงอำนาจ ร่างกายอันบอบบางถูกห่อหุ้มด้วยชุดเดรสยาวสีขาวสลับดำที่ดูหรูหราและประดับประดาไปด้วยผลึกอัญมณีสีน้ำเงินที่ถักทอเข้ากับเนื้อผ้า ผิวพรรณตามลำตัวและต้นแขนมีลวดลายรอยร้าวพลังงานสีฟ้าครามแล่นผ่านเด่นชัด บ่งบอกถึงขุมพลังมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ภายใน


    เธอย่อยกายลอยเหนือพื้นอย่างแผ่วเบา ขนขนนกสีดำและขาวร่วงหล่นรอบตัวราวกับหิมะโปรยปราย โรเชลล์ยื่นมือเรียวยาวที่สวมถุงมือดาร์กคริสตัลออกไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ กระแสพลังงานมืดและโครงข่ายใยแก้วประกายแสงสีฟ้าแผ่ขยายออกจากตัวเธอทันที ควบคุมและกลืนกินมิติรอบข้างจนส่งเสียงหวีดแหลมสะท้อนก้อง

    ตัวตนของเธอในตอนนี้... ไม่ใช่โรเชลล์ผู้อ่อนแอหรือมนุษย์ธรรมดาอีกต่อไปแล้ว ทว่าเธอคือ 'ราชินีแห่งหายนะ' ตนใหม่ที่อยู่เหนือขอบเขตของการ์เลนอสระดับ 4 ทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด

    สตีฟก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเธอพลางทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง ยืนเอามือล้วงกระเป๋าราวกับกำลังเชยชมผลงานชิ้นโบว์แดงของเขา "ขอต้อนรับสู่การเป็นพระเจ้านะโรเชลล์"

     

    [จบตอนที่ 38: มิติแห่งการเปลี่ยนแปลง]