"นี่เกรงว่าจะไม่เหมาะสมกระมังพ่ะย่ะค่ะ?"
จ้าวจงเฉวียนถึงกับกุมขมับอย่างปวดเศียรเวียนเกล้า ยามนี้ทั้งในและนอกวังหลวงต่างก็รู้กันถ้วนหน้าว่าฝ่าาทรงโปรดปรานองค์หญิงน้อยพระองค์นี้มากเพียงใด จนถึงขั้นสร้างความไม่พอใจให้แก่เหล่าพระสนมและบรรดาองค์ชายในวังหลังเสียแล้ว
มาบัดนี้ ฝ่าายังจะเสด็จมาประทับค้างแรมที่ตำหนักฝูซวงอีก สำหรับองค์หญิงน้อยแล้ว นี่นับเป็พระเกียรติอันหาที่สุดไม่ได้!
ทว่าจ้าวจงเฉวียนเหลือบมองอวิ๋นตั๋วตั๋วที่นอนอยู่บนแท่นบรรทม ทารกน้อยผู้นี้ยังไม่รู้ประสีประสาเลยสักนิดไม่ใช่หรือ? ความตั้งใจของฝ่าาในครานี้ คงสูญเปล่าเสียแล้ว
"จ้าวจงเฉวียน เ้ารับใช้อยู่ข้างกายข้าจนเบื่อแล้วใช่หรือไม่ เหตุใดถึงได้พูดมากเยี่ยงนี้?" อวิ๋นเป่ยเยี่ยตรัสอย่างไม่สบอารมณ์ ยามนี้เขารู้สึกเหนื่อยล้าเต็มทน ไม่อยากจะเอื้อนเอ่ยสิ่งใดให้มากความอีกแล้ว
"บ่าวสมควรตาย! บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ!" จ้าวจงเฉวียนััได้ถึงอุณหภูมิภายในห้องที่ลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ก่อนที่อวิ๋นเป่ยเยี่ยจะกริ้วขึ้นมาจริง ๆ เขาก็รีบหุบปากลงโดยพลัน
"สั่งให้ห้องเครื่องจัดสำรับมาด้วย เตรียมน้ำแกงเนื้อตุ๋นมาสักหน่อย ข้ากับองค์หญิงน้อยจะรับมื้อค่ำแล้ว" อวิ๋นเป่ยเยี่ยวุ่นวายอยู่กับราชกิจมาตลอดทั้งวัน นอกจากมื้อเช้าแล้ว มื้อกลางวันและมื้อค่ำก็ยังไม่ได้เสวยเลยสักคำ
"พ่ะย่ะค่ะ บ่าวจะรีบไปเดี๋ยวนี้" จ้าวจงเฉวียนค้อมกายประจบประแจงก่อนจะล่าถอยออกไป
"ทูลฝ่าา องค์หญิงน้อยเพิ่งจะได้รับการช่วยเหลือออกมาจากกองเพลิง ยังไม่อาจเสวยน้ำแกงเนื้อตุ๋นได้ กระหม่อมขอเสนอให้เป็น้ำข้าวต้มรสอ่อน ๆ แทนจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ" สวีเจิ้งพอได้ยินว่าจะให้องค์หญิงน้อยเสวยน้ำแกงเนื้อตุ๋น ภายในใจก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสมนัก
"จ้าวจงเฉวียน ได้ยินที่หมอหลวงพูดหรือไม่?"
"ได้ยินแล้วพ่ะย่ะค่ะ ได้ยินแล้ว"
ครึ่งก้านธูปต่อมา ห้องเครื่องก็นำสำรับอาหารเลิศรสหลากหลายเมนูมาถวาย
อวิ๋นตั๋วตั๋วมองดูเหล่านางกำนัลที่เดินเรียงแถวเข้ามาและจากไปอย่างเป็ระเบียบ ทันใดนั้น นางก็ได้กลิ่นหอมฉุยของเนื้อวัวผัดไฟแดงและไก่ผัดพริกหอมที่กลิ่นหอมจนชวนให้น้ำลายสอ
นี่มันจะหอมเกินไปแล้วนะ!
สำหรับอวิ๋นตั๋วตั๋วที่ต้องดื่มแต่น้ำแกงรสจืดมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม นี่มันคือการทรมานกันชัด ๆ !
นางอยากจะลิ้มรสอาหารที่มีรสชาติเค็ม ๆ มัน ๆ หอมกรุ่นและเผ็ดร้อนจัดจ้าน ชวนให้น้ำลายสอพวกนั้นใจจะขาดอยู่แล้ว!
ร่างกายก้อนแป้งน้อยนี้ เมื่อไหร่จะโตเสียทีนะ! แล้วฟันน้ำนมของนางเล่า เมื่อไหร่จะงอกออกมา?
อวิ๋นเป่ยเยี่ยประคองถ้วยน้ำข้าวต้มมาประทับนั่งบนแท่นบรรทม รวบตัวอวิ๋นตั๋วตั๋วเข้ามากอดไว้ในอ้อมแขน พลางป้อนน้ำข้าวต้มให้นางอย่างใจเย็นทีละคำ
ขณะที่ต้องกล้ำกลืนน้ำข้าวต้มอันจืดชืดไร้รสชาติ อวิ๋นตั๋วตั๋วก็บังเกิดความรันทดขึ้นในใจ นางลอบถอนหายใจออกมายาวเหยียด
อวิ๋นเป่ยเยี่ยมองดูสีหน้าขัดอกขัดใจของอวิ๋นตั๋วตั๋วแล้วก็รู้สึกขบขัน
[สีหน้าท่าทางของลูกสาวข้า ดูไปดูมาก็คล้ายกับผู้ใหญ่ตัวน้อย ๆ ไม่มีผิด]
หลังจากป้อนน้ำข้าวต้มจนหมด อวิ๋นเป่ยเยี่ยก็ป้อนยาต้มตามลงไปติด ๆ
เมื่อเห็นอวิ๋นตั๋วตั๋วเพียงแค่ขมวดคิ้วมุ่น ทว่าสีหน้ากลับไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด นางกลืนยาต้มสีน้ำตาลเข้มที่แค่ได้กลิ่นก็รู้ว่าขมปี๋ลงคออึก ๆ จนหมดชามใบใหญ่รวดเดียว อวิ๋นเป่ยเยี่ยถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ
[สมแล้วที่เป็ธิดาของข้า]
บรรดาบ่าวรับใช้ภายในตำหนักฝูซวงต่างก็ประหลาดใจเป็ล้นพ้น องค์หญิงน้อยเสวยยาขมถึงเพียงนี้ ทว่ากลับไม่ทรงร้องไห้หรืองอแงเลยแม้แต่น้อย!
อวิ๋นตั๋วตั๋วััได้ถึงสายตานับสิบที่จับจ้องมาที่นาง นางหลับตาปี๋ หันหน้าหนีไปอีกทาง พลางแลบลิ้นเล็ก ๆ ออกมา
ขมจะตายอยู่แล้ว!
ในขณะที่กำลังรู้สึกว่ารสชาติขมปร่าของยาทำเอาทุกส่วนในร่างกายบิดเบี้ยว จู่ ๆ ก็มีดอกไม้ดอกเล็ก ๆ ถูกยัดเข้ามาในปาก อวิ๋นตั๋วตั๋วออกแรงดูดเบา ๆ น้ำหวานจากเกสรดอกไม้ที่หอมหวานก็แผ่ซ่านไปทั่วทั้งปาก
หวานจัง!
นางหันขวับไปมอง ก็พบว่าอวิ๋นเป่ยเยี่ยกำลังทอดสายตานางด้วยสายตาเปี่ยมรัก ช่างเป็เสด็จพ่อที่แสนดีของนางเสียจริง!
เมื่อเห็นว่าสีหน้าของอวิ๋นตั๋วตั๋วไม่ได้ดูทุกข์ทรมานแล้ว อวิ๋นเป่ยเยี่ยก็วางนางลงในเปลเด็ก แกว่งเปลเบา ๆ สองสามครั้ง ก่อนจะก้าวเดินไปยังโต๊ะเสวยที่เต็มไปด้วยอาหารเลิศรส
"เอ๊ะ? พวกเ้ายังอยู่ที่นี่กันอีกหรือ?"
ขณะที่อวิ๋นเป่ยเยี่ยประทับนั่งลงที่หน้าโต๊ะและเตรียมจะเสวยมื้อค่ำ เขาก็สังเกตเห็นว่าเหล่าหมอหลวงยังคงยืนจับกลุ่มกันมองมาที่เขา
"หรือว่าท่านขุนนางทั้งหลายอยากจะร่วมโต๊ะเสวยมื้อค่ำกับข้ากระนั้นหรือ?"
เหล่าหมอหลวงใจนแทบสิ้นสติ สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ด้วยความหวาดผวา รีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธเป็พัลวัน "กระหม่อมขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ!"
เมื่อหนึ่งปีก่อน อวิ๋นเป่ยเยี่ยเคยมีรับสั่งเรียกตัวเสนาบดีกรมโยธาธิการเข้าวังมาร่วมโต๊ะเสวยมื้อค่ำ วันรุ่งขึ้น จวนของเสนาบดีกรมโยธาธิการผู้นั้นก็ถูกบุกค้นยึดทรัพย์ทันที
ดังนั้นสำหรับคำเชิญชวนของฮ่องเต้แล้ว เหล่าขุนนางล้วนหวาดผวาและหลีกหนีให้ไกลสุดหล้ากันทั้งสิ้น
หลังจากเสร็จสิ้นมื้อค่ำ จ้าวจงเฉวียนก็ได้นำคนมาจัดเตรียมตั่งนอนและเครื่องนอนเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว ในขณะเดียวกัน เขาก็ให้คนขนฎีกาที่อวิ๋นเป่ยเยี่ยยังตรวจไม่เสร็จจากตำหนักจื่อเฉินย้ายมาไว้ที่ตำหนักฝูซวงด้วย
อวิ๋นเป่ยเยี่ยยกยิ้มมุมปาก "เ้าเฒ่าเ้านเล่ห์ เกรงว่าข้าจะละทิ้งราชกิจหรืออย่างไร?"
จ้าวจงเฉวียนพอได้ยินประโยคนี้ แข้งขาก็พลันอ่อนแรง ทรุดตัวลงคุกเข่าทันที "ฝ่าาโปรดประทานอภัย! บ่าวพลการตัดสินใจเอง หวังว่าฝ่าาจะไม่ทรงกริ้วนะพ่ะย่ะค่ะ!"
"เ้ารีบลุกขึ้นมาเถอะ ได้คืบจะเอาศอก ไปเถอะ เ้าไปพักผ่อนได้แล้ว ลูกสาวของข้าก็จะต้องเข้านอนแล้วเช่นกัน เ้ามาทำเสียงเอะอะโวยวายอยู่ที่นี่ องค์หญิงน้อยจะหลับไม่สนิทเอาได้!"
"พ่ะย่ะค่ะ บ่าวจะไม่ทนอยู่ให้เกะกะสายตา จะกลับเดี๋ยวนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ"
"เดี๋ยวก่อน! เื่ในวันนี้ เ้าจงไปสืบสาวราวเื่มาให้กระจ่าง จงไปสืบดูว่าเพลิงไหม้ที่หอพระ มีผู้ใดจงใจลอบวางเพลิงหรือไม่?"
หากมีคนคิดจะปองร้ายลูกสาวของเขาจริง ๆ ย่อมต้องรีบลากคอมันออกมาให้เร็วที่สุด
"พ่ะย่ะค่ะ บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้!" จ้าวจงเฉวียนรับคำ หัวใจที่เพิ่งจะวางลงก็กลับลอยขึ้นมาค้างอยู่ที่คออีกครั้ง
ไม่ใช่เพิ่งจะบอกให้เขากลับไปพักผ่อนหรอกหรือ?
ช่างเป็พระทัยของกษัตริย์ที่ยากแท้หยั่งถึงเสียจริง
เมื่อผู้คนถอยออกไปจนหมดสิ้น ภายในตำหนักฝูซวงก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง อวิ๋นตั๋วตั๋วเอี้ยวคอหันไปมองอวิ๋นเป่ยเยี่ย เขากำลังจดจ่ออยู่กับการตรวจฎีกาอย่างตั้งอกตั้งใจ
เมื่อมองดูกองฎีกาบนโต๊ะที่ซ้อนทับกันสูงราวกับูเาลูกย่อม ๆ อวิ๋นตั๋วตั๋วก็ลอบถอนหายใจอยู่ในอก การเป็ฮ่องเต้นี่ไม่ง่ายเลยจริง ๆ มีฎีกาให้ต้องตรวจมากมายขนาดนี้เชียว!
เสด็จพ่อของนางเป็ถึงเ้าแผ่นดิน อยากได้สิ่งใดก็ย่อมได้สิ่งนั้น ทว่าเวลาและเรี่ยวแรงทั้งหมดของเขากลับถูกทุ่มเทให้กับการสะสางราชกิจและการปกป้องอาณาประชาราษฎร์ จนแทบจะไม่มีเวลาไปแสวงหาความสำราญใส่ตัวเลย
หลังจากอวิ๋นเป่ยเยี่ยตรวจฎีกาไปได้สักพัก เมื่อเห็นว่าอวิ๋นตั๋วตั๋วยังไม่ยอมหลับ เขาก็เดินมาอุ้มนางขึ้นแนบอก เอ่ยเสียงกระซิบแ่เบากล่อมให้นางเข้านอน
อวิ๋นตั๋วตั๋วสังเกตเห็นว่าบนหลังมือของอวิ๋นเป่ยเยี่ย มีรอยแผลเป็ทางยาวประทับอยู่ นางเคยได้ยินเหล่านางกำนัลเล่าลือกันว่าอวิ๋นเป่ยเยี่ยทรงโเี้เด็ดขาด หากแคว้นใดมีท่าทีว่าจะเป็ภัยคุกคามต่อแคว้นหนานหยาง พระองค์ก็พร้อมจะชูธงรบเข้าบดขยี้ในทันที
บุคคลผู้มีจิตใจอำมหิตดุจพยัคฆ์ในคำบอกเล่าของผู้อื่น ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้านาง เขากลับเป็เพียงบิดาที่แสนอ่อนโยนและเปี่ยมไปด้วยความรัก
บนร่างกายของเขาคงเต็มไปด้วยาแนับไม่ถ้วนสินะ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อราษฎรทั้งสิ้น มีเพียงการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ประเทศชาติของตนเองเท่านั้น ถึงจะหลีกเลี่ยงการถูกรุกรานจากแคว้นอื่นได้
อวิ๋นตั๋วตั๋วเคยระบายความคับแค้นใจไปที่อวิ๋นเป่ยเยี่ย เพียงเพราะมารดาของนางต้องมาสิ้นใจในวันให้กำเนิด นางเคยคิดว่าเขาเป็บุรุษเฮงซวย เป็เสด็จพ่อที่ไม่ได้เื่ กระทั่งภรรยาของตนเองก็ยังปกป้องไว้ไม่ได้
ทว่าในยามนี้ จู่ ๆ นางก็รู้สึกว่าเสด็จพ่อผู้นี้ก็คงมีความขมขื่นใจที่บอกใครไม่ได้เช่นกัน การที่เขาจดจำบรรดาพระสนมของตนเองไม่ได้ ไม่เคยใส่ใจเื่ราวในวังหลัง นั่นเป็เพราะเขาให้ความสำคัญต่อราษฎรเหนือสิ่งอื่นใด
ส่วนตัวเขานั้น ต่อให้จะมีความยากลำบากใจสักเพียงใด ก็ทำได้เพียงแบกรับมันเอาไว้เพียงลำพัง ความทุกข์ระทมและความจนใจที่หนักอึ้งดั่งขุนเขานี้ ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเขาแบ่งเบาได้เลย
อวิ๋นตั๋วตั๋วค่อย ๆ ผล็อยหลับไป อวิ๋นเป่ยเยี่ยมองดูลูกสาวที่หลับสนิทในอ้อมกอด จึงวางนางลงบนแท่นบรรทม ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปที่โต๊ะ และลงมือตรวจฎีกาต่อไป
รุ่งอรุณของวันถัดมา หลังจากอวิ๋นเป่ยเยี่ยเสวยมื้อเช้าและป้อนยาให้อวิ๋นตั๋วตั๋วเสร็จสรรพ สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมจริงจังขึ้นมา
"จ้าวกงกง เื่ที่ข้าสั่งให้เ้าไปสืบสาวความมา ได้เื่ว่าอย่างไรบ้าง?" อวิ๋นเป่ยเยี่ยวางถ้วยยาลง พลางเอ่ยถามจ้าวจงเฉวียน
จ้าวจงเฉวียนปรากฏตัวด้วยขอบตาที่ดำคล้ำเป็วงกว้าง สีหน้าอิดโรยซูบซีดอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาทั้งคืน
"สรุปแล้วเพลิงนี้ผู้ใดเป็คนวาง?"