เขตอำเภอ0541ก่อนจะถึงยุคมหาวิบัติเคยเป็เมืองแห่งทรัพยากรและอุตสาหกรรมหนักมาก่อน
เนื่องจากใต้ดินมีทรัพยากรแร่ธาตุปริมาณมหาศาลและหลากหลายชนิดทำให้อุตสาหกรรมเคมีและการถลุงแร่ในแถบนี้รุ่งเรืองถึงขีดสุด
โรงงานแห่งแล้วแห่งเล่าตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่นอกจากจะสร้างกำลังการผลิตที่สูงลิ่วแล้ว ยังสร้างงานสร้างอาชีพให้ผู้คนอีกมากมาย
หากไม่มีเหตุการณ์ยุคมหาวิบัติเกิดขึ้นเขตอำเภอ 0541 แห่งนี้อาจจะได้รับการยกระดับจากเขตอำเภอขึ้นเป็เมืองไปแล้วก็ได้
น่าเสียดายที่พอยุคมหาวิบัติมาเยือนอย่างกะทันหันอำเภอแห่งนี้ก็ถูกทอดทิ้งโดยสิ้นเชิง
จนถึงตอนนี้สิ่งที่พวกไป๋ฉางเซิงเห็นจึงมีเพียงภาพความเสื่อมโทรม อาคารพังทลายไปกว่าครึ่งและถนนหนทางที่เต็มไปด้วยพงหญ้ารกชัฏ
รถออฟโรดค่อยๆจอดลงตรงลานว่างของโรงงานแห่งหนึ่งบริเวณชานเมือง
หากขับลึกเข้าไปมากกว่านี้เสียงเครื่องยนต์จะดึงดูดสัตว์อสูรเข้ามาแน่นอน แม้จะไม่เป็อันตรายถึงชีวิตแต่มันก็น่ารำคาญ เพราะจุดประสงค์ในครั้งนี้ของพวกเขานั้นชัดเจนมาก
ก่อนจะหาจ้าวอสูรตัวที่าเ็สาหัสนั่นเจอทางที่ดีที่สุดคืออย่าเพิ่งให้เกิดการต่อสู้ใดๆ ขึ้นจะดีกว่า
“จากตรงนี้ไปถึงย่านใจกลางเมืองของเขตอำเภอ 0541 ยังเหลือระยะทางอีกประมาณสิบกิโลเมตร”
“แต่จ้าวอสูรตัวนั้นอาจจะซ่อนตัวอยู่ตรงไหนก็ได้ในเขตอำเภอ”
“เดินเท้าเข้าไปที่ใจกลางเมืองกันเถอะ”
แผนของซินซวงนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือในเขตอำเภอที่ไม่ใหญ่นักแต่กลับเต็มไปด้วยผู้ฝึกยุทธ์มากมายขนาดนี้ใครหาจ้าวอสูรที่าเ็สาหัสตัวนั้นเจอก่อน คนนั้นก็ชนะ
เดิมทีเธอตั้งใจจะพาจางสิงตรงไปที่ตึกสูงใจกลางเมืองเพื่อเฝ้ารอหากมีการต่อสู้เกิดขึ้นที่ไหน พวกเขาจะได้รุดไปถึงที่นั่นด้วยความเร็วสูงสุด
ทว่าตอนนี้มีไป๋ฉางเซิงอยู่ด้วยพวกเขาจึงไม่ต้องตกเป็ฝ่ายตั้งรับแบบนั้นอีก
เจียงจืออวี๋ลงจากเบาะหลังสะบัดมือเรียกไป๋ฉางเซิงออกมาจากถุงกักิญญา
“เสี่ยวไป๋ ลองดูซิว่าหามันเจอไหม”
ไป๋ฉางเซิงไม่รอช้าแม้จนถึงตอนนี้เขาจะยังไม่รู้ว่าเจียงจืออวี๋จะตามมาพวกเขามาทำไมแต่นั่นไม่ใช่เื่สำคัญ
สิ่งที่เขาต้องทำคือหาเป้าหมายของทั้งสามคนให้เจอแล้วค่อยกลับเข้าไปรอเงียบๆ ในถุงกักิญญา
กลิ่นอายสัตว์อสูรที่ไป๋ฉางเซิงดักจับได้เมื่อเข้าสู่เขตเมืองนั้นแตกต่างจากบรรยากาศภายนอกเมืองผู้ฝึกยุทธ์อย่างสิ้นเชิงมันหนาแน่นขึ้นหลายเท่าตัว และข้อมูลที่ส่งผ่านแต่ละกลิ่นอายก็แตกต่างกันไป
ข้อมูลมหาศาลขนาดนี้ต้องใช้กระบวนการคัดกรองหากเป็สัตว์เลี้ยงิญญาทั่วไปต่อให้จับกลิ่นได้ก็คงยากที่จะแยกแยะรายละเอียดออกมา
แต่สำหรับไป๋ฉางเซิงแล้วเื่นี้ไม่ใช่เื่ยากเลยสักนิด
หลังจากนิ่งรออยู่สองนาทีไป๋ฉางเซิงก็ส่ายหัวเบาๆ
ท่าทางเช่นนั้นทำให้ซินซวงและจางสิงถึงกับต้องเหลียวมอง
“เ้างูเกล็ดขาวตัวนี้ มีสติปัญญาถึงระดับนี้เลยเหรอ?”
“ดูมีสง่าราศีจริงๆ สัตว์เลี้ยงิญญาที่รู้ความขนาดนี้หาได้ยากนะต่อให้เป็ในคณะควบคุมสัตว์อสูรก็คงไม่ได้เห็นบ่อยๆ”
เมื่อเผชิญกับคำชมของทั้งคู่เจียงจืออวี๋เพียงแต่ยิ้มบางๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
“ถ้าเป็พื้นที่ราบ เสี่ยวไป๋จะตรวจหาได้ในรัศมีประมาณสองกิโลเมตรค่ะแต่ที่นี่กลิ่นอายสัตว์อสูรปนเปกันมากเกินไปจนเกิดสัญญาณรบกวนแต่ถึงอย่างนั้นก็ยืนยันได้ว่าในระยะหนึ่งกิโลเมตรโดยรอบไม่มีกลิ่นอายของจ้าวอสูรตัวนั้นแน่นอน”
“ดูเหมือนเราต้องรุกคืบเข้าไปข้างในเรื่อยๆ ค่ะ”
เมื่อได้ยินข้อสรุปของเจียงจืออวี๋ซินซวงก็ไม่ลังเล เธอส่งสัญญาณมือแล้วเดินนำออกไปนอกเขตโรงงานทันที
จางสิงเดินปิดท้ายขบวนโดยมีเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงอยู่ตรงกลาง
ตำแหน่งการยืนแบบนี้สามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทุกเมื่อและยังป้องกันไม่ให้สัตว์อสูรลอบโจมตีท้ายขบวนเพื่อลดความสูญเสียได้อีกด้วย
คนสามคนกับงูอีกหนึ่งตัวค่อยๆ รุกคืบมุ่งหน้าสู่ใจกลางเมือง
แต่หลังจากเดินมาได้สี่ห้ากิโลเมตรไป๋ฉางเซิงก็ยังไม่พบกลิ่นอายของสัตว์อสูรระดับสูงเลยสักนิด
แม้จะมีกลิ่นอายบางอย่างที่ทำให้เขารู้สึกทึ่งอยู่บ้างแต่ชัดเจนว่ามันยังห่างชั้นจากระดับจ้าวอสูรที่ซินซวงพูดถึงอยู่หลายขุม
การค้นหายังคงดำเนินต่อไปแต่เวลาผ่านไปสามชั่วโมงจนแทบจะพลิกแผ่นดินหาทั่วทั้งเมืองแล้วก็ยังไร้ร่องรอยของอีกฝ่าย
ถ้าไม่ใช่เพราะมีแหล่งข่าวที่ยืนยันแน่นอนว่ามันอยู่แถวนี้ไป๋ฉางเซิงคงสงสัยไปแล้วว่าพวกเขามาผิดเมืองหรือเปล่า
ไม่ใช่แค่กลุ่มของพวกเขาเท่านั้นทีมผู้ฝึกยุทธ์กลุ่มอื่นที่แห่กันเข้ามาในเมืองนี้ต่างก็หาไม่เจอเหมือนกันถึงจะมีเสียงการต่อสู้ดังมาบ้างประปรายแต่นั่นก็เป็แค่การปะทะกับพวกทหารอสูรทั่วไปเท่านั้น
“รุ่นพี่ซิน มั่นใจนะคะว่ามันอยู่ในเขตอำเภอ 0541 จริงๆ?”
เมื่อเห็นไป๋ฉางเซิงส่ายหัวอีกครั้งเจียงจืออวี๋จึงอดไม่ได้ที่จะหันไปถาม
ก่อนหน้านี้ไป๋ฉางเซิงไม่เคยพลาดเลยสักครั้งเจียงจืออวี๋จึงปักใจเชื่อว่าปัญหาน่าจะอยู่ที่ข้อมูลของซินซวงและจางสิงมากกว่า
“มั่นใจ”
“ฉันฝากคนสืบดูแล้วเมื่อ่เช้ามืดมีผู้ฝึกยุทธ์หลายทีมเห็นจ้าวอสูรตัวนั้นในอำเภอนี้”
“เพียงแต่ตอนนั้นฟ้ายังมืดอยู่ พวกเขาเลยไม่กล้าตามไป”
ซินซวงขมวดคิ้วมุ่นพลางกางแผนที่ผังเมืองเขตอำเภอ 0541 ที่วาดขึ้นั้แ่ก่อนยุคมหาวิบัติลงบนพื้น
“ไม่น่าเป็ไปได้นะ”
จางสิงกวาดสายตามองแผนที่พลางเอ่ยด้วยความสงสัย
“มันาเ็สาหัส การวิ่งระยะไกลมีแต่จะทำให้แผลฉกรรจ์ขึ้นถ้าไม่จำเป็จริงๆ จ้าวอสูรตัวนี้ไม่มีทางหนีออกไปแน่”
“แต่พวกเราก็หาจนทั่วเมืองแล้ว ถ้ามันยังอยู่ที่นี่จริงด้วยเวลาที่ผ่านไปนานขนาดนี้ แถมยังมีทีมผู้ฝึกยุทธ์ช่วยกันหาตั้งเยอะมันควรจะถูกเจอไปนานแล้ว”
“ยกเว้นเสียแต่ว่า... ยังมีที่ไหนที่เรายังไม่ได้หากันอีก”
ที่ที่ยังไม่ได้หา...
เจียงจืออวี๋และซินซวงสบตากันก่อนจะโพล่งออกมาพร้อมกัน “อุโมงค์เหมือง!”
อุโมงค์เหมือง?
จางสิงหันขวับมามองหญิงสาวทั้งสอง
“ก่อนยุคมหาวิบัติ เมืองนี้เป็เมืองทรัพยากรทรัพยากรแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ถูกขุดเจาะมายาวนานถึงห้าสิบปีไม่เคยขาด”
“นั่นจึงเป็เหตุผลว่าทำไมบนดินถึงมีบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมมากมายขนาดนี้”
“การทำเหมืองกว่าห้าสิบปีได้ทิ้งร่องรอยการขุดเจาะไว้มหาศาล”
“อุโมงค์เหมืองหลักบางแห่งมีความกว้างพอที่จ้าวอสูรจะเข้าไปเคลื่อนไหวได้สบายเลยล่ะ!”
สิ้นเสียงของเจียงจืออวี๋ซินซวงก็กล่าวเสริมทันที
“อุโมงค์ใต้ดินซับซ้อนไม่แน่นอนเหมืองสายเดียวกันอาจแยกออกไปได้เจ็ดแปดเส้นทางการจะหามันให้เจอนั้นยากกว่าบนดินหลายเท่า”
“ด้วยสติปัญญาของระดับจ้าวอสูร มันย่อมรู้ตัวอยู่แล้วว่าเรากำลังตามล่ามัน”
“การอาศัย่ที่มืดสลัวหลบเข้าไปในอุโมงค์เหมืองกลายเป็กลยุทธ์เส้นผมบังูเาที่ทำให้เราเสียเวลาไปเปล่าๆ นานขนาดนี้”
เมื่อคัดตัวเลือกที่เป็ไปได้ออกหมดแล้วตัวเลือกสุดท้ายที่ดูเหมือนจะเป็ไปไม่ได้ที่สุด ก็กลายเป็คำตอบที่ใช่
พวกเขาไม่ได้ทำให้ทีมผู้ฝึกยุทธ์อื่นหรือสัตว์อสูรแถวนั้นตื่นใแต่ค่อยๆ ถอนตัวออกจากย่านใจกลางเมืองอย่างเงียบเชียบแล้วมุ่งหน้าไปยังเขตเหมืองที่ระบุไว้ในแผนที่ทันที
ทว่าชัดเจนว่าไม่ได้มีแค่พวกเขาที่รู้ตัวยังมีอีกหลายทีมที่สังเกตเห็นความผิดปกติเช่นกัน
เมื่อเจอกันระหว่างทางทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่มีใครคิดจะทักทาย เพียงแต่เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอย่างเงียบๆเท่านั้น
พื้นที่เขตเหมืองกว้างใหญ่ยิ่งกว่าเขตที่พักอาศัยเสียอีกแถมอุโมงค์เหมืองยังเชื่อมทะลุถึงกันไปหมดการจะหาให้เจอได้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถล้วนๆแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะหวังดีไปเตือนพวกทีมผู้ฝึกยุทธ์ที่ยังไม่รู้ตัวหรอกนะ
ปล่อยให้พวกนั้นเดินหลงทางกันบนดินต่อไปนั่นแหละดีแล้ว