บรรยากาศในลานพิธียังคงเงียบกริบดั่งป่าช้า สายตานับร้อยคู่จ้องมองไปยังจุดที่จางเหว่ย... อัจฉริยะผู้ถือครองทวนระดับ 7 กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าศิษย์สายนอกที่ถือเสาหินอัปลักษณ์
"จะ... เ้า!"
จางเหว่ยใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและเคียดแค้น เขาพยายามดันตัวลุกขึ้น แต่แรงกดดันปริศนานั้นหายไปแล้วทันทีที่หลี่จงยกเสาหินขึ้นพาดบ่าอีกครั้ง
"เ้าใช้วิชามารอันใด!" จางเหว่ยตวาดลั่น หยิบฉวยทวนัเงินที่ตกอยู่ขึ้นมา "อาวุธขยะเช่นนั้น ไม่มีทางชนะทวนของข้าได้! เ้าต้องซ่อนอาวุธลับแน่!"
เขาเงื้อทวนขึ้นเตรียมพุ่งเข้าใส่หลี่จงด้วยโทสะ หมายจะแทงให้ทะลุอกเพื่อล้างอาย
"หยุดเดี๋ยวนี้!"
เสียงตวาดก้องด้วยพลังปราณของผู้าุโคุมพิธีดังสนั่น จางเหว่ยชะงักกึก ร่างกายสั่นเทาด้วยแรงกดดันจากผู้ฝึกตนระดับสูง
ผู้าุโเหาะลงมายืนขวางระหว่างทั้งสองคน สายตาคมกริบจ้องมองไปที่หลี่จง สลับกับเสาหินสีดำทมึน
"ศิษย์สายนอกหลี่จง..." ผู้าุโเอ่ยเสียงเย็น "เ้าจงอธิบายมา เหตุใดจางเหว่ยถึงทรุดลงไปเช่นนั้น?"
หลี่จงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เขาขยับไหล่เล็กน้อยเพื่อจัดท่าแบกเสาให้ถนัดขึ้น แม้เหงื่อเม็ดโป้งจะเริ่มผุดพรายเต็มหน้าผาก "ศิษย์เพียงแค่วางอาวุธลง... ข้าไม่ทราบว่าเหตุใดคุณชายจางถึงขาอ่อนแรงไปเองขอรับ"
"สามหาว!" จางเหว่ยะโ "ข้าไม่ได้ขาอ่อน! มันมีแรงกดทับลงมาต่างหาก!"
ผู้าุโยกมือห้ามจางเหว่ย ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้เสาหิน เขาเพ่งกระแสจิตตรวจสอบ... แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า มันไม่มีกระแสพลังธาตุ ไม่มีวงเวท ไม่มีิญญาสถิต มันเป็แค่... หิน หินที่มีความหนาแน่นผิดปกติจนน่าเหลือเชื่อ
"ก็แค่ก้อนหินที่หนักเกินจำเป็" ผู้าุโสรุปด้วยน้ำเสียงดูแคลน "คงเป็เพราะวัสดุประหลาดที่ไม่มีใคร้า จางเหว่ย... เ้าประมาทเกินไปที่เข้าไปในระยะประชิดของอาวุธที่มีน้ำหนักมากเช่นนั้น หากรักษาระยะห่าง เ้าก็ชนะได้ง่ายดาย"
คำตัดสินของผู้าุโทำให้เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง "อ๋อ... ที่แท้ก็แค่หนัก" "นั่นสิ ข้าก็นึกว่ามีวิชาดี ที่แท้เ้าจางเหว่ยก็แค่สะดุดล้มเพราะใเสียงกระแทก" "อาวุธโง่ๆ แบบนั้น ถ้าไม่เข้าไปใกล้มันก็ทำอะไรไม่ได้ เป็แค่เป้านิ่งให้เรายิงเวทใส่ชัดๆ"
ผู้าุโหันกลับไปประกาศ "พิธีจบลงแล้ว! หลี่จง แม้เ้าจะปลุกศาสตราได้ แต่เนื่องจากมันไร้ระดับและดูเป็ลางร้าย... ทางสำนักไม่อาจจัดสรรหอพักศิษย์สายในให้เ้าได้"
"เช่นนั้นข้าต้องไปที่ใด?" หลี่จงถาม
"ยอดเขาตระการฟ้า... เขตเรือนพักร้างท้ายสำนัก"
เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นรอบทิศ ยอดเขาตระการฟ้าชื่อฟังดูหรูหรา แต่ความจริงคือูเาขยะที่รกร้างและเต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับต่ำ ไม่มีใครอยากไปเหยียบ
หลี่จงไม่โต้แย้ง เขาเพียงแค่พยักหน้า "ศิษย์น้อมรับคำสั่ง"
ชายหนุ่มหันหลังแบกเสาหินเดินออกจากลานพิธีอย่างเชื่องช้า ทุกย่างก้าวของเขาหนักแน่น มั่นคง และทิ้งรอยเท้าลึกไว้บนพื้นดิน
ทางเดินขึ้นสู่ยอดเขาตระการฟ้านั้นสูงชันและรกร้าง หญ้าคาขึ้นสูงท่วมหัว บันไดหินแตกหักเสียหาย หลี่จงต้องหยุดพักทุกๆ หนึ่งเค่อ (15 นาที) เพราะน้ำหนักของเสาหินที่เหมือนจะเพิ่มขึ้นตามความเหนื่อยล้า
"แฮ่ก... แฮ่ก..." เขาวางเสาลงพิงกับต้นไม้ใหญ่ ไหล่ขวาของเขาแดงช้ำและมีเืซึมออกมาจากการเสียดสี
เ้าก้อนหินนี่... มันกะจะฆ่าคนถือหรือไงกัน หลี่จงบ่นในใจพลางลูบผิวหยาบๆ ของมัน แต่แปลกที่เขากลับไม่รู้สึกอยากทิ้งมันไปเลย ราวกับมีเสียงเต้นของหัวใจแ่เบาดังออกมาจากแกนกลางของหิน
"เฮ้! เ้าทึ่มตรงนั้นน่ะ!"
เสียงใสแจ๋วแต่แฝงอำนาจดังขึ้นจากบนยอดไม้ หลี่จงเงยหน้าขึ้นมอง ทันใดนั้น เงาร่างสีแดงเพลิงก็กระโจนวูบลงมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาอย่างนิ่มนวล
นางเป็ดรุณีน้อยอายุราวสิบห้าสิบหกปี สวมชุดฝึกยุทธ์สีแดงสดแขนกุด เผยให้เห็นท่อนแขนขาวผ่องแต่ดูแข็งแรง ผมยาวสีดำรวบเป็หางม้าสูง ดวงตากลมโตสุกใสแฝงแววซุกซนและดุดัน ที่ข้อมือทั้งสองข้างสวมกำไลโลหะสีทองขนาดใหญ่
"เ้าคือคนที่ทำเ้าขี้เก๊กจางเหว่ยหน้าทิ่มดินใช่ไหม?" นางถามพลางเดินวนรอบตัวหลี่จง เหมือนกำลังสำรวจสินค้า
"ข้าชื่อหลี่จง" เขาตอบสั้นๆ "เ้าเป็ใคร?"
"ข้าชื่อ หงเหลียน" นางยืดอกอย่างภูมิใจ "ข้าเห็นเหตุการณ์เมื่อกี้... เ้าพวกตาถั่วในสำนักบอกว่าเ้าแค่โชคดี แต่ข้าไม่เชื่อ"
สายตาของหงเหลียนจ้องเขม็งไปที่เสาหินสีดำ "ข้าได้กลิ่น... กลิ่นของความแข็งแกร่ง" นางแลบลิ้นเลียริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะแสยะยิ้มกว้าง "ข้าขอลองหน่อยได้ไหม?"
"ลอง?" หลี่จงเลิกคิ้ว
"ลองยกมันดูไง!" โดยไม่รอคำอนุญาต หงเหลียนพุ่งเข้าไปคว้าหมับที่เสาหิน นางย่อเข่าลง ตั้งท่ามั่นคง เกร็งพลังปราณธาตุไฟจนผิวกายเรืองแสงสีส้มแดง
"ย่าห์!!"
หงเหลียนออกแรงยก เสียงพื้นดินใต้เท้าของนางลั่น เปรี๊ยะ! แต่ทว่า... เสาหินนั้นขยับเพียงเล็กน้อย มันเอียงวูบไปมาเหมือนคนเมา แต่ไม่ยอมลอยขึ้นจากพื้น
ใบหน้าจิ้มลิ้มของหงเหลียนแดงก่ำ เส้นเืที่ขมับปูดโปน นางกัดฟันกรอด "บ้า... บ้าจริง! ทำไมมันหนักขนาดนี้! ข้า... หงเหลียนผู้มีพละกำลังหมื่นชั่ง... จะมายอมแพ้ก้อนหินได้ยังไง!"
นางะเิพลังเฮือกสุดท้าย เปลวเพลิงลุกท่วมแขน ครืดดดด... เสาหินถูกยกขึ้นมาได้เพียงแค่คืบเดียว ก่อนจะร่วงลงกระแทกพื้นดัง ตึง! จนฝุ่นฟุ้ง
หงเหลียนทรุดฮวบลงนั่งหอบหายใจ แขนทั้งสองข้างสั่นระริก แต่นางกลับไม่โกรธ... ดวงตาของนางกลับเป็ประกายวาววับยิ่งกว่าเดิม
"สุดยอด..." นางพึมพำ ก่อนจะเงยหน้ามองหลี่จงด้วยสายตาที่เป็ประกายวิบวับ "เ้า... เ้าแบกไอ้นี่เดินขึ้นเขามาได้ยังไง?"
"ก็แค่แบก" หลี่จงตอบเรียบๆ แล้วเดินไปยกเสาหินขึ้นพาดบ่า เขาเซเล็กน้อย แต่ก็ทรงตัวได้
หงเหลียนมองภาพนั้นด้วยความทึ่ง ในเผ่าของนาง ผู้ชายที่แข็งแกร่งคือผู้ชายที่น่านับถือที่สุด นางลุกขึ้นปัดฝุ่น ะโมายืนขวางทางหลี่จง
"หลี่จง! ข้าตัดสินใจแล้ว!" นางชี้หน้าเขาอย่างมุ่งมั่น
"ตัดสินใจอะไร?"
"ข้าจะตามเ้าไป! จนกว่าข้าจะยกไอ้เสาบ้านี่ขึ้นมาแกว่งเล่นได้ ข้าจะไม่เลิกยุ่งกับเ้า!"
หลี่จงถอนหายใจยาว "ข้าต้องไปอยู่เรือนร้างท้ายเขา มันสกปรก..."
"ข้าไม่สน!" หงเหลียนยิ้มร่า เผยให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ ที่มุมปาก "ข้าเบื่อพวกศิษย์พี่ที่วันๆ เอาแต่ร่ายรำพัดรำกระบี่จะแย่แล้ว อยู่กับเ้าดูน่าสนุกกว่าเยอะ... เอ้า! ส่งเสามาข้างนึง ข้าจะช่วยเ้าแบกส่วนท้ายเอง!"
"ไม่ต้อง..."
"หุบปากแล้วเดินไป!"
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาร้าง ของชายหนุ่มผู้แบกป้ายศพ และดรุณีน้อยจอมพลังที่พยายามจะแย่งเขาแบกของหนักตลอดทาง...
โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่า บนยอดไม้ไกลออกไป มีสายตาเ็าคู่หนึ่งกำลังจับจ้องพวกเขาอยู่ผ่านใบไม้ที่ไหวเอน... สายตาของนักฆ่าสาวผู้เร้นกายในเงา