ยอดคุณชายอันดับหนึ่ง

    บทที่ 31 เรื่องสนุกของหวังเฟิง

    บทที่31 เรื่องสนุกของหวังเฟิง


            “รีบไปรับพ่อเธอลงมาแล้วไปโรงพยาบาลกัน” จินเจ๋อพูดกับหลี่ซือฉิงที่กำลังตัวสั่นเทา

          
            หลี่ซือฉิงและศิษย์สำนักกิ่งเหมยอีกสองคน ช่วยกันประคองร่างของหลี่ห่าวลงมาเพื่อนำไปส่งตัวรักษาเพราะหากปล่อยไว้นานอาจบาดเจ็บเรื้อรังได้ ส่วนจินเต๋อ กับหวังเฟิงก็ตามไปให้กำลังใจที่โรงพยาบาลด้วยเช่นกัน


            ภายในรถหลี่ซิงฉิงร้องไห้ตลอดทาง จนจินเจ๋อต้องช่วยพูดให้กำลังใจ และบอกว่าร่างกายของผู้ฝึกวิชายุทธ์จะแข็งแรงกว่าคนธรรมดามาก หากไม่ได้บาดเจ็บจนถึงขั้นสาหัสก็แทบจะไม่มีอะไรร้ายแรงบวกกับวิทยาการรักษาในปัจจุบัน ยิ่งทำให้วางใจได้


            “จริงหรือค่ะคุณลุง”หลี่ซือฉิงถามเพื่อความมั่นใจ


            “จริงสิเพราะงั้นหยุดร้องได้แล้ว อย่าลืมโทรหาแม่ของเธอด้วย”


            หลี่ซือฉิงพยักหน้าอย่างรู้ความแต่เธอยังไม่คิดจะโทรบอกแม่ในตอนนี้ เธออยากรอให้พ่อทำเรื่องเข้าการรักษาตัวให้เรียบร้อยก่อนเรื่องราวจะได้ดูไม่ร้ายแรงมาก


            หลี่ห่าวถูกส่งตัวขึ้นรถเข็นพร้อมกับหมอมือดี หลังจากที่ทำการตรวจเบื้องต้นหมอก็ลงความเห็นว่ามีอาการบอบช้ำที่กล้ามเนื้อ กระดูกหน้าอกร้าวต้องพักรักษาตัวเป็นเวลาอย่างน้อยหกเดือน นี่ถ้าหากไม่ต้องผ่าตัดเพื่อปรับแต่งกระดูกหน้าอกคงจะใช้เวลาการรักษาน้อยกว่านี้ทุกอย่างเป็นอย่างที่จินเจ๋อบอกไว้จริง ๆ


            “ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ”


            “เป็นหน้าที่ของหมออยู่แล้วครับช่วงนี้คนไข้ต้องพักผ่อนให้มาก แล้วก็ระวังเรื่องอาหารด้วยนะครับเดี๋ยวจะมีพยาบาลมาให้คำแนะนำอีกที”


            จินเจ๋อยังอยู่ช่วยหลี่ซือฉิงจัดการเรื่องในโรงพยาบาลด้านจินเต๋อ ก็ต้องอยู่เป็นเพื่อนพ่อตัวเองทำให้หวังเฟิงที่รู้สึกว่าไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับตัวเองแล้วจึงขอแยกตัวออกมาก่อนภายในโรงพยาบาลเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ทั้งเสียงเด็กร้องไห้ เสียงคนร้องเจ็บปวดเสียงคนปลอบใจ บ้างก็หัวเราะทั้งน้ำตา ช่วงเวลานั้นหวังเฟิงพลันรู้สึกว่า ชีวิตคนเรานี่มีสีสันดีเหมือนกัน


            พอออกมาด้านนอกหวังเฟิงก็นึกขึ้นได้ว่าตอนเย็นไม่มีอะไรให้ทำแล้วอาศัยโอกาสนี้กลับบ้านแวะไปเจอหน้าแม่หน่อยก็คงจะดีเพราะเฉียวคุนเคยบอกไว้ว่าแม่ออกจากการปิดด่านแล้ว


            หวังเฟิงเรียกรถไปที่มหาวิทยาลัยก่อนเพื่อเอารถที่จอดไว้ขับกลับบ้าน แต่ว่าระหว่างทาง หวังเฟิงอยากจะแวะที่เขาเย้ยจันท์สักหน่อยไม่รู้ว่ารถคันนี้ถ้าอัดลงเขาแล้วจะเป็นยังไง ?


            ตกกลางคืน บนเขาเย้ยจันท์วันนี้ก็ยังคงคึกคักเหมือนทุกที มีรถธรรมดารถซิ่งหลายคนขับขึ้นเขากันอยู่เป็นระยะ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็มีแอสตันมาร์ติน ดีบีเอสซุปเปอร์เลจเจรา ของหวังเฟิงด้วย เสียงเครื่องยนต์ V12 ดังกระหึ่มขับผ่านรถคันด้านหน้าไปอย่างรวดเร็วและถึงแม้ว่าจะเป็นขาขึ้นเขา ก็แทบจะไม่เป็นอุปสรรคอะไรเลยสำหรับรถคันนี้


            “โหย!นั่นมันรถอะไรวะ”


            “เหมือนจะเป็นแอสตันมาร์ตินแต่รุ่นอะไรฉันไม่รู้”


            “โคตรแรง รีบขับตามไปเร็ว”


            “ตามได้ก็บ้าแล้ว”


            มีบางคนที่ขับรถดีหน่อยอยากลองอัดรถขึ้นเขาแข่งกับหวังเฟิง แต่ผ่านไปไม่กี่โค้งก็สู้ไม่ได้แม้แต่ไฟท้ายก็ไม่เห็นแล้ว พอหวังเฟิงขับขึ้นมาถึงบริเวณยอดเขา ก็เป็นจุดสนใจทันทีเพราะแอสตันมาร์ตินเป็นรถที่ไม่ได้เห็นได้บ่อยนักในเมืองหลวงคนที่ขับรถแบรนด์นี้แทบจะนับนิ้วได้ หายากยิ่งกว่าเฟอร์รารี่เสียอีก


            อู๋ปินรู้ตั้งแต่ตีนเขาแล้วว่ามีรถแอสตันมาร์ตินคันหนึ่งวิ่งขึ้นเขามาอย่างรวดเร็ว พอรอคันนี้มาจอดตรงจุดพักรถบนเขาก็ให้ความสนใจทันที เพราะถ้าดูจากฝีมือกับรุ่นรถแล้ว ดูท่าคนขับจะไม่ธรรมดา และพอได้เห็นคนขับเปิดประตูรถลงมาก็รู้เลยว่าไม่ธรรมดาดังคาดจริง ๆ


            “เป็นคุณชายหวังนี่เอง”


            หวังเฟิงพยักหน้า“พี่อู๋”


            อู๋ปินเป็นคนรูปร่างท้วมใบหน้าค่อนข้างเป็นมิตร เวลายิ้มแต่ละทีแทบจะไม่เห็นดวงตา เขาเดินเข้ามาด้วยใบหน้าเป็นมิตรต้อนรับหวังเฟิงอย่างเป็นกันเอง “ทำไมวันนี้คุณชายหวังให้เกียรติมาที่เขาเย้ยจันท์ได้ล่ะครับ”


            “ผมอยากมาลองรถหน่อยรบกวนพี่อู๋เคลียร์ทางให้หน่อยได้ไหม ?”


            “ในเมื่อคุณชายหวังขอมา พี่อู๋คนนี้ก็จัดให้” อู๋ปินพุดปุ๊บทำปั๊บ เขารีบใช้วิทยุสื่อสารบอกคนของตัวเองให้รีบเคลียร์ทางสิบนาทีต่อมาเมื่อได้รับสัญญาณว่าทางโล่งแล้ว ก็รีบบอกต่อกับหวังเฟิงทันที


            “ขอบคุณนะครับพี่อู๋” หวังเฟิงเดินเข้าไปในรถทันที เขาอยากลองซิ่งจนจะแย่แล้ว


            “ฮ่าๆ แค่เรื่องเล็กน้อย ถ้ามีโอกาสก็มาที่นี่ได้ทุกเมื่อพี่อู๋ปินคนนี้จะรับรองอย่างดี”


            หวังเฟิงไม่ตอบรับหรือตกลง เพียงแค่ยิ้มรับ พร้อมกับปิดกระจกลง สับเกียร์เหยียบคันเร่งจากนั้นรถสีดำพุ่งก็พุ่งทะยานลงเขาไป เหลือทิ้งไว้เพียงไฟท้ายรถสีแดงลากเป็นทางยาวสาเหตุที่หวังเฟิงต้องขอให้อู๋ปินช่วยเคลียร์ทางให้ก็เพราะว่ายังไม่มั่นใจในฝีมือขับรถของตัวเอง เกิดในช่วงที่ดริฟท์เข้าโค้งท้ายปัดแล้วชนคันอื่นมาเดี๋ยวจะมีเรื่องเดือดร้อนเสียเปล่า


            บรืนนน


            เอี๊ยดดด


            เสียงของยางทีบดไปกับถนนดังขึ้นตลอดโค้งจากนั้นก็กลายเป็นเสียงของท่อที่เร่งเครื่องตอนทำความเร็วดังไปทั่วทั้งภูเขา ผ่านไปอีกสามโค้งหวังเฟิงก็สามารถคุมรถได้นิ่งขึ้น เข้าโคงได้คมขึ้นพร้อมกับคุมความเร็วได้เท่ากันตลอดทั้งเส้นทาง


            “สนุกกว่าที่คิดนี่!” หวังเฟิงร้องขึ้นมาด้วยความชอบใจ


            ไฟท้ายสีแดงลากสาดแสงเป็นเส้นยาวจนถึงช่วงตีนเขาหลังจากพ้นไปอีกสองโค้งก็เป็นทางตรงยาว ไฟหน้าสีเหลืองสาดไปด้านหน้าและในช่วงที่เข้าทางตรงนี้เอง จู่ ๆที่กลางถนนไม่กี่เมตรด้านหน้าดันมีผู้หญิงคนหนึ่งวิ่งโผล่พรวดออกมา หวังเฟิงรีบผ่อนคันเร่งพร้อมกับแตะเบรกอย่างแผ่วเบา เมื่อความเร็วลดลงมาถึงระดับที่ต้องการหวังเฟิงก็แตะเบรกอีกครั้งพร้อมกับหักพวงมาลัยหลบส่งผลให้รถหมุนเป็นครึ่งวงกลมก่อนจะไปหยุดอยู่อีกด้านได้อย่างพบดิบพอดี


            “ช่วย…ช่วยฉันด้วย” หญิงสาวคนนี้อายุประมาณยี่สิบปี เนื้อตัวสกปรกมอมแมมเสื้อผ้าฉีกขาด ใบหน้าอ่อนล้า แต่ว่าดวงตายังคงเป็นประกาย

            
            หวังเฟิงลงจากรถมาด้วยท่าทางไม่ทุกข์ร้อนและเขาก็ไม่ได้สนใจหญิงสาวตรงหน้าสายตาทอดมองออกไปยังป่าด้านข้างที่หญิงสาวพุ่งออกมา

            ฟุ่บ!


            กลุ่มชายสาม หญิงหนึ่ง แต่งชุดสีดำกลืนไปกับความมืดพุ่งออกมาจากแนวป่าทั้งสี่คนไม่พูดสิ่งใด เริ่มกระจายกำลังโอบล้อมหวังเฟิง กับหญิงสาวไว้ทันที


            หวังเฟิงเห็นภาพนี้ก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้างเพราะดูเหมือนคนกลุ่มนี้จะลงมือโดยไม่สนใจสิ่งใดเลยแม้ว่าบริเวณนี้จะไม่ใช่จุดชมการแข่งรถที่นิยม แต่ก็มีผู้คนอยู่บ้างหวังเฟิงอยากรู้นักว่าอะไรที่มอบความมั่นใจให้กับพวกมันขนาดนี้


            “ถ้าไม่อยากมีปัญหาก็ส่งคนมา”ชายหน้าใหญ่หนวดเครารกครึ้มเดินนำหน้าพร้อมกับออกปากสั่งเพราะตอนนี้เป้าหมายของตนเองเดินไปหลบอยู่หลังผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้


            “ถ้าฉันบอกว่าไม่ละ”ถึงหวังเฟิงจะไม่รู้ว่าฝ่ายไหนถูก ฝ่ายไหนผิด แต่สถานการณ์ตรงหน้ายังไงคงต้องช่วยผู้หญิงคนนี้ก่อนอีกอย่างกลุ่มคนพวกนี้ก็ดูท่าจะไม่ใช่พวกตัวดีเท่าไหร่หวังเฟิงชูนิ้วขึ้นมาพร้อมกับทำท่าหมุนเป็นวงกลม “พวกแกลองดูรอบ ๆ ให้ดี”


            ชายหน้าใหญ่หนวดครึ้มลองกวาดสายตามองก็พบว่ามีหลายคนที่ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปวิดีโอเก็บไว้ พอเห็นแบบนี้แล้วเขาก็รีบส่งสัญญาณถอยทันที


            พอเงาร่างของทั้งสี่คนหายลับเข้าไปในแนวป่าหวังเฟิงหรี่ตาลง โคจรลมปราณในร่างกำเนิดเป็นเข็มน้ำแข็งสี่เล่มในมือพริบตานั้นหวังเฟิงสะบัดข้อมือออกไป เข็มน้ำแข็งทั้งสี่ทะยานหายวับเข้าไปในป่าเข็มน้ำแข็งนี้มีความคมอย่างยิ่ง แม้จะแทงทะลุต้นไม้ความเร็วก็ยังไม่ลดทอนลงพุ่งเข้าหาต้นคอของกลุ่มคนทั้งสี่อย่างแม่นยำ


            ฉึกฉึก ฉึก ฉึก !


            หวังเฟิงไม่แม้แต่จะตามไปดูผลลัพธ์ เขากลับขึ้นไปบนรถพร้อมกับพูดว่า“ขึ้นรถ”


            หญิงสาวขึ้นรถตามคำสั่งหวังเฟิงอย่างว่าง่ายอย่าว่าแต่ผู้ชายคนนี้ช่วยตนเองไว้ ต่อให้เป็นคนอื่น เธอก็ไปเหมือนกันขอแค่ไปจากตรงนี้ได้ก็พอ



    นิยายแนะนำ