เมื่อจัดการส่งตัวออสริคและกลุ่มผู้ติดตามไปคุมขังเพื่อรอคำตัดสิน ทริสตันก็หันมาดำเนินการขั้นต่อไปทันที เขาบัญชาให้ทหารคัดเลือกชาวบ้านชายสิบห้าคนและหญิงสิบห้าคนมาให้ปากคำถึงความจริงที่เกิดขึ้นภายใต้อำนาจของผู้ว่าการคนนี้ นอกจากเื่นี้ก็ยังสอบถามข้อมูลต่าง ๆ ของเมืองนี้ด้วย โดยมีกิเซลล์กับอาร์วินนั่งเคียงข้างเพื่อร่วมรับฟังคำให้การเ่าั้ไปพร้อมกัน
คำให้การจากชาวบ้านทั้งสามสิบชีวิต ข้อมูลทั้งหมดต่างชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่ามีการใช้อำนาจกดขี่ชาวบ้านอย่างทารุณ ั้แ่การทำร้ายร่างกายจนถึงแก่ความตาย ไปจนถึงการฉุดคร่าหญิงสาวมาข่มเหงโดยที่ไม่มีใครกล้าขัดขืน คำให้การของชาวบ้านทั้งสามสิบคนนั้นสอดคล้องกัน จนยากจะเชื่อว่าเป็เพียงการนัดหมายมาเพื่อใส่ความผู้ว่าการและพวกพ้องพร้อมกันทุกคน
ทริสตันนั่งจมอยู่ในห้วงคิดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ปลายนิ้วที่เคาะลงบนโต๊ะเป็จังหวะส่งเสียงดังกังวานไปทั่วห้องที่เงียบสงัด กิเซลล์และอาร์วินซึ่งร่วมรับฟังการไต่สวนมาโดยตลอดต่างพากันนิ่งเงียบ กำลังเฝ้ารออย่างจดจ่อว่าผู้ปกครองคนใหม่จะพิพากษาเื่อื้อฉาวนี้อย่างไร
“จงนำตัวผู้ว่าการและพรรคพวกที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ไปปะาชีวิต ณ ลานกว้างกลางเมือง ในวันพรุ่งนี้ตอนสิบโมงเช้า” เสียงของปกครองหนุ่มประกาศกร้าวหลังจากจมอยู่ในความเงียบงัน
อาร์วินถึงกับหน้าถอดสีด้วยความตื่นตระหนก ทว่าในขณะที่เขากำลังจะอ้าปากทัดทาน เสียงของกิเซลล์ก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ผู้น้อยเห็นด้วยกับคำตัดสินนี้ค่ะ เป็ถึงผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการกลับประพฤติตนเยี่ยงเดรัจฉาน ก็สมควรแล้วที่จะได้รับโทษสถานหนักเช่นนี้”
อาร์วินรีบหุบปากลงทันควัน ความคิดที่จะคัดค้านมลายหายไปสิ้น เขาเพียงรู้สึกว่าการรีบปะาผู้มีอิทธิพลขนาดนี้อาจจะก่อให้เกิดปัญหาอะไรขึ้นมาได้ แต่มองดูสถานการณ์แล้ว การเอ่ยปากค้านในยามนี้คงเป็เื่ที่โง่เขลา
“กิเซลล์ เ้าไปสอบถามชาวบ้านเพิ่มเพื่อหาข้อมูลว่ามีใครบ้างที่มีส่วนร่วมกับเื่นี้ั้แ่อดีตจนถึงปัจจุบัน แล้วคุมตัวพวกมันทั้งหมดเพื่อรอรับโทษปะาในวันพรุ่งนี้” ทริสตันกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าความเ็าในถ้อยคำนั้นกลับบาดลึกไปถึงกระดูก
กิเซลล์ก้มตัวลงรับคำเสียงหนักแน่น “ผู้น้อยรับคำบัญชา!” ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปทิ้งไว้เพียงความเงียบ ทริสตันเบนสายตาที่คมกริบไปทางอาร์วิน แรงกดดันที่แผ่ออกมาทำให้อีกฝ่ายเผลอสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่ได้
“เ้าไปตามสองพ่อลูกจากเมืองโอคเฮเวนมาพบเราที่นี่”
“ผู้น้อย น้อมรับคำบัญชาครับท่านทริสตัน!” อาร์วินขานรับเสียงดังเสียจนเกือบจะเป็การะโ เขาโค้งตัวทำความเคารพอย่างรวดเร็วแล้วรีบพาร่างที่สั่นเทาออกไปจากห้องในทันที
ภายในห้องเหลือเพียงทริสตันผู้นั่งอยู่ตามลำพัง ปลายนิ้วเรียวยังคงเคาะโต๊ะเป็จังหวะเนิบช้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย เหตุผลที่เขาหยิบยื่นความตายให้ผู้ว่าการและพวกพ้องนั้นมีอยู่สองประการ ข้อแรก การกระทำอัปยศเ่าั้สมควรแก่โทษทัณฑ์นี้แล้ว และข้อที่สอง ในเมื่อเขาเลือกที่จะหักหน้าพวกมันอย่างรุนแรง ความแค้นย่อมฝังลึกเกินกว่าจะไกล่เกลี่ย หากปล่อยเสี้ยนหนามเหล่านี้ไว้ พวกมันย่อมรอเวลาหวนกลับมาแว้งกัดเขาในภายหลัง การทำลายล้างพวกมันให้สิ้นซากย่อมเป็ทางออกที่ดีที่สุด ในเมื่ออีกฝ่ายยัดเยียดโอกาสมาให้ถึงมือแบบนี้ หากไม่ฉกฉวยเอาไว้ก็สมองมีปัญหาแล้ว! และที่สำคัญ เขาอยากรู้เหลือเกินว่าชาวเมืองจะรู้สึกอย่างไรกับบทลงโทษที่เฉียบขาดนี้ คิดถึงเื่นี้ชายหนุ่มก็อดยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้
เสียงเคาะประตูปลุกทริสตันจากความคิด “เข้ามา!” เขาขานรับเสียงเข้ม ประตูเปิดออกเผยให้เห็นอาร์วินและสองพ่อลูก ทริสตันส่งสัญญาณให้อาร์วินออกไปก่อนจะจ้องมองไปยังผู้มาเยือนทั้งสอง เมื่อเห็นสายตาที่ทรงอำนาจคู่เดิม ชายผู้เป็พ่อก็รีบพาลูกสาวลงไปคุกเข่าหมอบกับพื้นทันที กล่าวเสียงสั่น “ผู้น้อยทั้งสองขอขอบพระคุณท่านผู้ปกครองที่ทำตามสัญญาครับ!”
สายตาเรียบเฉยของทริสตันจับจ้องไปยังร่างที่สั่นสะท้านของชายเบื้องหน้า "ลุกขึ้นมาคุยกันเถอะ" เขาสั่งเสียงเรียบ สองพ่อลูกรีบพยุงกันและกันขึ้นมายืนค้อมตัวลงอย่างนอบน้อม บรรยากาศในห้องเงียบสงัด มีเพียงความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่ม ทำให้อีกฝ่ายไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงหายใจแรง
“จริงสิ เรายังไม่รู้ชื่อของพวกเ้าสองคนเลย บอกมาหน่อยสิว่าว่าชื่ออะไร”
ผู้เป็พ่อเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ผู้น้อยมีนามว่าโดรโก ส่วนบุตรสาวของผู้น้อยชื่อเลนอร์ครับ”
ทริสตันพยักหน้าให้ทั้งสองด้วยท่าทีเป็กันเอง “ที่พักพอจะถูกใจพวกเ้าบ้างไหม? หลังจากนี้คงต้องฝากพวกเ้าเื่งานแล้วล่ะ มีเื่หนึ่งที่เรากังวล ชาวเมืองบอกว่าที่นี่แทบเพาะปลูกอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ที่สภาพดินหรือพืชพันธุ์ที่ไม่เหมาะสมกันแน่ ยังไงก็ฝากพวกเ้าช่วยไปตรวจดูให้ละเอียด แล้วกลับมารายงานเราด้วยว่าอุปสรรคที่แท้จริงคือสิ่งใด
“ผู้น้อยกับลูกสาวพอใจกับที่พักมากครับ” โดรโกตอบด้วยเสียงที่ยังสั่นพร่า “ส่วนเื่ปัญหาการเพาะปลูก ผู้น้อยกับลูกสาวจะรีบไปดูให้เห็นกับตาว่าสาเหตุคืออะไร แล้วจะกลับมารายงานท่านโดยละเอียดครับ”
ทริสตันพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ดีมากโดรโก... เ้าออกไปรอข้างนอกก่อนเถิด เรามีเื่สำคัญจะคุยกับลูกสาวเ้าตามลำพัง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โดรโกมีสีหน้าลังเลอย่างเห็นได้ชัด เขาอ้ำอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะจำใจก้มหน้ายอมถอยออกไป ทริสตันมองท่าทางนั้นแล้วหลุดหัวเราะในลำคอเบา ๆ “นี่เ้าคิดว่าเราจะทำมิดีมิร้ายลูกสาวเ้าหรืออย่างไร”
ทันทีที่ประตูปิดลง ความเงียบปกคลุมไปทั่วห้อง ทั้งสองต่างนิ่งเงียบพลางลอบสังเกตกันและกัน จนกระทั่งชายหนุ่มเป็ฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมา
"ตัวอักษรบนป้ายเ่าั้... เ้าเป็คนเขียนเองทั้งหมดใช่หรือไม่?"
เด็กสาวนิ่งเงียบไปนาน บรรยากาศรอบตัวพลันหนักอึ้ง มีเพียงเสียงลมหายใจแ่เบา ก่อนที่เธอจะยอมปริปากเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่แทบจะกลืนหายไปในอากาศ “...เป็ฉันเองที่เขียนมันขึ้นมา”
ทริสตันขมวดคิ้วมุ่น สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคู่สนทนา ราวกับ้าจะมองให้ทะลุถึงก้นบึ้งของิญญา เขาไม่ปล่อยให้เวลาเสียเปล่า ยิงคำถามตรงประเด็นโดยไม่อ้อมค้อม
“เธอ... ไม่ใช่คนของโลกนี้สินะ?” ชายหนุ่มเว้นจังหวะเล็กน้อยเพื่อดูปฏิกิริยา ก่อนจะรัวคำถามเข้าใส่ “ตัวตนเดิมของเธอคือใคร? อายุเท่าไหร่? ทำอาชีพอะไร? และ... เกิดอะไรขึ้นกับเธอ ถึงได้มาโผล่ที่โลกใบนี้?”
เลนอร์ชะงักงัน หัวใจเต้นระรัวจนแทบหลุดจากอกเมื่อถูกต้อนเข้ามุมด้วยคำถามที่ตรงไปตรงมาจนน่าใจหาย ความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว เขาเป็เหมือนเธอใช่ไหม? แต่ความสงสัยนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความกังวลชั่วพริบตา เมื่อต้องเลือกระหว่างพูดความจริงกับพูดโกหก
สายตาที่จ้องมองมานั้นบีบคั้นให้เธอรู้ซึ้งถึงสถานะของตนเอง ชีวิตของเธอและพ่อเปราะบางราวกับเศษแก้วที่ชายหนุ่มคนนี้จะขยี้ทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้ หากเธอไม่สร้าง มูลค่า ให้ตัวเองดูน่าใช้งาน ชีวิตที่เหลืออยู่ในดินแดนแห่งนี้คงมืดมนยิ่งกว่าความตาย เธอรู้ดีว่าคำตอบถัดไปเพียงประโยคเดียว... จะเปลี่ยนโชคชะตาของพวกเธอไปตลอดกาล
เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเพื่อระงับความประหม่า ก่อนจะเงยหน้าสบตาทริสตันด้วยท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคน “ฉันชื่อ หลี่ เยว่ฉี อายุสี่สิบสองปี... อาชีพเดิมคือหนักวิชาการด้านส่งเสริมการเกษตร ฉันเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางเครื่องบิน รู้ตัวอีกที... ิญญาของฉันก็มาติดอยู่ในร่างของเด็กคนนี้เสียแล้ว”
ทริสตันโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ดวงตาเป็ประกายด้วยความสนใจ “เ้ามาติดอยู่ในร่างนี้นานเท่าไหร่แล้ว?”
“ราวสิบเดือนได้...” เธอเม้มปากแน่น ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะก่อนที่เธอจะพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า “เกือบสิบเดือนแล้ว... ที่ฉันต้องดิ้นรนในร่างนี้” เธอแค่นยิ้มที่ดูเหนื่อยล้าเกินวัย “ชีวิตที่ผ่านมามันช่างยากลำบากเหลือเกิน... โลกใบนี้เหตุใดจึงใจร้ายกับผู้คนได้ถึงเพียงนี้”
เสียงคร่ำครวญถึงความโหดร้ายของโลกใบนี้เข้าหูทริสตันเพียงผ่าน ๆ เขามิได้มีอารมณ์ร่วมไปกับความลำบากของเธอแม้แต่น้อย สมองของเขาเลือกที่จะจดจ่ออยู่กับตัวเลข สิบเดือน ที่เธอเอ่ยออกมา ความเหลื่อมล้ำของเวลาช่างน่าฉงน เพราะเขาเพิ่งมาถึงที่นี่ได้เพียงสองเดือนเท่านั้น
่เวลาที่ข้ามมาไม่เท่ากัน... แม้จะประสบจุดจบที่คล้ายคลึงกันก็ตาม เขาครุ่นคิดพลางเปรียบเทียบในใจ ของเขาคืออุบัติเหตุทางรถยนต์ ส่วนเธอคือโศกนาฏกรรมเหนือน่านฟ้า หากเส้นทางสู่โลกนี้เปิดออกผ่านอุบัติเหตุจริง เช่นนั้นแล้ว... จะยังมีผู้ล่วงลับจากการเดินทางอื่นอีกหรือไม่? ทางเรือ ทางรถไฟ หรือแม้แต่หนทางที่คาดไม่ถึง จะมี ผู้มาจากต่างโลก คนอื่นซุกซ่อนอยู่ในมุมมืดของดินแดนแห่งนี้อีกกี่คนกันแน่?