บทที่ 22 ท่านพ่อ
ถังซูอี๋ไม่คิดว่าเื่จะลุกลามไปถึงราชสำนัก ทว่านางไม่ใช่ผู้ที่เกรงกลัวเื่จำพวกนี้ ในเมื่อเื่มันบานปลายไปแล้ว จำต้องปล่อยให้ดำเนินต่อไป
นางวางหมากลงบนกระดาน ขวางช่องที่ถังกั๋วกง้าจะบุก ถังกั๋วกงหยิบหมากขึ้นมา แล้วเงยหน้ามองธิดาที่นั่งอยู่ตรงข้าม แม้นางจะยังมีรูปโฉมเฉกเช่นเดิม ทว่ากลับััได้ถึงบางอย่างที่แปรเปลี่ยนไป
“เ้าจัดการเื่ของอวี้เฉินได้ดีเยี่ยม เป็ขั้นเป็ตอนและเด็ดขาด” ถังกั๋วกงมองถังซูอี๋ สายตาเต็มไปด้วยการพิจารณาและชื่นชม
“แต่ก่อนเ้าทำสิ่งใดก็ไม่เคยเป็เช่นนี้”
ถังซูอี๋ใจหนึ่งเต้นแรง ทว่ากลับซ้อนเร้นความรู้สึกบนใบหน้าเอาไว้ นางกล่าวขึ้นขณะมองลึกเข้าไปในดวงตาถังกั๋วกงอย่างตรงไปตรงมา
"บางเื่ข้าตระหนักได้แล้ว อีกประการ ในเมื่อเื่มันบีบมาถึงตัว แม้ไม่อยากทำก็ต้องทำ”
วาจาของนางทำให้ถังกั๋วกงปวดใจ ธิดาของเขาเติบโตมาได้ดั่งใจทุกประการ ต่อมาเมื่อถึงวัยแต่งงาน เขาก็เลือกผู้ที่มีความสามารถ สติปัญญา ทุกอย่างดีพร้อม หวังให้ธิดามีชีวิตที่ราบรื่นและมีความสุข ทว่ากลับไม่คาดคิดว่าบุตรเขยที่เลือกสรรมาอย่างดีจะมีชีวิตที่ไม่ยืนยาว
ถังกั๋วกงเอื้อมมือที่เหี่ยวย่นตบบ่าบุตรสาวเบา ๆ “เ้าตระหนักได้ก็ดีแล้ว คนเราอยู่ในโลกใบนี้จะต้องเข้มแข็งเข้าไว้จึงจะไม่ถูกรังแก ข้าปกป้องเ้าได้เพียงไม่กี่ปี พี่ชายของเ้าก็มีครอบครัวและหน้าที่การงานของตัวเอง ไม่อาจทุ่มเทให้เ้าเป็อันดับหนึ่งได้ทุกเื่ จื่ออานจากไปแล้ว ลูกทั้งสามก็ยังเด็กนัก เ้าจำต้องยืนหยัดให้ได้ด้วยตัวของเ้าเอง”
‘จื่ออาน’ คือชื่อเล่นของเซียวไฮว่
ถังซูอี๋มองผมขาวและริ้วรอยแห่งวัยชราบนใบหน้าของถังกั๋วกง ในใจรู้สึกซาบซึ้ง นี่คือบิดาที่รักและห่วงใยบุตรธิดาอย่างจริงใจ นางยิ้มแล้วกล่าวอย่างนอบน้อม “ข้าเข้าใจแล้ว ท่านพ่อโปรดวางใจเถิด”
ใบหน้าของถังกั๋วกงเต็มไปด้วยความรักและความพึงพอใจ “แม้ข้าจะกล่าวเช่นนี้ แต่ตราบใดที่ข้ายังไม่ตาย ข้าก็จะไม่ปล่อยให้ผู้ใดมารังแกเ้า แม้ข้าตายไปแล้ว พี่ชายของเ้าก็จะดูแลเ้าเป็อย่างดี”
ถังซูอี๋รู้สึกจมูกแสบขึ้นมา นางนึกถึงปู่ย่าของนางในชาติก่อน พวกท่านก็เคยบอกนางว่า ตราบใดที่พวกท่านยังมีชีวิตอยู่ พวกท่านก็จะปกป้องนางเสมอ
นางใช้ผ้าเช็ดหางตา "ข้าเข้าใจแล้ว ท่านพ่อไม่ต้องเป็ห่วงข้าอยู่ทุกชั่วยามหรอก ข้าจัดการเื่ของจวนโหวได้”
ถังกั๋วกงพึงพอใจอีกครั้ง ทั้งสองเงียบกันไปครู่หนึ่งขณะเล่นหมากล้อม ก่อนถังกั๋วกงจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ไม่ว่าเื้ัฮ่องเต้จะเป็เช่นไร แต่เบื้องหน้าจะแสดงตนว่าเป็จักรพรรดิผู้ทรงคุณธรรม ตราบใดที่เ้าและลูกทั้งสามไม่ได้ทำผิดใหญ่หลวง การสืบทอดบรรดาศักดิ์ของอวี้เฉินก็เป็เพียงเื่ที่เร็วหรือช้าเท่านั้น ไม่ต้องร้อนใจ”
ถังซูอี๋ขบริมฝีปากเบา ๆ “ข้าเข้าใจแล้ว ท่านพ่อวางใจเถิด”
ในนิยายเล่มนั้น แม้บรรดาศักดิ์ของโหวหย่งหนิงจะไม่ถูกริบ ทว่าผู้ที่สืบทอดกลับไม่ใช่เซียวอวี้เฉิน ผู้คนทั้งเมืองหลวงคงไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะเกิดเื่พลิกผลันกับจวนโหวหย่งหนิงได้ถึงเพียงนี้
อย่างไรก็ตาม บัดนี้นางคือฮูหยินแห่งจวนโหวหย่งหนิง หากผู้ใดคิดจะแย่งบรรดาศักดิ์โหวหย่งหนิงไปจากมือนาง ก็ต้องดูว่าพวกเขามีฝีมือพอหรือไม่
“เฮ้อ!” ถังซูอี๋ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ฮ่องเต้ทรงเผด็จการมากขึ้นทุกปี บรรดาองค์ชายก็ไร้ความสามารถ ต้องเกิดความวุ่นวายขึ้นในภายภาคหน้าเป็แน่!"
ถังซูอี๋วางหมากลงบนกระดาน จากนั้นเงยหน้ามองบิดาอย่างจริงจัง “ผู้ใดจะขึ้นเป็ฮ่องเต้ก็ได้ แต่จะเป็องค์ชายรองไม่ได้เด็ดขาด”
องค์ชายรองและตระกูลเหลียงเป็ศัตรูกับพวกเขา หากองค์ชายรองได้ขึ้นครองบังลังก์ พวกข้าจะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุข!
ถังกั๋วกงเข้าใจเหตุผลนี้เป็อย่างดี เขาจึงหัวเราะออกมาโดยไม่ปิดบัง “ไม่ต้องกังวล เขาไม่มีโอกาสหรอก”
ถังซูอี๋ก็หัวเราะ หากจะกล่าวกันตามเนื้อเื่ในนิยาย ผู้ที่ขึ้นครองบัลลังก์คือองค์ชายใหญ่ ทว่าอย่างไรก็ตาม ความจริงก็คือความจริง ไม่อาจพึ่งพาเนื้อเื่ได้ทั้งหมด
ค่อย ๆ ก้าวไปทีละก้าวก็แล้วกัน
ถังซูอี๋ทานอาหารกลางวันที่จวนถังกั๋วกง เมื่อกลับมานั่งพักที่จวนโหวได้ไม่นาน พ่อบ้านก็มีคนมาแจ้งว่า ตระกูลเหลียงส่งหนังสือขอเข้าพบมาคุณชายรองเหลียง แม่เฒ่าเหลียง และฮูหยินรองเหลียง จะมาเยี่ยมเยียนในเช้าของวันรุ่งขึ้น
มองหนังสือขอเข้าพบในมือที่ถูกทำขึ้นอย่างปราณีต ถังซูอี๋ครุ่นคิดว่าตระกูลเหลียงจะเจตนาใดกัน ยามนี้ทั้งสองตระกูลถือได้ว่าบาดหมางกันแล้ว ทั้งเื่ราวก็ลุกลามไปถึงราชสำนัก การที่ตระกูลเหลียงมาเยี่ยมเยียนในยามนี้ พวกเขาจะมาหาเื่ต่อ หรือ้าเจรจาสงบศึกกันเล่า?
ด้วยวิถีของตระกูลเหลียง หากจะหาเื่ผู้ใดก็คงไม่ส่งหนังสือขอเข้าพบมาก่อนเป็แน่ ทว่าจะบุกมาเลยต่างหาก ดูเหมือนคราวนี้จะมาเจรจาของสงบศึกเสียมากกว่า อย่างไรก็ตาม การมาเจรจาสงบศึกในครั้งนี้คงไม่ได้มาจากใจจริง หากแต่เป็พระบัญชาของฮ่องเต้หรือพระสนมเสียมากกว่า
ท้ายที่สุดเื่ก็ลุกลามไปถึงราชสำนัก และยามนี้ตระกูลเหลียงก็ไม่มีหลักฐานใดที่จะผูกมัดจวนโหวได้ ทั้งถังกั๋วกงยังไปร่ำไห้คร่ำครวญอยู่ในท้องพระโรง เช่นนั้นฮ่องเต้จำต้องปลอบประโลมจวนโหวเป็แน่
คิดได้ดังนั้น ถังซูอี๋จึงได้แจ้งแก่พ่อบ้าน “บอกคนจากตระกูลเหลียงว่า พรุ่งนี้ตระกูลโหวจะต้อนรับเป็อย่างดี”
พ่อบ้านรับคำสั่ง ก่อนจะคำนับแล้วหันหลังจากไป ทว่าก็ได้ยินเสียงของถังซูอี๋ไล่หลังตามมา “ให้ผู้ที่จับตาดูตระกูลเหลียงยังคงจับตาดูต่อไป”
“ขอรับ” พ่อบ้านรับคำอย่างนอบน้อมแล้วจากไป ถังซูอี๋เอนกายบนตั่งไหมปักลวดลายแล้วหลับตาพักผ่อน
เื่ราวดูเหมือนจะผ่านไปแล้ว ทว่าตราบใดที่หลิวปี้ฉินและพานซานยังไม่ไปจากเมืองหลวง เื่ราวก็ยังไม่จบลงอย่างแท้จริง ยามนี้ทำได้เพียงรอให้ตระกูลเหลียงคลายความแคลงใจลง แล้วค่อยส่งคนออกไป
การส่งพานซานออกไปนั้นกระทำได้ไม่ยากนัก ทว่าปัญหาคือหลิวปี้ฉิน นางมีข้อผูกมัดกับบุตรชายคนโตผู้เทิดทูลความรักอยู่ครึ่งปี นางจำต้องรอครึ่งปีจริง ๆ หรือ? ครึ่งปีนี้จะเกิดปัญหาใดขึ้นหรือไม่?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ถังซูอี๋จึงกล่าวกับชุ่ยอวิ๋นที่นั่งอยู่ข้าง ๆ “ไปบอกพ่อบ้านจ้าว ให้คนที่จวนทางตะวันตกคอยจับตาดูหลิวปี้ฉินให้ดี หากนางผิดแผกไปแม้แต่น้อย ให้รีบมารายงานทันที”
“เข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
ชุ่ยอวิ๋นลุกขึ้นเดินออกไป ชุ่ยจู้ยกชาร้อนเข้ามา พลางรินใส่ถ้วยหยกสีเขียว แล้วกล่าวขึ้น “ข้าต้มชาโสมมาให้ ขอฮูหยินลิ้มรสดูเถิดเ้าค่ะ”
ถังซูอี๋ลุกขึ้นนั่งแล้วรับถ้วยชา หย่อนสายตามองน้ำชาสีเหลืองอ่อนในถ้วยหยกสีเขียว มีไอร้อนลอยขึ้นมาอย่างนุ่มนวล สะอาดและงดงามยิ่งนัก
ถังซูอี๋ยกถ้วยขึ้นจรดริมฝีปากจิบเบา ๆ น้ำชาไหลผ่านลำคอ มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผสมรสหวานเล็กน้อย ทำให้รู้สึกอบอุ่นทั้งกายและใจ เมื่อดื่มชาหมดถ้วย ถังซูอี๋จึงส่งถ้วยคืนให้ชุ่ยจู้ แล้วกล่าวขึ้น “เ้าชงชานี้ด้วยวิธีใดกัน?”
ชุ่ยจู้เห็นว่านางชอบจึงรินชาให้อีกถ้วย ก่อนจะตอบกลับไป “ก่อนหน้านี้ข้าชงชาโสมให้ท่าน ท่านมักบ่นว่าขม ไม่นานมานี้ที่หมอหูมาจับชีพจรให้ท่าน ข้าจึงถามเขาว่าควรทำเช่นไรชาโสมถึงจะไม่ขม หมอหูก็บอกให้ใส่พุทราแดงและเก๋ากี้ลงในชาโสม ต้มเพียงหนึ่งเค่อก็พอแล้ว หมอหูยังบอกอีกว่า ชานี้ช่วยบำรุงม้าม ปอด และทำให้จิตใจสงบ มีประโยชน์ต่อร่างกายมากเ้าค่ะ”
ถังซูอี๋ได้ฟังคำของชุ่ยจู้แล้วอบอุ่นใจ สาวใช้ข้างกายทั้งสองไม่เพียงแต่ซื่อสัตย์เท่านั้น ทว่ายังทำงานได้อย่างคล่องแคล่วอีกด้วย คนรับใช้เช่นนี้ควรได้รับรางวัล จำต้องหาโอกาสและข้ออ้างที่เหมาะสม
ถังซูอี๋จดจำเื่นี้ไว้ในใจ