ตอนที่ 20: ราชันย์วารีา และหอกปรมาณูเจาะเกราะ
เสียงคำรามต่ำตรรกะก้องที่แทรกผ่านทะลุม่านน้ำตกออกมานั้น ไม่ใช่เสียงของสัตว์ป่าธรรมดา แต่มันคือคลื่นความถี่ต่ำที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณระดับดึกดำบรรพ์ พื้นหินใต้ฝ่าเท้าของจ้าวหานสั่นะเือย่างรุนแรง ละอองน้ำที่ฟุ้งกระจายอยู่กลางอากาศพลันหยุดชะงักและร่วงหล่นลงสู่พื้นราวกับสูญเสียแรงโน้มถ่วงไปชั่วขณะ ภายใต้ เงา ของหน้าผาหินที่ยื่นล้ำออกมา บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็หนักอึ้งจนแทบจะบดขยี้กระดูกของคนปกติให้แหลกเหลว
มู่เฉิงที่าเ็อยู่แล้วถึงกับทรุดลงไปคุกเข่ากระอักเืออกมาอีกคำใหญ่ ในขณะที่มู่รุ่ยเสวี่ยต้องฝืนเกร็งพลังปราณที่เหลืออยู่น้อยนิดเพื่อประคองสติไม่ให้ดับวูบ นางเบิกตากว้างมองจ้องเข้าไปในความมืดมิดเื้ัม่านน้ำตกด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด
"อสูรระดับา... เป็ไปได้อย่างไรที่สัตว์อสูรระดับนี้จะมาจำศีลอยู่ในถ้ำระดับตื้นของหุบเขาสิบหมื่นดารา!" นางละล่ำละลัก แขนเสื้อผ้าไหมสั่นระริกตามแรงสั่นของร่างกาย
"ระดับาหมายความว่าอย่างไร?" จ้าวหานเอ่ยถามโดยที่สายตายังคงจับจ้องไปเบื้องหน้า กายาเหล็กไหลของเขาเริ่มส่งเสียงลั่น 'กรอบแกรบ' จากการปรับความหนาแน่นของมวลกล้ามเนื้อเพื่อรับมือกับแรงกดดันทางอากาศ
"มันคือสัตว์อสูรที่มีอายุขัยเกินกว่าหมื่นปี ข้ามพ้นขีดจำกัดของสายเืปกติไปแล้วค่ะ!" มู่รุ่ยเสวี่ยะโแข่งกับเสียงน้ำตก "เกล็ดของมันแข็งแกร่งกว่าเหล็กไหลพันปี และพลังปราณของมันเทียบเท่ากับจอมยุทธ์ระดับิญญาก่อกำเนิดขั้นสูงสุด... เราต้องหนีค่ะคุณชายจ้าว! ต่อให้เป็ท่านก็รับมือมันพร้อมกับปกป้องพวกเราไม่ได้แน่!"
ทว่าคำเตือนของนางกลับมาช้าเกินไป
ซูมมม!
ม่านน้ำตกขนาดมโหฬารที่ไหลเชี่ยวกรากถูกแหวกออกเป็สองซีกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากมันออก ร่างั์ใหญ่สีดำทมิฬพุ่งพรวดออกมาจากปากถ้ำด้วยความเร็วที่ขัดกับขนาดตัวของมันอย่างสิ้นเชิง มันคือ 'ราชันย์ตะกวดวารีา' สัตว์เลื้อยคลานขนาดั์ที่มีความยาวเกือบสามสิบเมตร ลำตัวของมันห่อหุ้มด้วยเกล็ดหนาตึบที่ซ้อนทับกันประดุจชุดเกราะศิลา ดวงตาสีเหลืองอำพันขนาดั์จ้องมองกลุ่มผู้บุกรุกด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกปลุกจากการหลับใหล
มันอ้าปากกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวแหลมคมนับร้อยซี่ที่เรียงรายอยู่ภายใน กลิ่นเหม็นคาวปลาเน่าคละคลุ้งออกมาพร้อมกับก้อนพลังปราณวารีสีดำสนิทที่ถูกบีบอัดจนเป็ทรงกลม มันพ่นลูกบอลวารีพิฆาตนั้นพุ่งตรงเข้าใส่ตำแหน่งที่จ้าวหานและพรรคพวกยืนอยู่ทันที
[เ้านาย! มวลน้ำความดันสูงกำลังพุ่งเข้ามา! ความเร็ว 400 เมตรต่อวินาที!] ศูนย์ (Zero) รายงานเตือนในระบบประสาทอย่างรวดเร็ว
"หลบไปซะ!" จ้าวหานะโสั่งพร้อมกับผลักร่างของมู่รุ่ยเสวี่ยและมู่เฉิงให้กระเด็นออกไปพ้นรัศมีการทำลายล้าง
เขาไม่เลือกที่จะหลบหนี แต่กลับกระทืบเท้าลงบนพื้นดินจนเกิดหลุมลึก เกร็งแขนทั้งสองข้างขึ้นมาไขว้กันเบื้องหน้าเพื่อรับแรงกระแทกโดยตรง เตาปฏิกรณ์ชีวภาพในจุดตันเถียนหมุนวนด้วยความเร็วสูงสุด ส่งกระแสความร้อนเข้าหล่อเลี้ยงเซลล์โลหะชีวภาพให้เหนียวแน่นถึงขีดสุด
ตูมมมมม!
ลูกบอลวารีทมิฬปะทะเข้ากับท่อนแขนของจ้าวหานอย่างจัง เสียงะเิดังกังวานประดุจฟ้าผ่าลงกลางป่า มวลน้ำที่มีความดันมหาศาลแตกกระจายออกเป็คลื่นกระแทกซัดเอาต้นไม้ใหญ่ในรัศมีร้อยเมตรหักโค่นราบเป็หน้ากลอง พื้นดินที่จ้าวหานยืนอยู่ถูกขูดลอกออกไปจนกลายเป็ร่องลึกยาวหลายสิบเมตร
กลุ่มควันและไอน้ำพวยพุ่งขึ้นบดบังทัศนวิสัย มู่รุ่ยเสวี่ยที่กระเด็นไปตกอยู่หลังโขดหินใหญ่รีบชะโงกหน้าขึ้นมาดูด้วยหัวใจที่หล่นวูบ "คุณชายจ้าว!"
เมื่อไอน้ำจางลง ภาพที่ปรากฏคือร่างของจ้าวหานที่ถูกดันถอยหลังไปไกลกว่าห้าสิบเมตร รองเท้าบูทของเขาฉีกขาดหลุดลุ่ย ทว่าท่อนแขนสีดำมันวาวที่ยกขึ้นตั้งรับกลับไม่มีแม้แต่รอยแผลแตก มีเพียงควันความร้อนที่ลอยกรุ่นออกมาจากการเสียดสีของแรงดันน้ำกับิัเหล็กไหลเท่านั้น
จ้าวหานสะบัดแขนเบาๆ ไล่ความชาที่แล่นปราดไปถึงกระดูก "พลังทำลายไม่เลวเลยนี่... ถ้าเป็กายาหินผาเมื่ออาทิตย์ก่อน แขนข้าคงหักเป็สองท่อนไปแล้ว แต่ขอโทษที ตอนนี้ข้าอัปเกรดกระดูกมาใหม่แล้วว่ะ"
ราชันย์ตะกวดวารีาส่งเสียงคำรามด้วยความประหลาดใจ มันไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กใดที่สามารถรับพลังทำลายล้างของมันได้ด้วยร่างกายเปล่าๆ มันตวัดหางหนาหนักที่เต็มไปด้วยหนามศิลาฟาดเข้าใส่จ้าวหานหมายจะบดขยี้ให้แหลกคาพื้น
"ศูนย์! ขอมวลความร้อนไปที่กล้ามเนื้อขาทั้งสองข้าง 10%... ข้าจะลองงัดกับมันดูสักตั้ง!" จ้าวหานเอ่ยในใจพร้อมกับย่อตัวลง
[รับทราบครับเ้านาย! ถ่ายโอนพลังงานไอโซโทป... คำเตือน: แรงปะทะทางกายภาพของหางนั่นคำนวณได้ราวๆ ห้าแสนนิวตัน ระวังกระดูกสันหลังเคลื่อนด้วยนะครับ!]
วูบ!
จ้าวหานดีดตัวพุ่งสวนเข้าหาหางั์ที่กำลังฟาดลงมา แทนที่จะหลบ เขาเปิดแขนออกและพุ่งเข้าสวมกอดรัดท่อนหางนั้นไว้ด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี
ตึงงง!
แรงปะทะมหาศาลทำให้เืในกายของจ้าวหานปั่นป่วน เขาถูกแรงเหวี่ยงยกกระเด็นลอยขึ้นไปในอากาศพร้อมกับหางั์ ทว่าสองแขนของเขากลับรัดแน่นประดุจคีมเหล็กไม่ยอมปล่อย กายาเหล็กไหลส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดต้านทานแรงฉีกขาด นิ้วมือของเขากดลึกลงไปในร่องเกล็ดศิลาของมันจนเืสีน้ำเงินเข้มของสัตว์อสูรปริซึมออกมา
"ลงไปซะ!" จ้าวหานคำรามลั่นกลางอากาศ เขาบิดเอวรวบรวมพละกำลังระดับเหนืุ์ ใช้แรงโน้มถ่วงและมวลสารที่หนาแน่นของตนเองเป็จุดศูนย์ถ่วง กระชากหางั์นั้นให้เสียสมดุล
โครมมมม!
เป็ภาพที่ไม่อาจเชื่อสายตา ราชันย์ตะกวดวารีาที่มีน้ำหนักหลายสิบตันถูกมนุษย์ตัวจ้อยจับทุ่มเหวี่ยงจนร่างของมันพลิกหงายท้องกระแทกกับพื้นดินอย่างแรง แผ่นดินะเืเลื่อนลั่นราวกับเกิดแผ่นดินไหวขนาดย่อม ฝุ่นผงคลุ้งกระจายไปทั่วลานหน้าม่านน้ำตก
มู่รุ่ยเสวี่ยและมู่เฉิงอ้าปากค้างจนกรามแทบหลุด พวกเขาไม่เคยเห็นวิชาต่อสู้ใดที่ดิบเถื่อนและท้าทายกฎแห่งธรรมชาติถึงเพียงนี้
"แฮ่ก... แฮ่ก... หนักเอาเื่เหมือนกันแฮะ" จ้าวหานปล่อยมือจากหางแล้วะโตีลังกากลับมายืนตั้งหลัก เตาปฏิกรณ์ในท้องหมุนเร็วจี๋เพื่อซ่อมแซมกล้ามเนื้อฉีกขาดเล็กน้อยจากการฝืนกำลัง
ราชันย์อสูรพลิกตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว คราวนี้ดวงตาของมันแดงก่ำด้วยความอาฆาตแค้นขั้นสุด มันไม่คิดจะใช้พลังปราณวารีโจมตีระยะไกลอีกต่อไป แต่มันพุ่งทะยานอ้าปากกว้างหมายจะกลืนกินจ้าวหานเข้าไปทั้งเป็ ความเร็วของมันเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัวจนทิ้ง เงา ดำมืดไว้เื้ั
[เ้านาย! มันเอาจริงแล้ว! เกล็ดที่หน้าอกของมันเปิดออกเพื่อระบายความร้อน นั่นคือจุดตาย!] ศูนย์ะโลั่น [ไม่ต้องกั๊กแล้วครับ จัดอาวุธหนักไปเลย!]
"ไม่ต้องบอกก็รู้!"
จ้าวหานกดนิ้วลงบนรอยสักมิติ แสงสีฟ้าสว่างวาบ ปืนมหาประลัยกลืนกินมวลสารปรากฏขึ้นในมือ ครั้งนี้เขาไม่ต้องเสียเวลาประทับบ่า เข็มนาโนพุ่งเข้าเชื่อมต่อกับท่อนแขนขวาโดยตรง รูปลักษณ์ของปืนเปลี่ยนไปในพริบตา ปลายกระบอกปืนหดสั้นลงแต่กลับมีเกลียววงแหวนโลหะซ้อนกันสามชั้นปรากฏขึ้นแทน แกนกลางแผ่รังสีสีม่วงเข้มจัดจนบรรยากาศรอบด้านบิดเบี้ยว
"ศูนย์... โหลดระดับ 2 'โหมดเจาะเกราะทะลวงิญญา' (Armor-Piercing Mode)! ดึงพลังงานจากเตาปฏิกรณ์ 100%!"
[รับคำสั่ง! โหมดเจาะเกราะพร้อมใช้งาน... บีบอัดความร้อนระดับนิวเคลียร์ให้อยู่ในรัศมีหนึ่งมิลลิเมตร! 3... 2... 1...]
ราชันย์ตะกวดวารีาพุ่งเข้ามาในระยะประชิด ปากกว้างที่เต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคมกำลังจะงับลงบนร่างของจ้าวหาน กลิ่นคาวมฤตยูรดรินอยู่ตรงหน้า
จ้าวหานไม่ถอยหนี เขายกปืนมหาประลัยขึ้น เล็งตรงไปยังช่องว่างระหว่างเกล็ดหน้าอกที่กำลังเปิดออกของมัน และเหนี่ยวไก
ซวบบบบ!
ไม่มีเสียงะเิกัมปนาทดังสะท้านฟ้า ไม่มีคลื่นกระแทกที่ทำลายล้างวงกว้าง มีเพียงเสียงอากาศถูกแหวกออกด้วยความเร็วสูง ลำแสงสีม่วงดำขนาดเท่าเข็มเล่มเล็กพุ่งทะยานออกจากปากกระบอกปืน มันไม่ได้ะเิออก แต่มันคือ 'การเจาะทะลวง' อย่างแท้จริง
ลำแสงนิวเคลียร์ความร้อนสูงทะลุผ่านเกล็ดศิลาาและม่านพลังปราณระดับิญญาก่อกำเนิดของสัตว์อสูรเข้าไปอย่างเงียบเชียบ ราวกับมีดร้อนตัดผ่านก้อนเนย ลำแสงนั้นพุ่งตรงเข้าสู่หัวใจของราชันย์ตะกวดวารี และทำการแผดเผาอวัยวะภายในทั้งหมดด้วยอุณหภูมิหลายล้านองศาเซลเซียสในเสี้ยววินาที
กึก...
ร่างขนาดั์ที่กำลังพุ่งเข้ามากระชากิญญาพลันหยุดชะงักแข็งค้างอยู่กลางอากาศ ปากที่อ้ากว้างห่างจากใบหน้าของจ้าวหานเพียงไม่กี่คืบ ดวงตาสีอำพันของมันเบิกกว้างก่อนที่แสงแห่งชีวิตจะดับวูบลง
ฟู่...
ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากช่องว่างระหว่างเกล็ดทั่วร่างของมัน เสียงน้ำเดือดปุดๆ ดังมาจากภายในลำตัว พลังปราณวารีอันมหาศาลของมันถูกความร้อนจากลำแสงปรมาณูต้มจนกลายเป็ไอเดือดระอุ อวัยวะภายในถูกต้มสุกและระเหิดหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงซากเกล็ดหุ้มกระดูกที่ว่างเปล่า
ครืน... โครม!
ร่างไร้ิญญาของราชันย์ตะกวดวารีาร่วงหล่นลงกระแทกพื้น ฝุ่นละอองฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ภายใต้ เงา ของป่าที่เงียบสงัดลงอย่างฉับพลัน ชัยชนะตกเป็ของชายหนุ่มร่างเล็กผู้ถือปืนสีดำทมิฬ
จ้าวหานลดปืนลงช้าๆ ตัวปืนเปลี่ยนเป็สีแดงฉานจากความร้อนและค่อยๆ สลายกลับเข้าสู่มิติส่วนตัว เขาสูดลมหายใจเข้าลึก กายาเหล็กไหลทำการระบายความร้อนออกจากร่างกายจนเกิดหมอกบางๆ ล้อมรอบตัวเขา
"โหมดเจาะเกราะนี่... ไม่เลวเลย ประหยัดพลังงานแถมไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย" จ้าวหานรำพึงด้วยความพึงพอใจ
[แน่นอนครับเ้านาย! แถมซากเกล็ดของมันยังสมบูรณ์แบบ 100% ถ้าเอาไปขายในเมืองหลวง น่าจะได้เงินมากพอซื้อเหมืองปราณได้ทั้งเหมืองเลยล่ะ! หรือถ้าเ้านายอยากจะเคี้ยวเกล็ดมันเล่นเพื่อเสริมแคลเซียม ผมก็ไม่ขัดข้องนะครับ] ศูนย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเริงร่า
จ้าวหานหัวเราะหึๆ เขาเดินผ่านซากสัตว์อสูรั์ตรงไปยังมู่รุ่ยเสวี่ยที่ยังคงนั่งกองอยู่บนพื้นด้วยความตกตะลึงไร้สติ
"ลุกขึ้นเถอะแม่นางมู่... เ้าของบ้านตัวจริงถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว" เขายื่นมือออกไปหานาง รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่ดุดัน "ทีนี้ เราก็เข้าไปสำรวจถ้ำลับของสมาคมการค้าตระกูลมู่กันได้เสียที ข้าอยากรู้แล้วสิว่าสมบัติที่ถูกซ่อนไว้เื้ัม่านน้ำตกนี่... จะคุ้มค่ากับแรงที่ข้าเสียไปหรือไม่"
การต่อสู้สิ้นสุดลง ทิ้งไว้เพียงซากศพอันยิ่งใหญ่เป็ประจักษ์พยานถึงอำนาจแห่งการบีบอัดมวลสาร นำพาให้ผู้รอดชีวิตก้าวเข้าสู่ความลับที่หลับใหลอยู่เื้ัม่านวารีคลั่งต่อไป