รถยนต์แบบครอบครัว 5 ประตู และรถกระบะหลังคาทรงสูงขับตามกันเข้ามาในซอยหมู่บ้านจัดสรร จากนั้นรถทั้งสองก็จอดนิ่งที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง มันเป็บ้านสองชั้นในเนื้อที่ประมาณ 500 ตารางเมตร บริเวณหน้าบ้านมีสวนหย่อมเล็ก ๆ ที่หญ้าไม่ค่อยเรียบ เลยสวนหย่อมไปเล็กน้อยมีจักรยาน 2 คันจอดอยู่ที่หน้าบ้าน คันหนึ่งทางด้านซ้ายเป็จักรยานมีตะกร้าสีชมพู ส่วนอีกคันทางด้านขวาเป็จักรยานของผู้ชาย จักรยานทั้งสองคันนี้เป็ของเน่และณุ ลูกสาวและลูกชายของบ้านนี้
“คุณจะเอาเข้าบ้านเลยใช่มั้ยครับ”
ชายคนที่ขับรถกระบะถาม
“ใช่ครับ เอ่อ... เราขอเวลาไปจัดที่แป่บหนึ่ง คุณยกลงไปรอที่หน้าประตูในบ้านเลยก็ได้”
สุรชัยบอกชายคนนั้นเสียงสั่น เพราะสิ่งที่เขาบอกให้ยกลงไปวางไว้ที่ประตูทางเข้าตัวบ้าน คือร่างไร้ิญญาของลูกสาวของตัวเอง
จากนั้นการเคลื่อนย้ายโลงเย็นจากท้ายรถกระบะก็เริ่มขึ้นทันที ผู้เป็แม่และลูกชายที่นั่งมาเป็เพื่อนลูกสาวในโลงศพ นั่งมองดูชาย 4 คน กำลังยกโลงเย็นลงจากรถแบบตาละห้อย แม่ลูกทั้งสองร้องไห้กันมาตลอดทางจนถึงบ้าน โดยเฉพาะมธุรสที่ยังไม่ทำใจยอมรับได้ ไม่มีความเลวร้ายใดเท่ากับการต้องเสียลูกของตัวเอง
“ณุมาช่วยพ่อขนของลงรถก่อน เดี๋ยวเราไปช่วยกันจัดที่ให้เน่ในบ้าน” สุรชัยร้องบอกลูกชาย
สามคนพ่อแม่ลูกช่วยกันขนกระเป๋ามากองกันไว้ที่หน้าประตูเข้าบ้าน จากนั้นสุรชัยก็ไขกุญแจเปิดประตูบ้าน โดยมีมธุรสผู้เป็ภรรยายืนร้องไห้สึกสะอื้นอยู่ข้างหลัง
“กล็อกแกล็ก!” เสียงลิ้นล็อกประตูเปิดออก
“ครืนนน!” เสียงล้อเลื่อนของโลงเย็นที่ชายทั้ง 4 คน กำลังเลื่อนดันมาที่หน้าประตู
เมื่อสุรชัยเปิดประตูบ้านเข้าไป กลิ่นอะไรบางอย่างก็โชยออกมา เขาหันไปมองภรรยาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอเงยหน้าขึ้นมามองสบตา ดูเหมือนเธอจะได้กลิ่นนั้นเหมือนกัน
“ทำไมในบ้านมันมีกลิ่นแบบนี้”
มธุรสกระซิบถามสามี
“คุณได้กลิ่นอะไร กลิ่นแบบไหน” สุรชัยถาม
“กลิ่นเหม็นเน่า!” ผู้เป็ภรรยายื่นหน้าเข้าไปใกล้สามีแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว
แม้กลิ่นเหม็นเน่านี้จะบอกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในบ้าน แต่สุรชัยนั้นเป็คนที่ไม่เชื่อเื่ผี! เขาคิดว่าผีไม่มีจริง และผีเป็เพียงความเชื่อของมนุษย์ส่วนใหญ่ที่กลัวตาย! มนุษย์กลัวว่าตัวเองจะตายแล้วหายไปเฉย ๆ ด้วยความเสียดายชีวิต ดังนั้นทฤษฎีการกลับมาเกิดใหม่จึงเกิดขึ้น เมื่อคนตายไปแล้วรอเวลากลับมาเกิดใหม่ ระหว่างที่รอคนตายจึงถูกเรียกว่าผี! ดังนั้น ผี! จึงเป็เพียงนามธรรมที่มนุษย์ทุกชาติทุกศาสนาสร้างมันขึ้นมา นี่คือความคิดที่ฝังรากลึกในจิตใจของสุรชัย
หลังจากพ่อแม่ลูกช่วยกันเก็บของย้ายตู้และสิ่งของต่าง ๆ เพื่อให้ได้ที่โล่งสำหรับวางโลงศพ ไม่นานโลงเย็นที่บรรจุศพของเน่ก็ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาในบ้าน ชายทั้ง 4 คนช่วยกันยกและเลื่อนโลงเย็นที่มีขนาดใหญ่ เคลื่อนผ่านประตูบ้านเข้ามา จากนั้นจัดวางโลงเข้าชิดผนังข้างประตูบ้าน
“พวกคุณจุดธูปบอกลูกรึยังครับ”
ชายคนหนึ่งที่เคลื่อนโลงเย็นเข้ามาถามสุรชัย
“ยังไม่ได้ทำอะไรเลยครับ แล้วก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรด้วย สมองมันตื้อมึนงงไปหมด” สุรชัยกล่าว
ชายคนที่ถามหันไปสบตากับเพื่อนเหมือนจะบอกอะไร จากนั้นพวกเขาก็เดินกลับไปที่รถ และยกกระถางธูปอันใหญ่ที่มีธูปปักอยู่ในกระถางจำนวนหนึ่งกลับมา
“พาน้องมาถึงบ้านแล้วต้องจุดธูปบอกครับ น้องเขาจะได้รู้”
ชายคนเดิมกล่าวพร้อมกับหยิบธูปที่วางอยู่ข้างกระถางมาจุดไฟ และยื่นให้ผู้เป็พ่อ
สุรชัยรับธูปมาแล้วพนมมือที่กำธูปไว้ที่อก ควันของธูปพวยพุ่งออกมาแล้วลอยไปที่โลงเย็นเป็สาย เหมือนมีอะไรดูดควันไปตรงนั้น พิษณุยืนมองดูสิ่งที่เกิดอย่างตื่นตระหนก จากนั้นก้าวขาไปยืนเบียดผู้เป็แม่ทันที
ผู้เป็พ่อมองซ้ายมองขวา ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เพราะในใจเขาเชื่อว่าลูกสาวไม่มีทางจะรับรู้อะไรได้อีกแล้ว แต่เขาก็ต้องหลับตาลงอย่างจำใจต้องพูด
“เน่พ่อพาเน่กลับมาบ้านเราแล้วนะลูก บ้านของเรานะลูก เน่โตขึ้นมาที่บ้านหละ... หลังนี้”
สุรชัยกลืนก้อนแข็ง ๆ ลงคออย่างยากเย็น มันคือเสียงสะอื้นที่พวยพุ่งออกมาจากอกของเขา
มธุรสโผเข้าไปกอดสามีพร้อมกับลูกชาย ทั้งสามกอดกันกลมร้องไห้อยู่หน้าโลงศพ พวกเขาไม่อยากจะเชื่อว่าความตายจะมาพรากลูกสาวและพี่สาวไปไวถึงขนาดนี้
“มันเร็วเกินไป มันเร็วเกินไป๊ พ่อไม่ทันได้ทำอะไรเลยเน่ ทำไมเน่! ทำไมถึงเป็แบบนี้ ฮะ ฮะ ฮ๊า...!”
สุรชัยร้องออกมาเหมือนคนเสียสติ
“เน่ เมื่อวานเน่ยังคุยกับแม่อยู่เลยว่า จะกลับมาทำการบ้านต่อ เน่บอกบอกว่ามีงานค้างเยอะ ฮือ ฮือฮือ ทำไมล่ะลูก ทำไมถึงเป็แบบนี้ แม่ไม่ไหวแม่รับไม่ได้ มันเร็ว มันเร็วเกินไป๊ เน่!”
มธุรสแหกปากร้องพร้อมกับทุบอกตัวเอง
พิษณุลูกชายคนเล็กกอดพ่อกับแม่แน่นด้วยความะเืใจ เด็กหนุ่มมองดูโลงเย็นสีเงินที่ตั้งชิดผนังบ้าน นึกถึงภาพของพี่สาวที่นอนอยู่ในโลง สลับกับภาพใบหน้าของพี่สาวที่เล่นหัวกันมาั้แ่เด็ก มันยิ่งทำให้หัวใจของเขาสลดหดหู่ ความเสียใจที่เขาไม่เคยััมาก่อน มันช่างทำใจให้ยอมรับไม่ได้เลย
บัดนี้ควันธูปที่ลอยคละคลุ้งไปทั่วบ้าน ทำให้กลิ่นเหม็นเน่านั้นค่อย ๆ จางหายไป เหลือเพียงกลิ่นของความเศร้าโศกอาลัยตลบอบอวลในบ้าน