หลินอันรูปร่างสูงใหญ่ต่อให้มีเด็กสองคนอยู่บนหลังของเขา ก็สามารถแบกได้อย่างปลอดภัย
พวกเขาเร่งเดินทางกลับบ้านหลินระหว่างทาง หลินอันอยากคุยกับสวีหว่านหนิงหลายครั้งแต่ทุกครั้งที่คำพูดจ่ออยู่ตรงริมฝีปาก เขากลับกลืนมันลงไป
สวีหว่านหนิงดูออกว่าเขามีเรื่องอยากพูดจึงถามว่า“คุณอยากพูดอะไรกับฉันหรือ”
“อาจจะ...” หลินอันเม้มปาก “หลินเฉวียนกับไต้เหว่ยรวมถึงเด็กสองคนนี้คงต้องอยู่ฉลองตรุษจีนที่บ้านเรา”
สวีหว่านหนิงเงียบไปชั่วอึดใจ
หลินอันเห็นเธอเงียบไปก็รู้สึกหวั่นๆ
เกิดเธอทำใจยอมรับไม่ได้จะทำอย่างไร
จิตใต้สำนึกของเขารู้สึกว่าสวีหว่านหนิงไม่น่าจะรังเกียจครอบครัวของหลินเฉวียน แต่เขาอดกังวลไม่ได้
ขณะคิดอยู่นั้นเขาก็ได้ยินเสียงสวีหว่านหนิงถอนหายใจแรง ก่อนจะถลึงตาใส่เขาอย่างกล่าวโทษ
“ฉันไม่น่าเชื่อฟังคุณเลยว่าให้รอถึงฤดูใบไม้ผลิก่อนค่อยสร้างบ้านใหม่ตอนนี้พวกหลินเฉวียนกลับมาแล้ว ไม่มีแม้แต่ที่อยู่อาศัย ฉันคงต้องคิดให้ดีแล้วว่าคนเยอะขนาดนี้จะนอนกันยังไง”
บ้านหลินมีห้องรับแขกหนึ่งห้องกับห้องอื่นๆอีกสามห้อง ซึ่งก็คือห้องนอนของแม่หลิน ห้องนอนของต้าชุนกับเยาเม่ยและห้องนอนของเธอกับหลินอัน
แต่ละห้องพื้นที่ไม่กว้างมากเด็กสี่คนอาจจะนอนด้วยกันได้ เธอกับหลินเฉวียนและแม่หลินนอนด้วยกันได้ส่วนไต้เหว่ยให้นอนห้องเดียวกับหลินอัน
แต่ถ้านอนแค่คืนสองคืนคงพอไหวนานเกินไปเธอคงทนไม่ไหว
เวลานอนเธอไม่ชอบให้มีคนอื่นอยู่ข้างๆ
“ช่างเถอะก่อนตรุษจีนอย่าเพิ่งทำอะไร หลังตรุษจีนค่อยว่ากัน”
แม้จะเป็นไปตามคาดแต่หลินอันก็รู้สึกโล่งใจ
ตอนนี้เขามั่นใจแล้วว่าสวีหว่านหนิงไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
หากไม่พูดถึงความเอาใจใส่ต้าชุนกับเยาเม่ยในทุกๆวัน แค่เพียงเมื่อครู่ตอนเธอเช็ดมือให้ต้ายากับเถี่ยตั้น รอบตัวเธอก็เต็มไปด้วยความอ่อนโยนมันคือสิ่งที่เขาไม่เคยพบเห็นจากตัวเธอมาก่อน
เธอที่เป็นแบบนี้ดึงดูดสายตาของเขาตลอดเวลา
“ขอบคุณนะ”
ลมแรงพัดมากลบเสียงแผ่วเบาของหลินอันไปจนหมด
สวีหว่านหนิงฟังไม่ค่อยชัดเธอมองหน้าเขาอย่างสงสัย “เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ”
“ฉันบอกว่าเหมือนจะเห็นเกวียนแล้ว เรานั่งเกวียนกลับกันดีไหม”
สวีหว่านหนิงคิดภาพตัวเองนั่งเกวียนฝ่าสายลมหนาวที่พัดโหมมาจากทั่วทุกสารทิศแล้วส่ายหัวทันที
“อย่าเลยเดินเท้าอุ่นกว่านั่งเกวียนมาก”
อีกอย่างความเร็วของเกวียนก็ไม่เร็วมาก ตอนนี้พื้นดินหนาวจนเป็นน้ำแข็งไม่แน่เดินเท้าอาจจะเร็วกว่า
“ถ้าคุณแบกไม่ไหวแล้วส่งต้ายามาให้ฉัน ฉันจะอุ้มเธอเอง”
หลินอันจัดท่าทางให้เด็กสองคนใหม่“ฉันไหว เพิ่มเธออีกคนก็ยังแบกไหว!”
“จริงเหรอ?” สวีหว่านหนิงเอียงศีรษะมองเขา “ถ้าไม่อย่างนั้นคุณแบกฉันด้วยดีไหม”
สิ้นคำหลินอันก็หยุดเดิน เขาจับตัวต้ายากับเถี่ยตั้นมาอยู่ด้านหน้าแล้วใช้แขนข้างหนึ่งโอบตัวพวกเขาไว้ จากนั้นก็ใช้มืออีกข้างตบแผ่นหลังพลางร้องเรียกสวีหว่านหนิง “ขึ้นมาสิ ฉันแบกเธอเอง”
เอาจริงเหรอ?
สวีหว่านหนิงกลายเป็นฝ่ายตกใจเธอรีบโบกมือ “ไม่เป็นไรๆ ฉันเดินเองได้”
พูดจบเธอก็รีบจ้ำเท้ากลัวว่าหากเดินช้ากว่านี้จะถูกหลินอันแบกขึ้นหลังจริงๆ
เรื่องนี้ทำให้สวีหว่านหนิงกับหลินอันรู้สึกใกล้ชิดกันมากขึ้นอย่างน่าประหลาดทั้งคู่คุยกันไปตลอดทาง ไม่ทันไรก็กลับมาถึงบ้านหลิน
วันนี้แม่หลินใจคอไม่ดีตลอดทั้งวันแทบจะนั่งไม่ติด
เธอรู้สึกหวั่นใจอย่างประหลาดสังหรณ์ใจว่าจะมีเรื่องใหญ่บางอย่างเกิดขึ้น
เธอเดาว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลินเฉวียน
แต่หลินอันกับสวีหว่านหนิงยังไม่กลับบ้านเธอทำได้แค่ชะเง้อมองไปที่ประตูบ้านอยู่ตลอดเวลา
ในที่สุดเธอก็เหินลูกชายกับลูกสะใภ้เดินเคียงบ่าเคียงไหล่กลับมาถึงบ้านก่อนฟ้ามืด
“ฉันเห็นแม่แล้ว” สวีหว่านหนิงถอนหายใจ “อีกเดี๋ยวถ้ารู้เรื่องหลินเฉวียนถูกทำร้ายร่างกายแม่จะปวดใจขนาดไหนนะ”
แต่จะปิดบังเรื่องนี้ก็คงไม่ได้
“ทำไมพวกลูกถึงพาต้ายากับเถี่ยตั้นกลับมาด้วยล่ะ” แม่หลินเห็นหลินอันแบกหลานสองคนมาด้วยก็รีบถามทันที “เฉวียนเฉวียนล่ะ ทำไมถึงไม่กลับมาพร้อมกัน”
“แม่เข้าบ้านก่อนเถอะครับ พวกเราเดินกลับมา ขาค่อนข้างล้า”
ต้าชุนกับเยาเม่ยกำลังทำการบ้านที่สวีหว่านหนิงสั่งไว้อยู่ในห้องพอได้ยินเสียงด้านนอก เด็กสองคนก็รีบวางดินสอในมือแล้ววิ่งออกมาทันที
“พ่อพ่อกลับมาแล้ว!”
เยาเม่ยโถมตัวเข้าสู่อ้อมกอดของหลินอันทันที
เมื่อคืนตอนหลินอันกลับมาเด็กสองคนกำลังหลับสบาย วันนี้ก่อนออกจากบ้านตอนเช้า พวกเขาก็ยังไม่ตื่น
ดังนั้นต้าชุนกับเยาเม่ยจึงรู้แค่ว่าพ่อกลับมาแล้วแต่ยังไม่ได้เจอหน้าเขา
“เยาเม่ยลูกกับพี่ชายพาต้ายากับเถี่ยตั้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เอาเสื้อกันหนาวที่คุณย่าเย็บให้พวกลูกออกมาให้น้องๆใส่ ได้หรือเปล่า”
แม่หลินทำเสื้อกันหนาวตัวใหม่สองตัวให้กับต้าชุนและเยาเม่ยพวกเขาไม่ใช่เด็กใจแคบ ว่าแล้วก็หยิบเสื้อกันหนาวออกมา
“ของหนูให้น้องต้ายาของพี่ให้น้องเถี่ยตั้นค่ะ”
“แม่คะคืนนี้พวกเราคงต้องเผาไฟให้บ้านให้อุ่นขึ้นหน่อยค่ะ ฉันอยากให้เด็กสองคนอาบน้ำ”
เส้นผมของต้ายาเหนียวพันกันไปหมดดูจากใบหน้าและข้อมือที่โผล่พ้นร่มผ้าก็รู้ว่าเด็กสองคนนี้ไม่ได้อาบน้ำมานานมากแล้ว
แม้สวีหว่านหนิงจะไม่ได้มีนิสัยรักความสะอาดมากขนาดนั้นแต่เธอยอมรับความสกปรกไม่ได้
“ได้สิแม่จะไปทำให้ พวกลูกรีบบอกแม่มา เฉวียนเฉวียนเป็นอะไรกันแน่”
สวีหว่านหนิงมองหน้าหลินอันเธอตัดสินใจให้เขาเป็นคนเล่า
เธอกลัวว่าตัวเองเล่าแล้วจะแฝงอารมณ์ส่วนตัวมากเกินไป
หลินอันเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่หลินฟังอย่างเป็นกลาง
ตอนได้ยินว่าหลินเฉวียนถูกเหล่าสะใภ้จับกดกับพื้นแล้วทุบตีแม่หลินถึงกับร้องไห้โฮเสียงดัง
“เฉวียนเฉวียนที่น่าสงสารลูกไปทำเวรทำกรรมอะไรมา คนพวกนั้นทำไมถึงจิตใจเหี้ยมโหดเช่นนี้...”
ต้ายาตกใจมากและเริ่มร้องไห้เงียบๆ
เถี่ยตั้นเห็นพี่สาวร้องไห้พ่อแม่ก็ไม่อยู่ด้วย เด็กชายวัยเพิ่งสามขวบรู้สึกหวาดกลัว และเริ่มร้องไห้เสียงดัง
ในชั่วพริบตาทั้งบ้านก็เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ของแม่หลินและเถี่ยตั้น
สวีหว่านหนิงปลอบใจคนไม่เก่งจึงต้องบอกหลินอันว่า “คุณปลอบใจแม่หน่อยสิ อย่าให้แม่ร้องไห้อีกเลย”
หลินอันทำหน้าลำบากใจ“ฉันกลัวพูดไปแล้วแม่จะไม่ฟัง”
แม่หลินมีลูกแค่สองคนคือหลินอันกับหลินเฉวียนแต่ละคนคือแก้วตาดวงใจของเธอ
เมื่อได้ยินว่าลูกสาวที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาเกือบปีถูกทรมานเธอมีหรือจะรับไหว
สวีหว่านหนิงเดาะลิ้นเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร ปล่อยให้แม่หลินร้องไห้ต่อไป
แม่หลินร้องไห้จนพอแล้วถึงพูดด้วยเสียงแหบว่า “เฉวียนเฉวียนล่ะ?”
“ไต้เหว่ยพาเธอไปโรงพยาบาลค่ะแม่วางใจได้นะคะ หลินเฉวียนบาดเจ็บภายนอกเท่านั้น ไม่ร้ายแรงมากพรุ่งนี้ก็คงกลับมาแล้ว”
สวีหว่านหนิงเป็นคนพูดปลอบแม่หลินหลินเฉวียนเนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล ไม่รู้ว่าถูกทุบตีมาแล้วกี่ครั้งและไม่รู้ว่าอวัยวะภายในได้รับการกระทบกระเทือนด้วยหรือเปล่า
ด้วยเหตุนี้เธอจึงกำชับไต้เหว่ยว่าจะต้องให้หลินเฉวียนตรวจร่างกายอย่างละเอียด
แต่เรื่องนี้เธอไม่กล้าบอกแม่หลินจึงปลอบใจอีกฝ่ายไปก่อนชั่วคราว
“ยังมีอีกเรื่องค่ะฉันมีข่าวดีจะบอกแม่”