ตอนที่ 3 มีความลับอะไรในตระกูลบลูม
800 ปี ของตระกูลบลูม อย่างนั้นหรือ
ชีวิตอันยาวนานของปาสคาล ความเคว้งคว้างจากชีวิตที่ผ่านพ้นไปของเขาในฐานะทายาทหนึ่งเดียวแห่งตระกูลผู้มั่งคั่ง ความเคว้งคว้างนั้นได้ห่อหุ้มจิตวิญญาณฉางเค่อจนไม่สามารถรู้สึกสิ่งใดได้ ไม่หนาว ไม่ร้อน แต่ก็ไม่อบอุ่น ไม่รู้สึกกลัว แต่ก็ไม่ใช่ที่ปลอดภัยฉางเค่อเหมือนโดนดูดลงหลุมลึกกลางทะเลทราย แล้วมาโผล่ในห้องเปล่าอันกว้างใหญ่ ห้องเปล่าไร้สิ่งของ อิสระจากความรกรุงรังแต่กลับถูกพันธนาการไว้ด้วย พื้น เพดาน และผนังสีขาวสุดลูกหูลูกตา ความกว้างของห้องไม่สามารถระบุขนาดที่แท้จริงได้ เหมือนเห็นกำแพงรอบสี่ทิศ แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องเดินไปไกลสักแค่ไหนจากจุดกึ่งกลางห้อง จึงจะสุดขอบเขตของมันณ กลางห้องนั้นเอง มีเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ดวงตาสีฟ้าประกายสดใส ผมหยักศกสีน้ำตาลเข้ม แก้มสีชมพู แลดูน่ารักและคมเข้มในเวลาเดียวกัน ปรากฎรอยยิ้มบางๆบนดวงหน้าน้อยๆไร้เดียงสาตลอดเวลา“คุณแม่ครับ คุณพ่อไปอยู่ไหนเหรอครับ ผมอยากเจอคุณพ่อครับ”เด็กน้อยเงยหน้าพูดกับความว่างเปล่า ทำทีเหมือนสะกิดใครสักคนในอากาศ คงจะมีบางคนที่เด็กน้อยเห็นแต่เพียงผู้เดียว แต่ฉางเค่อไม่เห็นใครเลยนอกจากความว่างเปล่า“ทำไมบ้านเรามีเงินเยอะแยะขนาดนี้ แต่ทำไมถึงซื้อคุณพ่อกลับมาไม่ได้ครับ” แววตาเด็กน้อยสุกใสและลุกวาว ความตั้งใจแน่วแน่ในการแสวงหาความอบอุ่น ความไร้เดียงสาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังจะเติมเต็มคำว่า “ครอบครัว” แม้จะดูน้อยใจในโชคชะตา แต่เพราะความวัยเยาว์ พลังความหวังยังคงส่องประกายชัดเจนฉางเค่อเข้าใจความรู้สึกของปาสคาลในวัยเด็กคนนี้อย่างลึกซึ้ง เขาเองก็มีความปรารถนาอยากพบหน้าพ่อแม่ เด็กกำพร้ายากจนแบบเขา มีหรือจะไม่เข้าใจ“คุณแม่ครับ อาณาจักรบลูมมิ่งซัน คุณพ่อก่อตั้งเองทั้งหมดเลยหรือครับ มันสุดยอดมากๆ”“ทำไมใครๆก็บอกว่า ผมไม่ควรเป็นลูกพ่อครับ ทั้งๆที่ผมยังไม่ได้แม้แต่เจอคุณพ่อตัวเป็นๆเลย ผมทำอะไรผิดไปหรือครับแม่”ปาสคาลในวัยเด็กพรั่งพรูคำถามออกมาเป็นร้อยพัน เสียงเจื้อยแจ้วดังก้องเต็มอากาศ แต่ก็ไม่มีพระเจ้าที่ไหนประทานคำตอบใดๆเลย
“แกมันตัวซวย พอแกเกิดมา พ่อแกก็ต้องฆ่าตัวตาย”เสียงผู้หญิงจากที่ไหนสักแห่งดังกังวานไปทั้งห้อง เด็กน้อยหยุดถามคำถามที่เคยพรั่งพรู เขาก้ม หน้าและนิ่งไป“แม่แก มันร้ายกาจ วางแผนชั่วทำให้นิคาซิโอต้องตายอย่างน่าอนาถ อย่านึกว่าฉันไม่รู้นะ”“ใครจะไปคิดว่าหน้าตาใสซื่อแบบแม่หนู จะวางแผนฆ่าสามีตัวเองได้ลงคอ”มีเสียงอื่นๆดังแทรกเข้ามา คลื่นเสียงเซ็งแซ่ เสียงมาจากทั่วทุกสารทิศรอบทิศทางของห้องเปล่านี้“งานศพสามีตัวเองแท้ๆ แม่แกยังไม่มาเหยียบเลย นี่มันหมายความว่ายังไง”“หนูจำไว้นะ พ่อหนูเป็นคนที่แข็งแกร่งมาก คนอย่างพ่อหนูไม่มีทางฆ่าตัวตายเด็ดขาด เรื่องนี้ใครๆก็รู้”ฯลฯ อีกสารพัดการก่นด่า จนปาสคาลรู้สึกเกลียดเลือดเนื้อพ่อและแม่ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายนี้ การเกิดขึ้นเป็นตัวเขานี้ ช่างน่าเวทนา ความโดดเดี่ยวที่ไม่ใช่แค่ความรู้สึกขาดความอบอุ่น แต่เป็นความโดดเดี่ยวที่เต็มไปด้วยความชิงชัง
จากห้องสีขาว จู่ๆพื้นขาวก็กลับกลายเป็นสีดำ เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็อยู่ตรงหน้าหลุมศพของใครสักคน“เชิญคุณหนูปาสคาล วางดอกไม้ตรงนี้ครับ”ชายร่างผอมใส่แว่นตา บอกกับปาสคาลในวัย 7-8 ขวบ แต่เด็กน้อยกลับนิ่งเฉย มองตรงไปยังหลุมศพ มีป้ายสลักบนหินอ่อนสีดำเงา “นิคาซิโอ บลูม”ดวงตาเด็กน้อยว่างเปล่าไร้จุดหมายราวกับไม่มีความรู้สึกใดๆ แต่มือข้างหนึ่งบีบมือของคาร่าไว้แน่นจนเล็บของเด็กน้อยจิกเข้าไปที่อุ้งมือของผู้เป็นแม่ คาร่าจูงมือปาสคาล แล้วเดินเขยิบเข้าไปใกล้ป้ายหลุมศพอีกสักเล็กน้อย ก่อนเธอจะนั่งยองๆลงจนสายตาเธออยู่ในระดับเดียวกันกับลูกชาย เธอเอามือทั้งสองข้างจับไหล่ของเด็กน้อยทั้งซ้ายขวา แล้วพูดว่า“นี่คือตัวแทนพ่อของลูก แม่พาลูกมาหาพ่อแล้ว อย่าได้น้อยใจในโชคชะตานี้เลย และอย่าได้ภาคภูมิความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรบลูมที่พ่อสร้างขึ้นมาด้วย ทั้งหมดที่ลูกเห็นไม่ใช่สิ่งที่พ่อของลูกต้องการ”เด็กน้อยน้ำตาคลอเบ้า ภายในจิตใจเต็มไปด้วยคำถาม“คุณพ่อไม่ต้องการผมด้วยหรือเปล่าครับ”“คุณพ่อตายได้ยังไงครับแม่” ปาสคาลตาแดงกล่ำ ในใจก็หวังเพียงคำตอบยืนยันจากแม่เท่านั้นว่าไม่ใช่เพราะคาร่า และตัวเอง ที่ทำให้พ่อต้องตาย ทว่าคาร่ากลับนิ่งเงียบ ปล่อยให้คำถามของปาสคาลไร้คำตอบ เสมือนว่าเป็นการตอกลิ่มความผิดลงซ้ำเข้าไปในจิตใจของปาสคาลอย่างทารุณคาร่าจ้องมองลูกชายตนเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่จะดึงตัวเข้ามากอดไว้ แล้วปาสคาลก็น้ำตาไหลอาบแก้มจนเสื้อโค้ดของคาร่าเปียกชื้นไปหมดฉางเค่อจ้องมองภาพแม่ลูกหน้าหลุมศพอย่างสะเทือนใจ แต่พอฉางเค่อกระพริบตาในจังหวะหนึ่งเท่านั้น อุณหภูมิรอบกายก็พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน ฉางเค่อรู้สึกร่างกายโงนเงน เหมือนจะควบคุมการทรงตัวไว้ไม่ค่อยอยู่เสียแล้วพอมองไปตรงหน้า เขาก็เห็นปาสคาล บลูม ในร่างเด็กวัยรุ่นชาย นัยตาเขายังเหมือนเดิม สีฟ้าแสนเยือกเย็นเขายืนอยู่บนยอดตึกที่สูงที่สุด มองไปรอบไม่มีที่ใดสูงกว่าจุดที่ยืนอีกแล้ว ราวกับว่า ณ ที่ตรงนี้บ่งบอกถึงสถานะของความเป็นทายาทหนึ่งเดียวอย่างไรอย่างนั้น ท้องฟ้าสีดำสนิท ยิ่งทำให้เปลวเพลิงด้านล่างยิ่งดูลุกโชติช่วงข้างล่างตึกมีไฟลุกไหม้เป็นบริเวณกว้าง มันเป็นทะเลเพลิง ทะเลเพลิงภายในอาณาจักรบลูมมิ่งซัน ควันดำลอยคลุ้งเต็มอากาศ มีคนด้านล่างเต็มไปหมด หลายคนชูป้ายขนาดมหึมาเขียนข้อความต่างๆ เท่าที่เห็นคือ นี่คือการประท้วงของพนักงานในอาณาจักรบลูมมิ่งซัน“พวกเราขอให้มีการรื้อฟื้นคดีของท่านนิคาซิโอใหม่ พวกเราไม่เชื่อว่านี่เป็นการฆ่าตัวตาย!”“คนอย่างท่านนิคาซิโอ ไม่มีทางฆ่าตัวตายเป็นแน่”“คืนความเป็นธรรมให้ท่านนิคาซิโอด้วย คืนความเป็นธรรมให้อาณาจักรบลูมมิ่งซัน!”เสียงโหวกเหวกโวยวายดังระงมไปทั่วบริเวณฺ คนเป็นพันกำลังก่อจราจลขึ้นในบริเวณบริษัทของบลูมมิ่งซัน ทุกคนดูเต็มไปด้วยความโกรธขึ้ง แต่คนด้านบนตรงนี้ทุกคนกลับดูนิ่งเฉย แม้แต่อาการหงุดหงิดก็ไม่มีให้เห็นเลย“ปล่อยให้พวกมันประท้วงไป ...ซามูเอลช่วยลิสรายชื่อคนพวกนี้ให้ที ดูว่าอยู่แผนกไหนของบริษัทบ้าง” คาร่ายืนอยู่ไม่ไกลจากปาสคาล บอกกล่าวกับชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นชายคนเดียวกันกับตอนที่ไปหลุมศพของนิคาซิโอ บลูม เขาชื่อ ซามูเอล นี่เอง“ได้ครับท่านคาร่า”“ลิสรายชื่อแผนกมา แล้วจัดการเผาแผนกนั้นซะในสัปดาห์หน้า”“เอ่อ ท่านคาร่าครับ แบบนั้นเท่ากับเป็นการเผาบริษัทตัวเองนะครับ”“บริษัทเราเอง จะทำอะไรก็ได้มิใช่หรือ” คาร่ามองปราดไปยังซามูเอล แล้วกำชับคำเดิม “จัดการเรื่องนี้ให้ด้วย หลังจากเผาแล้ว ช่วยไล่พนักงานพวกนี้ออกด้วย”
ฟรึ่บ ! สิ้นสุดประโยคของคาร่า อุณหภูมิรอบกายฉายเค่อก็สูงขึ้นอีก คราวนี้กลับยิ่งร้อนดังแผดเผาราวอยู่ใจกลางของเปลวเพลิงทะเลสีเพลิงอยู่เบื้องหน้าแล้ว ไฟได้ลุกล้อมอาณาจักรบลูมมิ่งซัน มีเสียงระเบิดดังปะทุขึ้นเป็นครั้งคราว ลมร้อนพัดแรงปะทะผิวกาย ยิ่งโหมไฟให้ลุกโชติ เปลวเพลิงเริงระบำสูงขึ้นและสูงขึ้น ราวกับวัชพืชที่งอกงามไม่รู้จักตายในดวงตาของคาร่า เปลวเพลิงดูน่าพอใจ เธอยิ้มมุมปาก ปาสคาลจ้องมองดวงตาแม่ตัวเองอย่างแจ่มชัด เขาเห็นแม่ตนเองกำลังเพ่งพิศเปลวไฟด้านล่างอย่างใจเย็นปาสคาลดูเป็นคนพูดน้อย พูดเท่าที่จำเป็น เขาเลิกถามคำถามกับโลกใบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะชีวิตที่ยืนยาวกระนั้นหรือ จึงทำให้เขา ณ ตอนนี้ ช่างแตกต่างจากตัวเขาในวัยเด็กยิ่งนัก ที่จริงเขามีคำถามมากมายเหลือเกินที่ต้องการหาคำตอบ แต่พอเหมือนจะได้คำตอบ เขาก็กลับรู้สึกกลัว คำถามต่างๆค่อยๆเหือดแห้งไป“ปาสคาล ลูกรู้ใช่ไหมว่า ทั้งหมดที่นี่คือของลูก” คาร่าหันมาถามลูกชาย“ทราบครับ”“อาณาจักรนี้ยังไม่ใช่ทั้งหมดหรอกนะ มันเป็นเพียงสะพานเชื่อมเท่านั้น ไปสู่สิ่งที่ดีที่สุดกว่าตอนนี้ อย่างที่แม่เคยบอก บลูมมิ่งซันที่ลูกคุ้นเคยไม่ใช่สิ่งที่พ่อลูกต้องการ” แววตาคาร่าดูเวิ้งว้าง จิตใจเธอแล่นไปสักที่หนึ่ง ที่ๆไม่มีใครรู้จัก คำพูดปริศนา ความลับบางอย่างยังไม่ถูกเปิดเผย เพียงแต่รอเวลา...จนกว่าแววตาของเธอจะยอมปลดเปลื้องจากความเวิ้งว้างนั้น“เมื่อถึงเวลา แม่จะบอกเรื่องที่ลูกต้องรู้”ปาสคาลฟังแล้วก็หายใจเข้าลึกอย่างช้าๆ เงยหน้ามองท้องฟ้าสีดำที่ไม่ค่อยมืดเสียเท่าไร แต่กลับวูบวาบไปด้วยเปลวเพลิงฉางเค่อคือพยานชีวิตของปาสคาลไปโดยปริยาย ภาพทรงจำตัดสลับ โยกไปโยกมา ชัดบ้าง พร่าเลือนบ้าง เขาเหนื่อยล้า การโฟกัสและเค้นพลังในการควบคุมสติเป็นไปอย่างยากลำบาก อาจเป็นเพราะปาสคาลคือคนสุดท้ายลำดับที่ 12 ของวันนี้เสียด้วยฉางเค่อยังคงพยายามเค้นเพื่อเอาคำตอบของความลับนั้น แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เจอคำนั้นจริงๆเสียทีว่าอะไรคือความลับนั้น ทำไมตระกูลนี้ถึงเต็มไปด้วยความลับของความลับ ขนาดอยู่ท่ามกลางศูนย์กลางของตระกูล คนระดับปาสคาลทายาทเพียงคนเดียว ก็ยังไม่รู้ความลับบางอย่างของตระกูลตัวเองเลยด้วยซ้ำ“คุณฉางเค่อครับ พอจะพูดออกมาได้ไหมครับ”หลังจากที่ปาสคาลรอคำตอบจากพ่อหมออยู่นาน ก็เลยตัดสินใจถามซ้ำ ทั้งหวั่นใจกับความจริงที่ได้รู้ แต่อีกใจก็เริ่มสงสัยในตัวฉางเค่อขึ้นมาตะหงิดๆฉางเค่อสะดุ้งตัวนิดหน่อย เหงื่อแตกท่วมหลัง แต่ไม่มีใครเห็นเพราะชุดคลุมยาว ตอนนี้เขากระวนกระวายใจเข้าเสียแล้ว ฉางเค่อพอจะจับสัญญาณได้ว่าปาสคาลอาจจะเริ่มระแวงขึ้นมาแต่ด้วยสกิลที่ฉางเค่อฝึกมาอย่างดี ไม่ว่าจะด้านการแสดงท่าที หรือคำพูดคำจา ก็ปั้นได้เหมือนสำนวนที่ว่าปั้นน้ำเป็นตัว“อะแฮ่ม… ขอประทานโทษครับคุณปาสคาล ผมเกรงว่าสิ่งที่ผมพูดไป จะไม่ส่งผลดีกับใคร และไม่ส่งผลดีกับรูปคดีด้วยครับ”ปาสคาลใช้สายตาเย็นยะเยือกมองฉางเค่อตาไม่กระพริบ ฉางเค่อหวั่นใจกลัวจะถูกจับได้ คนระดับนี้คงฉลาดเป็นกรด ขนาดแผนการเพลิงไหม้ที่เห็นเมื่อกี้ยังสะพรึงและแนบเนียน ไฉนเลยลูกไม้ตื้นๆแค่นี้จะสยบความเคลือบแคลงได้เอาล่ะ เขาต้องคิดให้ออกว่าจะเอาอะไรออกมาเป็นไม้เด็ด จะใช้วิธีขมขู่แบล็คเมลได้ไหมนะ ฉางเค่อคิดไม่ตก ไม่อยากจะใช้วิธีนี้เท่าไหร่ แต่ก็เป็นวิธีเดียวที่พอจะนึกออกตอนนี้ ประจวบกับจะให้ไปคุ้ยความทรงจำของปาสคาล ณ ขณะนี้อีกก็ทำไม่ไหวเสียแล้ว ตอนนี้พลังของฉางเค่อแทบจะหมดเกลี้ยงแล้วเอาวะ ยังไงก็ต้องเล่นไปตามบท ฉางเค่อไม่มีทางเลือกแล้วสินะ“ท่านปาสคาลแห่งอาณาจักรบลูมมิ่งซัน กำลังสงสัยในตัวผมใช่ไหมครับ”“...” ปาสคาลส่งความเงียบเป็นคำตอบตายแน่ๆ ตายแน่ๆ ฉางเค่อหัวใจเต้นตูมตาม พูดหยอดไปแบบนั้นเพื่อลองเชิงความคิดของปาสคาล แล้วก็จริงเสียด้วย ปาสคาลชักจะระแวงในตัวเขาขึ้นมาแล้ว ฉางเค่อกลัวตัวเองจะหลุดไต๋ ใช้พลังสติปัญญาทั้งหมด เล่นละครต่อไปฉางเค่อแสร้งยกมุมปากขวาขึ้น ยิ้มเย้ยเชิงเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่า ทั้งที่ข้างในใจกลัวสั่นระริก ก่อนที่เขาจะเอนหน้าเข้าไปใกล้ปาสคาล แล้วกระซิบข้างหูเบาๆ“อันที่จริงเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่บลูมมิ่งซันเมื่อ 700 ปีก่อน ไม่ใช่อุบัติเหตุตามที่ประโคมข่าวกันสินะครับ”ปาสคาลยังคงทำหน้าเรียบเฉย“ดูเหมือนจะมีเพลิงไหม้ที่บลูมมิ่งซันบ่อยเกินไป” อันที่จริงฉางเค่อเห็นภาพเพลิงไหม้ที่บลูมมิ่งซันเต็มไปหมด แต่จับต้นชนปลายไม่ถูก สติที่เหลืออยู่ตอนนี้ไม่สามารถจะสืบค้นควบคุมเพื่อปะติดปะต่อเรื่องราวใดๆได้ คงต้องรอฟื้นพละกำลังจิตเสียก่อน“บางอย่างผมก็ยังพูดมากไม่ได้หรอกครับ คุณแม่คาร่าของคุณรู้ดีครับ”ถึงแม้ปาสคาลจะดูนิ่งสงบมาก แต่ตอนนี้ภายในใจเขากลับรุ่มร้อนขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน บางอย่างในใจของเขาถูกปลุกขึ้นมา คล้ายๆกับว่าคำถามมากมายที่เคยแห้งหายไปจากใจเป็นเวลาหลายร้อยปี รวมถึงความรู้สึกไร้เดียงสาในการแสวงหาคำตอบแบบเด็กๆค่อยๆประทุขึ้นคำถามที่เคยกลัวคำตอบ เหมือนจะไม่กลัวอีกต่อไป พอฉางเฉ่อได้แง้มประตูเพียงเล็กน้อย ทั้งๆที่เป็นการคุยกับแม่ตนเองผ่านร่างทรงของฉางเค่อ มันจะต่างอะไรกันกับการคุยกับแม่ตัวเองยามมีชีวิตกันเล่า ปาสคาลนึกสงสัย แต่ก็ช่างแตกต่างกันจริงๆ การพูดคุยกับฉางเค่อให้ความรู้สึกแตกต่างกันออกไป เขารู้สึกว่าฉางเค่อจะรู้ความจริงได้มากกว่าราวกับพระเจ้าที่สามารถหยั่งรู้ในส่วนลึกของคาร่าและปาสคาล
“เพลิงไหม้ในห้องทำงานคุณแม่ก็ไม่ใช่อุบัติเหตุใช่ไหมครับ”ปาสคาลถามฉางเค่อเบาๆ พลันเส้นประสาทก็แปลบปลาบเข้ามาที่ท้ายทอยของฉางเค่ออีกครั้ง คำพูดของปาสคาลได้เหนี่ยวนำความรู้สึกนึกคิดและความทรงจำที่ถ่ายโอนมาโดยไม่ทันตั้งตัว บัดนี้ฉางเค่ออ่อนแรงเกินกว่าจะควบคุมสติแล้วภาพ เสียง และอุณหภูมิของไฟ ก็พวยพุ่งขึ้นมาครอบงำสติสัมปชัญญะทั้งหมดของฉางเค่อ ตรงหน้าฉางเค่อตอนนี้คือ ใจกลางกองไฟในห้องๆหนึ่ง ทั้งอึดอัด และร้อนแสบแทบละลาย“ไฟไหม้ห้องท่านประธานคาร่า ! เร็วเข้า เร็วทุกคนมาดับไฟ!”“เร็วเข้า รีบเข้ามาพาตัวคุณแม่ออกมาเดี๋ยวนี้!” เสียงปาสคาลตะโกนลั่น“ท่านปาสคาลอย่าเข้าไปนะครับ! มันอันตราย!” เสียงของใครสักคนตะโกนห้ามปรามไม่ให้ปาสคาลเข้ามาในห้องทำงานแห่งนี้ที่ท่วมไปด้วยเปลวไฟแอด! แอด! แอด! เสียงสัญญาณไฟดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว จู่ๆภาพในหัวของฉางเค่อก็ดับวูบเป็นสีดำ แต่ยังรู้สึกร้อนไม่ต่าง“ฉางเค่อ ไฟไหม้ชมรมเราแล้ว!”
(โปรดติดตามตอนต่อไป)