ตอนที่ 5 :หัวหน้าเขตซุนเหวินเยี่ยน
เรือนด้านหลังศาลาว่าการเขต
หัวหน้าเขตซุนเหวินเยี่ยนนอนอยู่บนเก้าอี้มีสาวใช้ที่งดงามอยู่ข้างกายสองสามนาง มาคอยปรนนิบัติพัดวีและกำลังใช้ชีวิตไปอย่างผ่อนคลาย
“ใต้เท้า”
ที่ปรึกษาจางเชิงฉายวิ่งล้มลุกคลุกคลานเข้ามาเหงื่อไหลทะลัก และกล่าวว่า “ใต้เท้า รีบไปที่ห้องโถงใหญ่ของศาลาว่าการเขตเถิด”
ซุนเหวินเยี่ยนชำเลืองมองจางเชิงฉายและเอ่ยอย่างมิได้ให้ความสนใจ “ที่ปรึกษา เ้าจะรีบร้อนเข้ามาทำอันใดแม้แต่ปัญญาชนที่ยากจน เ้าก็จัดการมิได้เลยหรือ”
จางเชิงฉายกล่าวอย่างรีบร้อน “มิใช่เป็คนของสำนักศึกษาขอรับ”
ตึง
ซุนเหวินเยี่ยนรีบผุดลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ที่นอนเมื่อครู่ดวงตาเป็ประกาย และกล่าวว่า “ญาติผู้พี่ของข้าลงมาจากเขาแล้วหรือ”
จางเชิงฉายกล่าวอย่างร้อนรน“มิใช่อาจารย์เฉิน แต่เป็ฮุ่ยหยวน ฟางฉิงเสวี่ยในการสอบเมื่อปีที่แล้ว”
“แม่นางฟาง บุตรีแห่ง์น่ะหรือ”
หัวหน้าเขตซุนชะงักไปชั่วครู่แต่แล้วก็เอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า“มาเพื่อช่วยข้าสืบสวนคดีอาคมลัทธิเต๋าที่หายไปอย่างนั้นหรือ ดี เป็เื่ดีไป...”
เขาอารมณ์ดี กางมือทั้งสองออกสาวใช้จึงรีบช่วยสวมชุดทางการให้แก่เขา เมื่อนำผ้าคาดเอวมาใส่ก็เตรียมพร้อมจะมุ่งหน้าไปยังห้องโถงใหญ่ของศาลาว่าการ
หนังศีรษะของจางเชิงฉายชาหนึบและเอ่ยด้วยเสียงสั่นเทาว่า “มิ มิใช่ นางมาเพื่อคดีของหลินอี้”
“หลินอี้รึ มิใช่ว่าถูกตัดสินโทษถูกเนรเทศออกไปแล้วหรือ”
“แต่ตอนนี้เขาได้กลับมาอีกครา คาดว่าคงถูกฟางฉิงเสวี่ยสกัดไว้ได้กลางทางกล่าวว่า้าสอบสวนคดีของหลินอี้ ใต้เท้า... ว่าหากอาจารย์เฉินมิมาเกรงว่าคงยากที่จะต่อกรกับฟางฉิงเสวี่ยแล้วละ”
จางเชิงฉายอดกังวลไม่ได้ เดิมหลินอี้เป็เพียงตัวละครเล็กๆก็แค่ผู้ชายคนหนึ่งที่เขาสุ่มเลือกมารับเคราะห์เท่านั้น
ใครจะทราบกันว่าเ้านี่จะโชคดีได้พบกับบัณฑิตที่ให้ความสนใจกับเื่ของเขาถึงเพียงนี้
ที่สำคัญคือบัณฑิตผู้นี้มิได้เรียบง่ายเป็บุตรีแห่ง์ในเส้นทางวรรณกรรมที่ใต้เท้าโจวมู่คอยให้ท้ายอย่างมากทั้งยังเป็ศิษย์สายตรงของคณบดีสำนักศึกษาอีกด้วย
“อาจารย์เฉินน่าจะกำลังเดินทางมาแล้ว”
หัวหน้าเขตซุนครุ่นคิดไปชั่วครู่และกล่าวว่า “มิต้องกังวลเื่นี้ หลินอี้ลงนามในหนังสือรับสารภาพแล้วนอกจากนี้หลินอี้ก็มีภูมิหลังครอบครัวที่ยากจน มิมีส่วนเกี่ยวข้องอันใดกับสำนักศึกษาการสอดมือของฟางฉิงเสวี่ย มันก็แค่ความหวังดีของปัญญาชนคนหนึ่งก็เท่านั้น”
ดวงตาของจางเชิงฉายเป็ประกายพยักหน้าและกล่าวว่า “ใช่ ใช่ ท่านใต้เท้ากล่าวได้ถูกต้อง ฟางฉิงเสวี่ยและหลินอี้มิใช่ญาติและมิมีความเกี่ยวพันนอกจากนี้ก็มีหลักฐานการยอมรับผิดของหลินอี้อีกด้วย มิจำเป็ต้องกังวล”
“ไปเถอะ”
ซุนเหวินเยี่ยนจัดแจงหมวกจากนั้นจึงก้าวเท้ามุ่งหน้าไปทางประตูของศาลาว่าการ
.....
ในยามนี้
ฟางฉิงเสวี่ยมองสำรวจห้องโถง ก็หันไปเจอซูหวายจื้อที่กำลังมีสีหน้าทนทุกข์อยู่พอดีจึงกล่าวกับหลินอี้ว่า “ท่านผู้นั้นคือท่านลุงหลินหรือ”
หลินอี้กล่าวพร้อมรอยยิ้มบางๆ “ใช่แต่พ่อของข้ามิได้แซ่หลิน เขามีนามว่าซูหวายจื้อ”
ซูหวายจื้อที่เห็นหลินอี้มีท่าทีคุ้นเคยกับฟางฉิงเสวี่ยอย่างคาดไม่ถึงก็ตกตะลึง และเอ่ยกล่าวอย่างติดขัด “เสี่ยวอี้ ท่านบัณฑิตนาง... พวกเ้า...”
ฟางฉิงเสวี่ยยกมือขึ้นคารวะให้กับซูหวายจื้อจากนั้นก็กล่าวด้วยท่าทีจริงจังว่า “ท่านอาจารย์ซู โปรดรับการคำนับจากข้าด้วย”
“หือ”
ซูหวายจื้อชะงักนิ่งไป ใจนตัวโยนกับการคำนับที่กะทันหันเช่นนี้โชคดีที่เขารู้สึกตัวกลับมาได้ทัน จึงรีบยกมือคำนับกลับ “ท่านบัณฑิตข้าน้อยจะรับการคำนับที่ยิ่งใหญ่เยี่ยงนี้ได้อย่างไร”
ใบหน้าของหลินอี้มีรอยยิ้มบาง ๆผุดขึ้นมา
ฟางฉิงเสวี่ยกล่าว“ท่านอาจารย์ซูสามารถเลี้ยงดูปัญญาชนเฉกเช่นหลินอี้จนเติบใหญ่ได้ หากมีโอกาสข้าก็หวังว่าท่านอาจารย์ซูจะสามารถหาเวลาว่างไปบรรยายที่สำนักศึกษาผิงโจว...”
“ไปบรรยายที่สำนักศึกษาหรือ”
ซูหวายจื้อรู้สึกชาไปทั้งร่างเขาเป็แค่ปัญญาชนที่ยากจนผู้หนึ่ง นักเรียนที่สอนสั่งอยู่ล้วนเป็เด็กเล็ก ๆในหมู่บ้าน
สำนักศึกษาคือสถานที่เช่นไรกัน
เป็กลุ่มปัญญาชนที่มีจิตใจฝักใฝ่ในวรรณกรรมมีพลังพร์ที่ยอดเยี่ยม เชี่ยวชาญและฝึกฝนทักษะทางวรรณกรรมเพื่อที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็ขุนนางในสถานศักดิ์สิทธิ์แคว้นเจิ้นแห่งต้าเหยียนในอนาคต
ตัวเขาจะมีคุณสมบัติไปบรรยายได้อย่างไรกัน
แต่ทันใดนั้นเอง
หัวหน้าเขตซุนเหวินเยี่ยนและที่ปรึกษาจางเชิงฉายก็ได้เดินเข้ามาด้านในและทันเห็นเหตุการณ์ที่ฟางฉิงเสวี่ยกำลังเชิญซูหวายจื้อไปบรรยายที่สำนักศึกษา
ร่างของซุนเหวินเยี่ยนสั่นสะท้านชั่วครู่จางเชิงฉายยิ่งรู้สึกสับสนมากไปกว่าเดิม
ปัญญาชนตกยากผู้หนึ่งสามารถไปบรรยายที่สำนักศึกษาได้หรือ
ซุนเหวินเยี่ยนรีบเดินไปหาฟางฉิงเสวี่ยอย่างรวดเร็วและยกมือขึ้นคำนับ “ข้า หัวหน้าเขตอันหยาง ซุนเหวินเยี่ยน คำนับบัณฑิตฟาง”
“ท่านหัวหน้าเขตมิต้องมีพิธีรีตองไป”
ฟางฉิงเสวี่ยคำนับกลับ จากนั้นก็เข้าเื่ในทันทีเช่นกันเอ่ยถามว่า “คดีอาคมลัทธิเต๋าที่หายไปของศาลาเจิ้นโมถางมีความเกี่ยวข้องกับหลินอี้หรือไม่”
ซุนเหวินเยี่ยนนึกถึงท่าทางที่ฟางฉิงเสวี่ยมีต่อซูหวายจื้อก็กล่าวด้วยท่าทีประนีประนอม “ย่อมมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่การตัดสินของข้านั้นเป็ไปตามหลักฐานหลินอี้มีพิรุธหลายอย่าง และตัวเขาก็ได้ยอมรับผิดแล้วเช่นกันเขาสารภาพว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายไปของอาคมลัทธิเต๋า...”
ซูหวายจื้อกล่าว “ไร้สาระหลินอี้เป็ผู้บริสุทธิ์ เขามิมีทางทำเื่เยี่ยงนั้นเป็แน่”
ซุนเหวินเยี่ยนหันมองซูหวายจื้อและกล่าวเสียงเรียบว่า “ข้าแค่กล่าวถึงหลักฐานมิได้จะกล่าวว่าร้ายคนดีคนไหนทั้งสิ้น และจะมิปล่อยผ่านคนชั่วไปเช่นกัน”
“หากใต้เท้ากล่าวเช่นนั้น ข้าก็วางใจ”
ฟางฉิงเสวี่ยหันหน้ามองไปทางหลินอี้และกล่าวว่า“หลินอี้ เ้าว่าเ้านั้นถูกใส่ร้าย แล้วเหตุใดจึงยอมรับคำสารภาพ”
หลินอี้ลุกขึ้นยืนและนึกย้อนเหตุการณ์ที่เกิดกับเ้าของร่างเดิม และกล่าวว่า“คราวนั้นโทษที่ท่านหัวหน้าเขตให้ข้ายอมรับผิดคือ...เป็เื่การก้าวเท้าซ้ายเข้ามายังศาลาว่าการเขตก่อนใช่หรือไม่นั่นเป็เื่ที่ข้ายอมรับว่าเป็ความจริง”
“แต่หากกล่าวว่า นั่นคือความผิดมีโทษทัณฑ์ด้วยเช่นกันข้า หลินอี้ ผู้นี้ก็ยอมรับ”
“เื่นี้...”
สีหน้าของซุนเหวินเยี่ยนย่ำแย่ลงไปเล็กน้อยและหันมองที่ปรึกษาจางเชิงฉายที่อยู่ข้างกาย
“ก้าวเท้าซ้ายเข้ามาในศาลาว่าการเขตก่อนหรือ? ”
ฟางฉิงเสวี่ยเข้าใจขึ้นมาในทันทีนี่คือแบบอย่างของการปั่นหัวประชาชน ขู่เข็ญให้ประชาชนรับข้อกล่าวหาไป
ตึง
อารมณ์ของฟางฉิงเสวี่ยพลุ่งพล่านขึ้นมาปัญญาชนอุทิศตนเพื่อแว่นแคว้น ก็เพื่อความสุขของประชาชนฝึกฝนทักษะวรรณกรรมก็เพื่อขจัดมารร้าย
แต่ก็มีปัญญาชนบางส่วนที่หลังจากได้เป็ขุนนางแล้วกลับมาข่มเหงประชาชน และหลงลืมคำสั่งสอนไปหมดสิ้น
พลังพร์ของนางไหลทะลักออกมาอย่างห้ามไม่อยู่จดจ้องซุนเหวินเยี่ยนด้วยสายตาเ็า และกล่าวว่า “เป็ข้อกล่าวว่าที่ใหญ่ยิ่งหัวหน้าเขตซุน ข้าจะรายงานเื่นี้แก่ใต้เท้าโจวมู่เป็แน่ ท่านรอชมเลย”
ซุนเหวินเยี่ยนชะงักไปชั่วครู่และกล่าวอย่างจริงจังว่า “บัณฑิตฟางมันเป็เพียงคำพูดด้านเดียวของหลินอี้เท่านั้น”
“ยิ่งไปกว่านั้นตามกฎของต้าเหยียนแล้วสำนักศึกษามิมีสิทธิ์เข้ามายุ่งกับคดีในศาลาว่าการเขตของเรา...”
ซุนเหวินเยี่ยนในยามนี้มิคิดจะถ่อมตนอีกต่อไปและเลือกที่จะฉีกหน้าโดยตรง
เมื่อคิดดูแล้ว
เขาก็เป็ขุนนางขั้นเจ็ดเช่นกันและฟางฉิงเสวี่ยก็มิมีคุณสมบัติมาชี้นิ้วต่อหน้าเขาอีกด้วย
เ้าหน้าที่ร่างอ้วนที่อยู่ในห้องโถงของศาลาว่าการด้วยก็รีบกล่าวขึ้นมาว่า “ใต้เท้า หลินอี้เขา...”
“เ้ามีสิทธิ์พูดด้วยหรือ”
จางเชิงฉายเอ่ยขวางเ้าหน้าที่ร่างอ้วนจนถึงขั้นไม่ลืมที่กล่าวเตือนฟางฉิงเสวี่ยว่า “บัณฑิตฟางอาจารย์เฉินแห่งสำนักศึกษาผิงโจวของพวกเ้า คือญาติสนิทของท่านหัวหน้าเขต...การที่เ้ายื่นมือเข้ามายุ่งกับคดีของศาลาว่าการเขต มิใช่เื่ดีหรอกกระมัง”
“ที่เ้ากล่าวมานั้นก็มิผิด”
ฟางฉิงเสวี่ยพยักหน้า และกล่าวว่า“หากเป็คดีธรรมดาทั่วไป ข้าก็มิมีสิทธิ์ที่จะสอดมือเข้ามาโดยแท้จริงแต่ท่านหัวหน้าเขตใช้แผนร้ายกลั่นแกล้งปัญญาชนแห่งต้าเหยียนข้าต้องให้ความสนใจอยู่แล้ว... ต่อให้อาจารย์เฉินมา ก็ต้องสนับสนุนข้าเป็แน่”
ซุนเหวินเยี่ยนกล่าวด้วยคิ้วที่ขมวดนิ่ว“บัณฑิตฟาง หลินอี้ถือเป็ปัญญาชนได้อย่างไร หากแค่อ่านออกก็ถือเป็ปัญญาชนล่ะก็เยี่ยงนั้นแปลว่าบัณฑิตฟาง้ายื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวด้วยใช่หรือไม่”
“พอดีเลย ญาติห่าง ๆ ของข้านั้นก็อ่านตำรามาไม่น้อยเช่นกันทั้งนี้เขาก็ยังมิมีภรรยาหรือบุตรด้วยสำนักศึกษาจะช่วยจัดการเื่สู่ขอให้เขาได้หรือไม่”
ซุนเหวินเยี่ยนชี้ไปทางเ้าหน้าที่ร่างอ้วนจากนั้นก็ชี้ไปทางเ้าหน้าที่ร่างผอมอีกคราว และกล่าวว่า “แล้วก็เขา ก็อ่านตำรามาไม่น้อยเช่นกันก็ถือเป็ปัญญาชนใช่ไหม หากแต่งงานไปได้สองสามปี แล้วยังมิมีบุตรทางสำนักศึกษาก็จะช่วยทำบุตรให้สักคนใช่หรือไม่”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ! ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ! ”
“.....”
คำพูดนี้ของหัวหน้าเขตซุนเรียกเสียงหัวเราะภายในห้องโถง เ้าหน้าที่ในศาลาทั้งหมดต่างก็หัวเราะร่า