“เดินทางกันมาทั้งคืน ตอนนี้ก็อยู่ไกลเมืองเฉียนโจวมากแล้ว ทุกคนหาที่ร่ม ๆ พักกันก่อนเถอะ”
ผู้เฒ่าลู่เหนื่อยจนหายใจแทบไม่ทัน ่ขาลงไปไร้ความรู้สึกคล้ายขาหายไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น
ทุกคนต่างเห็นด้วย จึงพากันหาที่นั่งพัก
เหอจิ่วเหนียงแอบนำกระดาษชำระเปียกแผ่นหนึ่งออกมาเช็ดเหงื่อให้โก่วเอ๋อร์ ใบหน้าเด็กน้อยแดงก่ำ เอ่ยด้วยน้ำเสียงน่ารัก “ท่านแม่ เย็นมากเลย สบายจัง!”
“ถึงจะสบายก็เช็ดได้แค่ครั้งเดียว ไม่อย่างนั้นจะป่วยเอาได้”
เหอจิ่วเหนียงหยิกแก้มบุตรชายตัวน้อย ในที่สุดก็มีน้ำมีนวลขึ้นมาบ้างแล้ว ระหว่างทางอันแสนยากลำบากนางยังสามารถเลี้ยงดูได้ถึงขนาดนี้ ไม่ง่ายเลยจริง ๆ
“ป่วยแล้วจะตายหรือไม่ขอรับ?”
“ก็ไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ก็แค่เ็ปมาก แล้วก็เล่นกับพวกพี่ ๆ น้อง ๆ ไม่ได้”
โก่วเอ๋อร์ตระหนักได้ทันที “เช่นนั้นข้าไม่อยากป่วยขอรับ ข้าอยากเล่นกับพวกพี่ ๆ น้อง ๆ ขอรับ!”
หลายวันมานี้สุขภาพของโก่วเอ๋อร์แข็งแรงขึ้นมาก เมื่อมั่นใจแล้วว่าเขาปลอดภัย เหอจิ่วเหนียงจึงปล่อยเด็กน้อยไปวิ่งเล่นกับเด็กคนอื่น ๆ ให้เหงื่อออกบ้าง ถือเป็การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพแข็งแรง
“ได้ ๆ แม่จะให้เ้าเล่นกับพี่ ๆ น้อง ๆ ของเ้า”
เหอจิ่วเหนียงมองบุตรชายจำเป็ในอ้อมแขนด้วยสายตาเปี่ยมรัก ไม่รู้ว่าเพราะซึมซับความเป็แม่มามากเกินไปหรือไม่ ่นี้ไม่ว่าจะมองเสี่ยวโก่วเอ๋อร์เช่นไรก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้น่ารักมาก ๆ กระทั่งบางครั้งก็รู้สึกสงสัยว่าในภพก่อนตนเคยทำบุญใหญ่โดยไม่ตั้งใจมาหรือไม่ ภพนี้ถึงได้มีบุตรชายที่น่ารักเช่นนี้แม้ตนจะยังไม่เคยผ่านมือชาย
…
ด้านกลุ่มบุรุษก็กำลังพูดคุยกันอยู่ ลู่ฟู่กุ้ยกล่าว “เดินทางไปอันโจวครั้งนี้ต้องใช้เวลาเป็เดือน ๆ ขออย่าให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นระหว่างทางอีกเลย ข้ากลัวแล้วจริง ๆ นะ!”
“นั่นสิ พวกข้าก็กลัวเหมือนกัน ในกลุ่มเรามีเด็กกับผู้หญิงหลายคน ผู้ชายอย่างพวกข้าก็ดันได้รับาเ็ หากเกิดเื่ไม่คาดคิดขึ้นอีกละก็ เกรงว่า…เฮ้อ”
ลู่ต้าผิงก็อดทอดถอนใจไม่ได้ เอาชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ไม่ใช่เื่ง่ายเลยจริง ๆ หลังจากนี้พวกเขาภาวนาแค่เพียงขอให้ไปถึงอันโจวอย่างปลอดภัยก็พอ มิเช่นนั้นคงมีชีวิตรอดต่อไปได้ยากแล้ว
“พวกเ้าพูดอะไรกัน พวกเราเดินทางมาจนถึงตรงนี้แล้ว จะพูดจาบั่นทอนกำลังใจเช่นนี้ทำไม?” ผู้เฒ่าลู่ไม่พอใจ “ข้าให้พวกเ้านั่งพักให้หายเหนื่อย ไม่ใช่ให้พูดเื่อัปมงคลเช่นนี้! ตลอดการเดินทางพวกเราก็เจออันตรายมามากไม่ใช่หรือไร แต่พวกเราก็ผ่านกันมาได้ไม่ใช่หรือ ตราบใดที่พวกเราร่วมแรงร่วมใจสามัคคีกัน ต้องถึงอันโจวได้อย่างปลอดภัยแน่นอน!”
หากจะบอกว่าชายชราไม่มีความหวาดกลัวเลยย่อมเป็ไปไม่ได้ แต่ในฐานะที่เป็ผู้าุโสูงสุดในกลุ่ม ผู้เฒ่าลู่จึงไม่อาจแสดงด้านนั้นออกมาได้ อีกอย่าง เขาเชื่อว่าความโชคดีของสะใภ้สามจะสามารถพาพวกเขาไปถึงอันโจวได้อย่างปลอดภัยแน่นอน
ยิ่งนานวัน ความโชคดีของสะใภ้สามก็ยิ่งไม่ธรรมดา!
“ท่านอาสามพูดถูก พวกเราต้องไปถึงอันโจวได้อย่างปลอดภัยแน่นอน!”
ลู่ฟู่กุ้ยฮึกเหิมทันที คนที่เหลือต่างก็มีใจแน่วแน่ตามไปด้วย ตลอดการเดินทางของพวกเขาช่างยากลำบากจริง ๆ แต่ทุกอย่างพวกเขาล้วนผ่านมาได้แล้วไม่ใช่หรือ
อีกอย่าง ตอนนี้พวกเขายังมีอาหารให้กิน มีน้ำให้ดื่ม ทั้งยังมีสมาชิกตั้งหลายคน ขอเพียงไม่ยอมแพ้ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว!
.
หลังจากนั่งพักมาประมาณหนึ่งชั่วยาม ทุกคนกินข้าวเช้ากันเรียบร้อยแล้วก็ตัดสินใจออกเดินทางต่อ เพื่อเร่งหาที่ปลอดภัยพักแรมในคืนนี้
เมื่อคืนพวกเขาไม่ได้นอนกันทั้งคืน คืนนี้ต้องนอนให้อิ่มสักหน่อย!
----------
ขณะเดียวกัน อีกทางด้านหนึ่ง
แม่เล้าแห่งหอเฟิงอวิ้นนั่งอยู่บนธรณีประตูด้วยสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าบนกายขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าอาบน้ำตา ช่างน่าเวทนายิ่งนัก
เมื่อคืนคณิกาในหอเฟิงอวิ้นฉวยโอกาสโกลาหลหลบหนีไปเกินครึ่ง หอเฟิงอวิ้นเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้ก่อน ต่อมาถูกผู้ลี้ภัยบุกปล้นทรัพย์สินของมีค่า ต่อให้นางมีสามเศียรหกกร มีความสามารเก่งกาจเพียงใดก็ไม่อาจกอบกู้ทุกอย่างกลับมาได้
และที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ ครั้นที่นางนึกถึงทรัพย์สินที่สะสมมานานหลายปีในห้องขึ้นได้ สุดท้ายกลับพบว่ามันถูกปล้นไปจนไม่เหลือแล้ว
ในตอนนี้เอง ลูกน้องสองคนที่หลับสบายตลอดทั้งคืนก็วิ่งพรวดพราดกลับมาด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเห็นความยุ่งเหยิงตรงหน้าก็ตกตะลึงไปทันที
“แม่เฉียน นี่มัน…นี่มันเกิดอะไรขึ้นขอรับ?”
ทั้งสองเบิกตากว้างด้วยความใ หากคนที่นั่งอยู่ตรงหน้าไม่ใช่แม่เฉียน พวกเขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าที่นี่เคยเป็หอคณิกาอันดับหนึ่งแห่งเมืองเฉียนโจว
“หมดแล้ว ไม่เหลืออะไรแล้ว…สิ่งที่ข้าทุ่มเทมาตลอดหลายปีมันไม่เหลือแล้ว! ฮือ ๆ ๆ…”
แม่เล้าจนตรอกไม่มีแก่ใจจะถามว่าเหตุใดคนที่ตนส่งไปถึงเพิ่งกลับมาเอาป่านนี้ สองมือบางยกขึ้นปิดหน้าร้องไห้อย่างหนัก นางเป็สตรีตัวคนเดียว ดูแลกิจการมาได้ถึงวันนี้ไม่ใช่เื่ง่ายเลย ไปมาหาสู่สร้างเส้นสายมากมาย ล่วงเกินคนไปก็ไม่น้อย…แต่ตอนนี้นางไม่เหลืออะไรแล้ว และไม่รู้ว่าศัตรูคู่แค้นจะใช้โอกาสนี้จัดการนางเช่นไร
สองโจรหันมองหน้ากัน ก่อนจะวิ่งเข้าไปดูด้านในร้าน
…ทุกอย่างถูกไฟแผดเผาจนไม่เหลือเลยจริง ๆ
อย่าว่าแต่แม่เฉียนเลย ทรัพย์สินของพวกเขาก็ถูกเก็บไว้ข้างในนี้เหมือนกัน ทุกอย่างกลายเป็เถ้าถ่านเช่นนี้ ทรัพย์สินเงินทองที่พวกเขาเก็บหอมรอมริบมาย่อมไม่เหลือ
และแล้วในตอนนี้ บนธรณีประตูจึงมีบุรุษในชุดเด็กรับใช้นั่งเพิ่มขึ้นมาอีกสองคน เอามือปิดหน้าส่งเสียงคร่ำครวญเหมือนสตรีข้างกายราวกับเด็กก็มิปาน
ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาเหลือบมองทั้งสามด้วยสายตารังเกียจ
ในเมืองเกิดความไม่สงบเช่นนี้ คนที่มีทรัพย์สินเงินทองอยู่เล็กน้อยก็รีบหนีออกจากเมืองกลางดึก ตอนนี้การเอาชีวิตรอดเป็เื่สำคัญที่สุด ไหนเลยจะมีเวลาสนใจเื่ของคนอื่น
ส่วนกลุ่มผู้ลี้ภัยที่บุกเข้าเมือง สิ่งแรกที่พวกเขาทำก็คือ ทุบทำลายสถานที่ราชการจนพังยับเยิน และออกปล้นตามบ้านเรือนหาอาหาร
แม้บางคนจะถูกเ้าหน้าที่ทางการควบคุมตัวได้ แต่จำนวนผู้ลี้ภัยมีมหาศาล ทหาราเ็ล้มตายไปไม่น้อย เหล่าขุนนางใกลัวจนไม่กล้าออกจากจวน ทำได้เพียงส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากเมืองอื่นกลางดึก และไม่รู้ว่าการจลาจลจะสงบลงเมื่อใด
----------
หากเหอจิ่วเหนียงรู้ว่าตอนนี้แม่เฉียนน่าสงสารปานใด นางต้องหัวเราะปรบมือสะใจเป็แน่ เพียงแต่ตอนนี้นางไม่มีเวลาสนใจเื่เ่าั้
เพราะนางกำลังมองชายตรงหน้าที่เคยมีวาสนาได้พบเจอกันมาก่อน…ด้วยความรู้สึกหมดคำพูดเล็กน้อย
พวกเขาทั้งสองฝ่ายไม่ได้มีผลประโยชน์ต่อกันแต่กลับได้มาเจอกันอีกครั้ง นี่โชคชะตากำลังเล่นตลกอะไรอยู่?
ด้านผู้เฒ่าลู่เมื่อเห็นหน้าฉินเจียนก็หวนนึกถึงเื่ที่พวกตนหลอกเอาเงินอีกฝ่ายขึ้น ทันใดนั้นก็รู้สึกกระดากอายเล็กน้อย จึงรีบเข้าไปทักทายอย่างกระตือรือร้น
ฉินเจียนเองก็นึกไม่ถึงว่าจะบังเอิญเจอครอบครัวนี้อีกครั้ง และครั้งนี้ยังพบว่าสมาชิกในกลุ่มมีจำนวนมากกว่าเดิม เขารู้สึกว่าไม่ง่ายเลยสำหรับครอบครัวนี้ในการดูแลทุกคน
“ท่านลุง ไม่นึกเลยว่าจะได้พบกันอีกครั้ง ช่างมีวาสนาต่อกันจริง ๆ”
ฉินเจียนะโลงจากหลังม้าแล้วคารวะชายชรา ผู้เฒ่าลู่โบกมือพลางกล่าว “ใช่ ๆ ช่างมีวาสนาต่อกันจริง ๆ แล้วนี่คุณชายฉินจะไปไหนหรือ?”
“ข้ากำลังไปจัดการธุระแทนเ้านายทางใต้”
วาจาคลุมเครือ เหมือนจะบอกแต่ก็เหมือนจะไม่บอก
ครอบครัวลู่ไม่ถามอะไรต่อ อย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่ได้อยากรู้เท่าไร แค่ถามไปตามมารยาทเท่านั้น
“อ๋อ ดี ๆ ๆ คุณชายฉินเป็คนมีความสามารทั้งยังเก่งกาจ ต้องมีอนาคตที่ดีแน่!”
ไม่รู้เพราะเหตุใด ชายชราเห็นบุรุษหนุ่มผู้นี้ครั้งใดก็พานนึกถึงเ้าสามบุตรชายของตนทุกที …หากเ้าสามยังมีชีวิตอยู่ก็คงจะมีอนาคตที่สดใสกว่าคนอื่น ๆ ในครอบครัว
“ขอให้เป็ดั่งที่ท่านลุงอวยพร แล้วไม่ทราบว่าท่านลุงจะไปไหนหรือขอรับ?”
“เฮ้อ จะไปไหนได้อีกล่ะ ตอนนี้ที่ชางโจวเกิดภัยแล้ง ได้ยินมาว่าอันโจวยอมรับคนเร่ร่อนอย่างพวกเรา ก็เลยคิดว่าจะไปตั้งหลักที่อันโจวนั่นแหละ”
ชายชราตอบอย่างทอดถอนใจ สีหน้าจนปัญญา
ฉินเจียนเห็นกลุ่มของอีกฝ่ายใหญ่เช่นนี้ อีกทั้งส่วนมากก็เป็เด็กและสตรี จึงส่ายหน้าไปมาช้า ๆ พลางกล่าว “เท่าที่ข้ารู้มา อันโจวไม่อาจรับคนได้มากกว่านี้อีกแล้ว”
.
.
.