จ้าวอวี้เฟินขมวดคิ้วเล็กน้อยแม้ว่าเธอจะไม่ชอบวิธีการบางอย่างของซูเจียวเจียวแต่คำพูดของโจวเม่ยก็ฟังดูประชดประชันเกินไป
“วันนี้เซียวหยวนิขอลาให้เธอแล้ว วันนี้เธอไม่ต้องมาทำงาน”
โจวเม่ยฮึดฮัดเสียงดัง
ไม่นานนักใต้ต้นไม้ก็เหลือเพียงซูเจียวเจียวคนเดียวเธอนั่งเอื่อยเฉื่อย มือข้างหนึ่งเท้าคาง มองทุ่งข้าวสาลีอย่างเหม่อลอย
เธอพบว่ามองไม่เห็นเงาของเซียวหยวนิแล้วเขาเกี่ยวข้าวเร็วมาก
ช่างเป็คนขยันทำงานจริงๆ!
ซูเจียวเจียวคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วสะพายกระติกน้ำ หยิบหมวกสานจากนั้นก็วิ่งเข้าไปในทุ่งข้าวสาลีเพื่อตามหาเซียวหยวนิ
เซียวหยวนิกำลังเกี่ยวข้าวอย่างกระตือรือร้นทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงหวานใสของหญิงสาวดังขึ้นจากด้านหลัง“อาิ ดื่มน้ำหน่อยสิ”
เซียวหยวนิใเล็กน้อยเขายืดตัวตรง รับกระติกน้ำที่ซูเจียวเจียวส่งให้ แล้วดื่มอึกๆ
หลังจากส่งน้ำเสร็จแล้วซูเจียวเจียวก็ไม่ไปไหน เธอยืนพัดลมให้เขาอยู่ข้างๆคอยถามว่าเขาหิวน้ำไหมเป็ครั้งคราว
สีหน้าของเซียวหยวนิดูไม่เป็ธรรมชาติเขายกศีรษะขึ้น ใบหน้าเคร่งขรึมมองเธอ “เจียวเจียวคุณกลับไปพักใต้ต้นไม้เถอะ ไม่ต้องทำแบบนี้หรอก คุณอยู่ที่นี่ผมกลับรู้สึกไม่สบายใจ”
เจียวเจียวเอาแต่ยืนอยู่ข้างๆแบบนี้ แล้วเขาจะทำงานได้อย่างไร!
ใจเขากระสับกระส่ายตลอดเวลาในสมองก็เอาแต่คิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืน หากเป็เช่นนี้ต่อไปงานวันนี้ของเขาคงไม่เสร็จเป็แน่
ซูเจียวเจียวไม่ได้แสดงท่าทีอะไรมากนักเพียงวางกระติกน้ำไว้ให้เขาแล้วก็เดินจากไป
ซูเจียวเจียวเดินไปที่ลำธารเล็กๆใกล้ทุ่งข้าวสาลี น้ำในลำธารใสสะอาดและไม่ลึกสามารถมองเห็นก้อนหินในลำธารได้อย่างชัดเจน
เธอรองน้ำขึ้นมาล้างหน้าให้สดชื่นก่อนจะเหลือบไปเห็นหอยขมมากมายในน้ำ ดวงตาของเธอพลันเป็ประกายขึ้นมาทันทีที่นี่มีหอยขมเยอะขนาดนี้เชียวหรือ! ไม่มีใครเก็บเลยสักตัว!
ใน่สิบกว่าปีข้างหน้าหอยขมแทบจะกลายเป็อาหารยอดนิยมประจำฤดูร้อนของร้านอาหารเล็กๆ คู่กับเบียร์เพื่อนฝูงสองสามคนนั่งรวมกัน ดูดหอยขม ดื่มเบียร์ พลางพูดคุยเื่ชีวิตในวันวาน
แต่ตอนนี้หอยขมยังอยู่ในสภาพที่ไม่มีใครสนใจ!
ซูเจียวเจียวดีใจจนเกือบจะะโโลดเต้นเธอรีบถอดรองเท้าเกี่ยวข้าว ก่อนจะม้วนขากางเกง แล้วลงไปในน้ำเริ่มต้นการงมหาหอยขม ไม่นานนักก็เก็บหอยขมได้มากมาย
เพราะหาภาชนะบรรจุไม่ได้ซูเจียวเจียวจึงหันไปเด็ดใบบอนป่าใกล้ตัวมาสองสามใบจากนั้นจึงนำหอยขมที่งมขึ้นมาจากน้ำมาวางเรียงรายบนใบไม้
ทันใดนั้นซูเจียวเจียวก็พบปลาตัวใหญ่ตัวหนึ่งว่ายน้ำมาอย่างช้าๆแล้วว่ายไปหลบอยู่ข้างก้อนหินก้อนหนึ่ง ไม่ขยับไปไหน
ดวงตาของซูเจียวเจียวเบิกกว้างเธอนิ่งเงียบถอดหมวกสานบนศีรษะออกอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆ ต้อนปลาตัวนั้นไป
แม้จะรู้ว่าอาจจะจับปลาตัวใหญ่ตัวนั้นไม่ได้แต่ซูเจียวเจียวก็ยังอยากลองดู เมื่อเห็นเนื้อปลาอยู่ตรงหน้าก็ควรจะพยายามหน่อยใช่ไหมล่ะ
สิ่งที่ทำให้ซูเจียวเจียวตะลึงก็คือรอจนกระทั่งเธอจับปลาตัวใหญ่ขึ้นมามันก็ยังไม่ดิ้นรนเลยสักนิด!
มันดูเหมือนหมดอาลัยตายอยากอย่างสิ้นเชิง
ซูเจียวเจียวดีใจรีบกอดปลาขึ้นฝั่ง
ขณะที่ซูเจียวเจียวกำลังกังวลว่าจะนำปลากลับไปอย่างไรเธอก็เห็นเซียวหยวนิเดินมาทางนี้อย่างเร่งรีบ เธอดีใจจนะโเรียกเขาเสียงดัง“อาิ ฉันอยู่นี่!”
เพียงสองสามก้าวเซียวหยวนิก็เดินมาถึงตรงหน้าเธอ
สีหน้าของเขาขุ่นมัวเล็กน้อยในดวงตามีความตื่นตระหนกและเร่งรีบซ่อนอยู่ เขาทำงานใกล้เสร็จแล้วแต่กลับมาไม่เห็นซูเจียวเจียว ที่ใต้ต้นไม้ก็ไม่เห็นเธอจากนั้นก็ได้ยินคนบอกว่าเธอมาทางลำธาร เขาใรีบจึงมาดู จนกระทั่งเห็นเธอยืนอยู่ตรงหน้าอย่างปลอดภัยหัวใจที่ตึงเครียดของเขาก็คลายลง
“อาิ ดูสิ นี่คือปลาที่ฉันจับมาได้ เ้าตัวนี้หนักสามสี่ชั่งเลยนะ!”ซูเจียวเจียวอวดปลาให้เขาดูราวกับสมบัติล้ำค่า
เขาจึงสังเกตเห็นหมวกสานในมือเธอซึ่งมีปลาตัวอ้วนใหญ่ตัวหนึ่งอยู่ข้างใน
“คุณมาจับปลาตรงนี้หรือ?” สีหน้าของเซียวหยวนิเปลี่ยนไปที่แท้เธอไม่ได้โกรธเคืองเขา ไม่ได้ไม่พอใจเพราะคำพูดของเขา
ซูเจียวเจียวมองเขาด้วยดวงตาเป็ประกายดูเหมือนกำลัง้าคำชม “ใช่แล้ว! ฉันเก่งไหม?”
“อืม เก่งมาก ไม่คิดเลยว่าเจียวเจียวจะจับปลาด้วยมือเปล่าได้ด้วย” เซียวหยวนิพยักหน้า หยิบปลาออกจากหมวกสาน แล้วก็หยิบเถาวัลย์มาผูกปลา
ซูเจียวเจียวอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงเล็กน้อยนี่มันไม่ต่างอะไรกับการชมเด็กน้อยเลย!
เซียวหยวนิมองลงไปที่เท้าเล็กๆสีขาวผ่องของซูเจียวเจียว เพราะแช่น้ำมานาน ทำให้เท้าคู่นั้นดูขาวขึ้นไปอีกและยังมีหยดน้ำเกาะอยู่
ในดวงตาของเขาฉายแววหม่นหมองลงเล็กน้อยเขาจูงมือซูเจียวเจียวให้เดินไปนั่งลงบนก้อนหินข้างๆจากนั้นก็ไปหยิบรองเท้าและถุงเท้าของเธอมาให้
เขากุมเท้าของซูเจียวเจียวแล้วเช็ดบนเสื้อกล้ามสีดำของตัวเองจากนั้นก็หยิบถุงเท้ากับรองเท้าขึ้นมาช่วยสวมให้เธอ
ก่อนหน้านี้เขาเคยได้ยินผู้หญิงในหมู่บ้านคุยกันว่าผู้หญิงไม่ควรโดนความเย็น โดยเฉพาะบริเวณเท้าพวกเขาบอกว่าความเย็นจะเข้าสู่ร่างกายทางเท้า ถ้าโดนความเย็นแล้วต่อไปอาจจะลำบากได้
ส่วนจะลำบากตรงไหนลำบากอย่างไร เขาก็ไม่เข้าใจ
แต่อย่างไรก็ตามเขาก็จำได้
ซูเจียวเจียวกลัวว่าจะมีคนมาเห็นซึ่งอาจทำให้ชื่อเสียงของเซียวหยวนิไม่ดี ถ้าอยู่ที่บ้านเป็การส่วนตัวสองคนจะทำอะไรกันก็ไม่มีใครสนใจ
แต่ในชนบทแบบนี้ผู้คนเยอะแยะชอบนินทา โดยเฉพาะพวกป้าๆ ที่ชอบซุบซิบ อย่างเช่นผู้ชายบ้านไหนกลัวเมีย ผู้ชายบ้านไหนไร้ประโยชน์ที่สุด ผู้หญิงบ้านไหนี้เีบ้านไหนทะเลาะกันอีกแล้ว ผู้ชายบ้านไหนตีเมีย...
สรุปก็คือเื่เล็กๆ น้อยๆ แค่ไหน ก็สามารถแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านได้
เธอพยายามหดเท้ากลับมาแต่ก็ทำไม่สำเร็จ
เซียวหยวนิกุมเท้าของเธอไว้แน่นเสียงของเขาดูทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อย
“อย่าดิ้นสิ”
“เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นจะไม่ดีนะ” ซูเจียวเจียวพูดด้วยใบหน้าแดงก่ำ
เซียวหยวนิไม่มีสีหน้าใดๆสุดท้ายก็พูดเสียงอู้อี้ว่า “คุณเป็ภรรยาผมนะ”
ช่วยภรรยาใส่รองเท้าเป็เื่ปกติธรรมดา จะมีอะไรไม่ดี?
ซูเจียวเจียวมองไปรอบๆไม่เห็นใคร จึงปล่อยให้เขาทำไป อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ทุกคนกำลังทำงานอยู่ไม่มีใครจะมาที่ลำธารนี้
หลังจากช่วยซูเจียวเจียวสวมรองเท้าและถุงเท้าเรียบร้อยแล้วเซียวหยวนิก็ลุกขึ้นยืนมองเธอ แล้วอธิบายด้วยความท่าทางขัดเขินเล็กน้อย“ผมไม่ได้รังเกียจคุณนะ ผมกลัวว่าถ้าผมมองคุณ ผม...จะไม่ตั้งใจทำงาน”
ซูเจียวเจียวหัวเราะคิกคัก“ฉันรู้ค่ะ ฉันไม่ได้โกรธเลยสักนิดแล้วคุณเหลือข้าวที่จะเกี่ยวอีกเท่าไรหรือคะ?”
“เหลืออีกนิดเดียวแล้ว อีกเดี๋ยวก็จะเกี่ยวเสร็จแล้วพอเสร็จแล้วเราก็กลับบ้านกัน”
“ดีเลยค่ะ ฉันจะรอคุณนะ”
เซียวหยวนิตอบรับแล้วยกปลาที่พื้นเตรียมจะไปซูเจียวเจียวก็พูดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวก่อนค่ะ”
เธอใช้หมวกสานเก็บหอยขมที่เก็บได้จากลำธารแต่หอยขมมีเยอะเกินไป หมวกสานก็ใส่ไม่พอ
ขณะที่เธอกำลังกังวลก็เห็นเซียวหยวนิถอดเสื้อกล้ามสีดำออกเผยให้เห็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรงและผิวสีแทนคล้ำ
ซูเจียวเจียวใเล็กน้อย“คุณถอดเสื้อทำไม?”
เซียวหยวนิไม่พูดอะไรแต่ผูกปลายเสื้อกล้ามข้างหนึ่งอย่างรวดเร็ว แล้วใส่หอยขมที่เหลือทั้งหมดลงไป
ดวงตาของซูเจียวเจียวเป็ประกายแวววาวทำเช่นนี้ได้ด้วยหรือ!
เซียวหยวนิให้ซูเจียวเจียวถือปลาส่วนเขาถือเสื้อที่ใส่หอยขมไว้ข้างหนึ่ง และถือหมวกสานอีกข้างหนึ่งแล้วจับมือของซูเจียวเจียวเดินไปที่ใต้ต้นไม้ในทุ่งข้าวสาลี