เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ อู่ อวี้ จึงได้ขอให้ลุงเสิ่น ช่วยกระจายข่าวออกไปว่าเขานั้นยังมีชีวิต ข่าวได้แพร่สะพัดออกไป เหล่าผู้รับใช้ของหยานหลี่ ต่างพูดคุยกันถึงเื่นี้อย่างเผ็ดร้อน จนในที่สุดมันก็ถึงหูของซู หยานหลี่จนได้
อาจจะเป็เพราะว่า อู่ อวี้ ถูกศิษย์นอกของนางทำร้ายจนปางตาย ด้วยเพราะเหตุนี้จึงทำให้เขาอยู่อย่างสงบได้เป็เวลา 1 เดือน ทำให้เขาสบโอกาสฝึกปรือวิชาได้ และ ไล่ตามความฝันที่ตัวเองนั้น้า โดยไม่ต้องถูกรบกวนใด ๆ มันจะทำให้เขาเข้าสู่นิกายในฐานะศิษย์อย่างแท้จริง!
“ท่านลุงเสิ่น วันนี้ข้าจะเข้าไปในหุบเขามรกต เพื่อยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย” ในทุกวัน ๆ อู่ อวี้ จะออกจากบ้านั้แ่เช้าตรู่ บางวันเขาก็ตื่นก่อนลุงเสิ่นเสียด้วยซ้ำ
“หลังจากที่ประสบเคราะห์ภัยมา ร่างกายของเ้า อู่ อวี้ ก็เริ่มแข็งแกร่งขึ้นมากจริงๆ ” ลุงเสิ่นคิดระหว่างที่มองตามหลังของ อู่ อวี้ วิ่งหายลับเข้าไปในป่าเพียงแค่ชั่วพริบตา
ชายชราไม่ได้เข้าไปวุ่นวายกับการกระทำดังกล่าว ตราบเท่าที่อู่ อวี้ สามารถผ่อนคลาย และ สามารถลืมความเกลียดชังที่มีได้
อู่ อวี้ ไม่เคยปริปากพูดถึงเื่มรดก ที่ตัวเขาได้รับมาจากท่านลุงเสิ่น
เหตุผลแรก เป็เพราะเหลือเวลาในการสอบคัดเลือกอีกเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น ซึ่งจัดขึ้นก่อนวันครบรอบอายุ 16 ปีเต็มของเขา มันจึงเป็โอกาสเดียวที่เขาจะสามารถสอบคัดเลือกเข้าไปในนิกายได้ หากเขาอายุครบ 16 ปีบริบูรณ์แล้ว เขาจะหมดสิทธิ์ และ ถือเป็ผู้ขาดคุณสมบัติในการสอบเข้า หากถามตามความรู้สึกของเขาอย่างแท้จริง แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่มั่นใจว่า จะสามารถผ่านการคัดเลือกครั้งนี้ไปได้ ด้วยเวลาที่บีบรัดเหลืออีกเพียงแค่ 1 เดือน เขาต้องฝึกปรือวิชาใหม่ทั้งหมดั้แ่เริ่มต้น จนกว่าเขาจะไปถึงระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 6 ซึ่งเป็่ของการสละร่าง
เหตุผลที่สอง เป็เพราะเขาอยากให้ท่านลุงเสิ่นรู้สึกประหลาดใจในวันสอบ! ท่านลุงเสิ่นคอยเฝ้าดูแลเอาใจใส่ในตัวเขาตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ อู่ อวี้ จึงอยากให้ชายชราภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาทำ และ เมื่อวันนั้นมาถึง มันจะเป็วันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา!
แสงสว่างจากดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงออกมา ถึงแม้ว่ามันจะยังไม่โผล่พ้นเส้นขอบฟ้าขึ้นมาก็ตาม แต่เวลาอาภรณ์ที่ อู่ อวี้ สวมใส่กลับชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
อู่ อวี้ มุ่งหน้าเข้าไปในป่าลึก เขาะโสลับไปมาระหว่างต้นไม้น้อยใหญ่ ด้วยการใช้แขนกับขาของเขาะโเกาะไปยังกลางลำต้น จากอีกต้นไปยังอีกต้นหนึ่ง ราวกับวานรแสนปราดเปรียว การที่เขาต้องทำเช่นนี้ก็เพราะว่า ้าให้เืเนื้อภายในร่างกาย เตรียมพร้อมสำหรับการฝึกอย่างเต็มที่
จนกว่าร่างกายของเขาจะขับของเสียออกไปจนหมดสิ้น!
“แฮ่ก... แฮ่ก...!”
เสียงลมหายใจหอบหนัก ดังก้องสะท้อนไปทั่วทั้งป่า
อู่ อวี้ ใช้แขน และ ขาวิ่งพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว โดยไม่แยแสต่อรอยขีดข่วน และ คราบเืที่ติดอยู่บนิัทั่วร่างกาย
เห็นได้ชัดว่าเวลานี้ทั่วร่างกายของ อู่ อวี้ กำลังแผ่ไอสีทองออกมา หากเพ่งมองอย่างใกล้ชิดจะเห็นเส้นใยสีทองละเอียดอ่อนเส้นเล็ก ๆ จำนวนมาก กำลังหลอมรวมเข้าสู่เื และ เนื้อของเขา
ยิ่งแสงจากดวงอาทิตย์แผ่ออกมามากขึ้นเท่าไหร่ แสงสีทองก็ยิ่งเปล่งประกายระยิบระยับมากขึ้นเท่านั้น
นับวันร่างกายของเขายิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ
โครม!
เพียงสมาธิของเขาไขว้เขวเล็กน้อย ส่งผลให้เท้าของเขาก้าวพลาดลื่นไถลร่วงตกลงมาจากต้นไม้สูง กระแทกเข้ากับพื้นดินอย่างจัง เวลานี้ตามร่างกายของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยใบไม้ และ เศษดิน
“ต้องทำต่อ!”
เหลือแค่โอกาสเดียวเท่านั้น!
แม้ว่า่เวลานี้ เขาจะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำก็เพื่อบรรลุเป้าหมาย เขารู้ดีว่าการจะชัยชนะนั้นมันไม่ใช่เื่ง่าย!
เขาลุกขึ้นยืนด้วยร่างกายที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ
“วิเศษจริง ๆ ‘กายาเพชระ’ มันช่างลึกซึ้งอย่างยิ่ง การสละร่างเพียงแค่ขั้นตอนแรกจากสิบขั้นตอน ก็สามารถแผ่ไอแสงสีทองออกมาได้แล้ว มันยอดเยี่ยมยิ่งนัก”
“ครั้งเมื่อข้า ฝึกปรือวิชาอยู่ภายในอาณาจักรบูรพาเย่ว อู่ ข้าใช้ทางลัดโดยการฝึกบ่มพลังมาจากตำราลับ ระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 10 แต่ทว่ามันไม่ได้ลึกซึ้ง และ ถูกแบ่งเป็ 10 ขั้นตอนดังเช่นกายาเพชระ ซึ่งแต่ละขั้นก็ถูกอธิบายในการบ่มเพาะพลังอย่างละเอียด หากเอามาเปรียบเทียบกับเคล็ดวิชาอันดับหนึ่งของอาณาจักรบูรพาเย่ว อู่ แล้ว เคล็ดวิชาของอาณาจักรกลายเป็เศษขยะไปในพริบตา"
การจะเข้าสู่ระดับชั้นฟ้า และ ขั้นตอนแรกของการสละร่างมนุษย์นั่นก็คือ การหลอมรวมกล้ามเนื้อ
เคล็ดวิชาแรกของกายาเพชระ เรียกว่า วัชระหลอมรวมกล้ามเนื้อ
เวลานี้ อู่ อวี้ เริ่มต้นฝึกปรือวิชาอย่างเป็ทางการแล้ว แต่ผลที่ได้รับเรียกได้ว่าเกินความคาดหมายอย่างยิ่ง เนื่องจากตัวเขาเคยมีประสบการณ์ในการบ่มเพาะพลังระดับชั้นฟ้ามาก่อน ทำให้การฝึกปรือวิชาเพียง 5 วัน ก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก
ชื่อของมันคือ สละร่างมนุษย์ ดังนั้นกระบวนท่าของมันย่อมเกี่ยวข้องกับร่างกาย ในการฝึกปรือจึงจำต้องเข้มงวด และ ต้องฝึกฝนอย่างหนักมากกว่าปกติ ระดับชั้นฟ้าที่ อู่ อวี้ กำลังฝึกปรืออยู่นั้นเป็เพียงแค่ขั้นแรกเท่านั้น เขายังคงต้องหมั่นฝึกฝนอีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสละร่างของเขา เพิ่งจะอยู่ในขั้นที่หนึ่งเท่านั้น!
ในทุก ๆ วัน อู่ อวี้ จะวิ่งหายเข้าไปภายในป่า เช่นเดียวกับวานรแสวงหาป่า บางคราเขาจะดำลงไปในน้ำลึก เพื่อฝึกฝนความอดทนแบกรับแรงกดดันกว่า 10,000 จิน ในคราเดียวกันเขาก็ฝึกฝนการปล่อยหมัด และ กลั้นหายใจ ไปด้วย
บางครั้งเขาก็จะไปยืนใต้ธารน้ำตก แล้วปล่อยให้สายน้ำไหลตกลงบนแผ่นหลังของเขา
เขารัวหมัดอย่างบ้าคลั่ง เข้าชกใส่ต้นไม้ที่มีขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 3 เซียะจนขาดสะบั้น!
วันเวลาล่วงเลยผ่านไป วันแล้ววันเล่า!
เนื่องจากวัชระหลอมรวมกล้ามเนื้อ เป็เพียงแค่ขั้นตอนหนึ่งของกายาเพชระเท่านั้น เช่นนั้นการฝึกฝนจึงค่อนข้างเหนื่อยยาก และ หนักหนาอย่างแสนสาหัส คนธรรมดาไม่อาจแบกรับต่อความเ็ปเช่นนี้ได้ แต่เป็เพราะว่า อู่ อวี้ นั้นมิใช่เพียงคนธรรมดาสามัญ เขาจึงสามารถแบกรับต่อความเ็ปที่สุดจะพรรณนานี้ได้
เพื่อให้ตนสามารถอดทน แบกรับต่อความเ็ปเหล่านี้ได้ เขาจะนึกถึง่เวลาที่ตนเองถูกยอมรับจากนิกายกระบี่์ เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของท่านลุงเสิ่น และ นึกถึงความเกลียดชังที่เขามีต่อ ฮ่าว เทียน ซ่างเซียน พอเขานึกถึงสิ่งที่เขาจะตอบแทนมันอย่างสาสม สีหน้าของเขาก็ได้แผ่ความชั่วร้ายออกมา …
“เวลาเหลือไม่มากแล้ว ... ต้องเร็วกว่านี้”
‘์โปรดมอบวัชระหลอมรวมกล้ามเนื้อ เป็พรแก่ข้าด้วยเถิด!’
ยามเที่ยงวัน อู่ อวี้ ขึ้นไปบนยอดเขา เพื่อฝึกฝนพลังหมัดเขาปล่อยลงบนก้อนหิน ท่ามกลางแสงแดดอันเจิดจ้าเขายังคงรัวหมัดอัดใส่ก้อนหินอย่างต่อเนื่อง เหงื่อไคลไหลท่วมร่างกายของเขาราวกับสายน้ำ
“วัชระหลอมรวมต้องใช้ความแน่วแน่ในการฝึกฝน ถึงจะบรรลุผล!”
“เวลาเหลือไม่มากแล้ว ข้าต้องฝึกปรือให้หนักกว่าผู้อื่นเป็ 10 เท่า! หากผู้อื่นชก 1 ครั้ง ข้าก็จะชก 10 ครั้ง! "
* ตู้ม ตู้ม ตู้ม ตู้ม! *
ในทุก ๆ วัน ก้อนหินั์ที่อยู่บนยอดเขาจะสั่นะเือย่างต่อเนื่อง ไม่นานนักรอยร้าวก็เริ่มปรากฏขึ้นมาให้เห็น าแตรงมือ และ เท้าของเขาเหวอะหวะจนน่าหวาดกลัว แต่ผลจากการถูกทำลายมันได้กำเนิดิั และ เนื้อใหม่ขึ้นมา ซึ่งนับเป็เื่ยากที่จะเกิดขึ้น!
ทันใดนั้น บริเวณิัที่เต็มไปด้วยาแ และ ร่องรอยของคราบเื ก็ปรากฏแสงสีทองเส้นเล็ก ๆ นับไม่ถ้วนโคจรอยู่รอบ ๆ เส้นใยสีทองเหล่านี้สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ยามเมื่อมันต้องกับแสงของดวงอาทิตย์ แสงสีทองเหล่านี้ยิ่งเปล่งประกายมากขึ้นเป็ทวีคูณ
อาการาเ็ทั้งหลาย ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่กำปั้นของเขาเท่านั้น แต่ตามร่างกายของเขายังเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนมากมาย
าแเหล่านี้ได้มาจาก การคร่ำเคร่งต่อการฝึกปรือวิชา มันได้สร้างความเ็ปให้แก่ อู่ อวี้ อย่างยิ่ง โดยเฉพาะยามที่เขาดำลึกลงไปใต้แม่น้ำ มันได้สร้างความเจ็บแสบจนสุดจะทานทน แต่กระนั้นเขาก็ยังจำต้องกัดฟันข่มต่อความเ็ป!
“หากข้าไม่คร่ำเคร่งฝึกฝน ข้าจะทำตามความปรารถนาที่จะเป็จักรพรรดิาได้เช่นไร หากข้ามิใช่ยอดยุทธข้าจะกลายเป็ชาว์ได้เช่นไร!”
“ข้าจะต้องเป็ชาว์ให้ได้! ต่อให้ข้าต้องเผชิญหน้ากับความตายอีกนับ 9 ครั้ง ข้าก็จะฟื้นคืนกลับมา!”
ด้วยเพราะคร่ำเคร่งฝึกฝนมาเป็เวลานาน ความหิวจึงเริ่มถาโถมเข้าหา อู่ อวี้ ในทุก ๆ วันเขาจะต้องหาสัตว์ป่าจำนวนมากเพื่อมากินเป็อาหาร แต่กระนั้น พวกมันกลับพบเจอได้ยากยิ่งอย่างมาก ซึ่งไม่ต่างจากสมบัติล้ำค่าที่หลบซ่อนอยู่ในหุบเขา
สมบัติล้ำค่าทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในเทือกเขาคราม ล้วนเป็สมบัติของนิกายกระบี่์ เช่นนั้นแล้วหากเมื่อใดก็ตามที่ ข้ากลายเป็คนของนิกายกระบี่์ ข้าก็มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะได้ลิ้มรสสมบัติล้ำค่าเหล่านี้ เมื่อถึงเวลานั้นข้าก็มั่นใจอย่างยิ่งว่า ฝีมือของข้าจะรุดหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว
เหตุผลเหล่านี้ล้วนเป็แรงบันดาลใจ ทำให้เขาพากเพียร และ มุ่งมั่นไปสู่ความสำเร็จ เพราะเขารู้ว่าภายในอาณาจักรแห่งนี้ย่อมมีสมบัติล้ำค่ามากมาย จนไม่อาจคาดเดาหลบซ่อนอยู่
“ตู้ม!”
อีก 5 วันต่อมา เขาก็สามารถะเิหินก้อนใหญ่ที่สุดจนแหลกเป็เสี่ยง ๆ ได้
“ทำลาย!”
ความคับแค้นใจที่ฝังแน่นอยู่ในอกของ อู่ อวี้ ส่งผ่านจากเสียงะโอันเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ราวกับเป็คำบอกใบ้ว่า์จะต้องสั่นะเื!
แสงสว่างเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ ได้สาดส่องตกกระทบลงบนผิวกายของ อู่ อวี้ เผยให้เห็นเส้นใยแสงสีทองละเอียดอ่อนของปราณจิต เวลานี้บนผิวกายของเขาถูกปกคลุมไปด้วยแสงสีทอง พวกมันไหลวนเป็เกลียวคลื่นไปทั่วร่างกาย จากนั้นก็ไหลผ่านาแ และ เข้าสู่ภายในร่างกายของเขา เพื่อหลอมรวมเข้ากับกล้ามเนื้อ ปรากฏการณ์ครั้งนี้บ่งบอกได้ว่า อู่ อวี้ สามารถฝึกระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 1 และ วัชระหลอมรวมกล้ามเนื้อขั้นที่ 1 ได้เป็ผลสำเร็จ!
ภายในร่างกายของเขาเส้นใยสีทองของปรานจิต กำลังเคลื่อนที่ไปยังทิศทางเดียวกัน เพื่อหลอมรวมเป็หนึ่ง ในที่สุดมันก็โคจรมาหยุดอยู่ตรงกลางแผ่นหลัง แล้วสร้างรูปลักษณ์ขึ้นมาเป็รูปสัญลักษณ์ของสวัสติกะ “卍”
อักษรทองคำ!
พลัง!
บัดนี้เขาััได้ถึงพลัง ที่กำลังพลุ่งพล่านอยู่ภายในร่างกายของเขาอีกครั้ง!
“ ‘วัชระหลอมรวมกล้ามเนื้อ’ ในที่สุดก็บรรลุจนสมบูรณ์!”
อู่ อวี้ ยืนอยู่บนยอดเขา ท่อนบนเปลือยเปล่าท่อนล่างสวมใส่กางเกงสีดำ แม้รูปลักษณ์ของเขาจะดูผอมสูง แต่กล้ามเนื้อของเขากลับดูโดดเด่น มันดูแข็งแกร่งกระชับ และ ยืดหยุ่นในคราเดียวกัน หากผู้ใดได้พบเห็นอย่างใกล้ชิด คนผู้นั้นจะต้องสังเกตเห็นประกายแสงสีทองเล็ก ๆ กะพริบระยิบระยับอยู่รอบ ๆ ร่างกายของเขา แสงสีทองเ่าั้เคลื่อนผ่านไปยังบริเวณแผ่นหลัง แล้วรวมตัวเป็รูปร่างของสัญลักษณ์สวัสติกะ “卍”
“อ๊ากกกกก!”
อู่ อวี้ แผดเสียงร้องะโออกมาอีกครั้ง ราวกับว่า้าให้ได้ยินไปทั่วหล้า,
ในที่สุดข้า อู่ อวี้ ก็ได้กลับมา!
แม้ว่าเวลานี้เขาจะก้าวเข้าสู่ระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 1 แต่ความรู้สึกในครั้งนี้กลับช่างแตกต่างจากครั้งแรก ที่เขาเข้าสู่ระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 1 อย่างสิ้นเชิง
“เวลานี้ความแข็งแกร่งของเขา เปรียบเสมือนดั่งอาชาศึกถึง 3 ตัว เท่ากับว่าข้าแข็งแกร่งกว่าคนปกติถึง 3 เท่า ทั้งที่แค่อยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้นที่หนึ่งเท่านั้น! น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ที่ข้าสามารถบรรลุถึง 2 เคล็ดวิชาได้!”
“เพียงแค่ขั้นที่ 1 ของวัชระหลอมรวมกล้ามเนื้อ ก็ทำให้ร่างกายของข้าแข็งแกร่ง และ ยืดหยุ่นถึงเพียงนี้ หากข้าสามารถ ฝึกฝนกายาเพชระจนบรรลุอย่างสมบูรณ์ ข้าก็อาจจะมีกะโหลกเป็ทองแดง และ กระดูกเป็เหล็กจริง ๆ ก็ได้ มันคงสามารถป้องกันข้าจากคมหอกคมดาบ ฯลฯ ?”
ความสามารถนี้ได้สร้างความตื่นเต้น ให้กับ อู่ อวี้ เป็อย่างยิ่ง เขารู้สึกถึงความหวังที่อาจเอื้อมถึงได้ ซึ่งแม้แต่ร่างกายชาว์ก็ยังเป็เพียงแค่ก้อนเนื้อ และ กระดูกธรรมดาเท่านั้น ถ้ากระดูกของเขากลายเป็เหล็ก เช่นนั้นแล้วไม่ว่าจะเป็ศัตรูหน้าไหน ก็มิอาจมาทำร้ายเขาได้?
“นอกจากนี้ าแของข้ายังหายเร็วกว่าคนปกติทั่วไป าแที่ได้จากสองสามวันก่อน บัดนี้มันได้หายสนิทเป็ปลิดทิ้ง โดยไม่ได้รับการเยียวยารักษาจากโอสถ หรือ สมุนไพรใด ๆ หากข้าสามารถฝึกฝนกายาเพชระจนสำเร็จได้ ข้าจะไม่ตาย และ กลายเป็ะ หมายความว่าร่างกายของข้าจะงอกขึ้นมาใหม่ จากหยดเืเช่นนั้นหรือ?”
ทุกอย่างจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็ด้านความแข็งแกร่งของพลัง และ ร่างกาย รวมถึงความเร็วกับความยืดหยุ่น!
แม้ว่าตอนนี้เขาจะอยู่ในระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 1 แต่พลังของ อู่ อวี้ ก็เกินกว่าที่จะจินตนาการได้
“ขั้นที่สอง ‘เส้นเอ็นวัชระ’ ขั้นนี้จะทำให้เส้นเอ็นของข้าแข็งแกร่งราวกับเพชร แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังยากที่จะปักใจเชื่อ!”
อู่ อวี้ รู้สึกว่าเคล็ดวิชา กายยาเพชระ นั้นมีความซับซ้อน และ ลึกซึ้งเป็อย่างยิ่ง ระดับวิชาที่เขามีอยู่ในตอนนี้เป็เพียงแค่ส่วนหนึ่งของยอดูเาน้ำแข็งเท่านั้น!
เขาไม่แยแสว่าจะต้องพักเหนื่อยเอาแรง เขารีบฝึกฝนเส้นเอ็นวัชระต่อทันที
ระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 2 กับ สละร่างขั้นที่ 2 คือ เส้นเอ็นวัชระ
การบดขยี้เส้นเอ็น แตกต่างจากหลอมรวมกล้ามเนื้อเล็กน้อย ขั้นที่ 2 มุ่งเน้นในเื่ความแข็งแกร่งของเส้นเอ็น ดังนั้นวิธีการฝึกฝนจึงแตกต่างกัน และ ความเ็ปก็ยังเพิ่มมากขึ้น แต่เพราะว่า อู่ อวี้ เคยมีประสบการณ์ฝึกฝนในขั้นตอนนี้มาแล้ว อีกทั้งจิตใจของเขาก็ยังแข็งกล้าขึ้นมาก บวกกับมีเคล็ดวิชาอันลึกซึ้งอยู่กับตัว จึงทำให้การฝึกฝนรุดหน้าแบบก้าวะโอย่างน่าเหลือเชื่อ ถึงแม้เวลาจะมีเพียงน้อยนิดก็ตามที
ผ่านไปได้ 2 - 3 วัน การฝึกฝนก็สำเร็จลุล่วง ในตอนนี้เส้นเอ็นของเขาเวลานี้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า เรียกได้ว่าแข็งแกร่งกว่ากล้ามเนื้อเสียอีก แต่สิ่งที่น่าทึ่งไม่ใช่แค่ความแข็งแกร่งอย่างเดียวเท่านั้น มันยังมีความยืดหยุ่นจนน่าเหลือเชื่อ!
ความแข็งแกร่งของเส้นเอ็น เรียกได้ว่าเป็แค่อีกหนึ่งขั้นตอนของขั้นพื้นฐานเท่านั้น เมื่อเขาเข้าสู่ระดับชั้นฟ้าขั้น 2 กับสละร่างขั้น 2 มันก็เท่ากับว่าเขามีความแข็งแกร่งเท่าเทียมกับอาชาศึก 10 ตัว!
“แม้ข้าจะเพิ่งเข้าสู่ระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 2 เท่านั้น แต่พลังปัจจุบันของข้ากลับมีถึง 1/5 ของพลังงานที่เคยมีก่อนหน้านี้!”
ในที่สุด อู่ อวี้ ก็รู้ว่าเคล็ดวิชากายาเพชระ ถือเป็สมบัติล้ำค่าอย่างแท้จริง
ภายใต้ความร้อนระอุจากแสงตะวัน แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความร้อนนั้น เป็เพราะว่าเขามีกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่ง และ เส้นใยสีทองที่แผ่กระจายอยู่ทั่วร่าง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มันยังเป็เพียงแค่จุดเริ่มต้นของการฝึกฝนของเขาเท่านั้น!
“ขั้นตอนที่ 3” เพลิงสีทองผลาญกระดูก!”
“ในขั้นตอนนี้จะต้องทำให้กระดูกของเขาเป็สีทอง โดยใช้เพลิงชำระล้างให้บริสุทธิ์!”
ในขั้นตอนนี้ผู้ฝึกตน จะต้องทำให้กระดูกทั่วทั้งร่างกลายเป็สีทอง โดยต้องหลอมรวมเข้ากับเนื้อหนัง และ ปราณจิต การฝึกฝนในขั้นตอนที่ 3 จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อ กระดูกมีเปลวเพลิงสีทองลุกโชติ่ออกมา
1,000 อักษรของเคล็ดวิชากายาเพชระ และ ขั้นตอนของการสละร่าง ถือเป็การปูพื้นฐานของร่างกายให้มั่นคงแข็งแกร่ง
ั้แ่เนื้อ เส้นเอ็น จวบจนไปถึงกระดูก!
สำหรับสิ่งนี้ถือเป็การสั่งสมสำหรับ อู่ อวี้ เขาจึงไม่จำเป็ต้องคิดให้มากความเกินไป สิ่งหนึ่งที่เขารู้อย่างแน่ชัดนั่นก็คือ หากวันใดที่เขาฝึกวิชาไปจนถึงระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 10 และ กลายเป็จักรพรรดิา วันนั้นเขาจะไม่ต้องหวั่นเกรงต่อพลังอำนาจของ ฮ่าวเทียน ซ่างเซียน อีกต่อไป!
เขาใช้เวลาฝึกปรือ 11 วัน ในการเข้าถึงระดับชั้นฟ้าชั้นที่ 2 และ สละร่างขั้นที่ 2
หลังจากคำนวณ่เวลา อู่ อวี้ ก็รู้ว่าตนมีเวลาเหลือเพียงแค่ 21 วัน ก็จะถึงกำหนดการสอบคัดเลือก เป็ศิษย์ของนิกายกระบี่์ ก่อนหน้านี้ อู่ อวี้ เขาไม่คาดหวังมากนัก แต่เวลานี้มันไม่ใช่อีกแล้ว หลังจากที่เขาเรียนรู้ และ ทำความเข้าใจในเคล็ดวิชากายาเพชระอย่างลึกซึ้ง เขาก็คิดว่าบางทีเขาอาจจะทำให้ ความปรารถนาของตนเองนั้นเป็จริงขึ้นมาได้!
“โดยปกติแล้วหากฝึกวิชามาถึงระดับชั้นฟ้าขั้นที่ 6 ผู้ฝึกตนจะมีพลังเทียบเท่ากับม้าศึก 100 ร้อยตัว หากตัวข้ามีความแข็งแกร่งเท่ากับม้าศึก 100 ร้อยตัว ก็จะทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าข้าอยู่ในระดับชั้นฟ้าชั้นที่ 6 ซึ่งมันจะทำให้ข้ามีคุณสมบัติเพียงพอสำหรับการเข้าร่วมสอบคัดเลือกในครั้งนี้!”
หาก อู่ อวี้ ยังคงฝึกปรือเคล็ดวิชากายาเพชระต่อไป ในแต่ละขั้นย่อยของเคล็ดวิชานี้ จะทำให้เขามีพลังแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นทุกขณะ นอกจากนี้ในวันสอบเขาคิดว่า จะใช้แค่วิชาการต่อสู้ที่เคยใช้มาก่อน ๆ ที่จะถูกผงพรากิญญาสลายไป
ตำนานของชาว์กล่าวไว้ว่า ผู้ใดก็ตามสามารถฝึกปรือจนสามารถใช้ขั้นวิชาแห่งเต๋าของตนเองได้ คนผู้นั้นจะถูกเลื่อมใสเป็อย่างยิ่ง แต่สำหรับมนุษย์แล้วไม่ว่าจะเป็ บุรุษ หรือ สตรี ก็ไม่สามารถฝึกปรือวิชาแห่งเต๋าได้ นั่นก็เพราะว่าพวกเขาไม่ใช่ชาว์!
ยกเว้นวิชาแห่งเต๋าที่อยู่ในเคล็ดวิชาการต่อสู้ ของอาณาจักรมนุษย์ เป็เคล็ดวิชาขั้นพื้นฐานที่มนุษย์สามารถฝึกฝนได้ ดังนั้นศิษย์ในนิกายที่วิชายุทธยังอยู่ระดับล่าง จำต้องฝึกเคล็ดวิชาขั้นพื้นฐานนี้กันหมดทุกคน
เดิมทีวิชายุทธจะถูกแบ่งออกเป็ 3 ระดับ นั่นก็คือ ระดับล่าง ระดับกลาง ระดับสูง แต่เมื่อ อู่ อวี้ ได้เข้ามาอยู่ในนิกาย เขาจึงได้ล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้ว วิชายุทธถูกแบ่งออกเป็ 4 ระดับ ระดับสุดท้ายนี้ก็คือ ระดับยอดยุทธ
เมื่อครั้งที่เขายังอยู่ภายในอาณาจักรบูรพาเย่วอู่ เขาได้เรียนรู้วิชายุทธมากมายซึ่งแตกต่างกันไป ทั้งหมดล้วนอยู่ในบันทึกลับ ซึ่งมีแต่เฉพาะเชื้อพระวงศ์ที่แข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะได้ฝึกปรือมัน! แม้ว่าเวลานั้นวิชายุทธของเขาจะอยู่แค่ระดับกลาง แต่ชื่อเสียงของเขาก็ยังคงเลื่องลือ ถูกกล่าวขานขนานนามจากราษฎรทั้งใน และ นอกอาณาจักร ว่าเป็ ‘กระบี่สังหารปลาวาฬแห่งบูรพาสมุทร’ !
ตามคำร่ำลือที่ถูกถ่ายทอดมา ว่ากันว่าวิชายุทธนั้นถูกสร้างขึ้นโดยฮ่องเต้เมื่อครั้งอดีต ได้เล่าขานกันว่าฮ่องเต้องค์นั้นได้ใช้กระบี่ของเขา สังหารปลาวาฬั์ที่อยู่ในทะเลตะวันออก แล้วเนื่องจากว่าอาณาจักรบูรพา เย่วอู่ อยู่ใกล้กับทะเลตะวันออกอย่างยิ่ง พวกเขาจึงได้รับการถ่ายทอดวิชายุทธนั้น และ กลายเป็มรดกตกทอดแก่เหล่าฮ่องเต้สืบต่อกันมา
แต่ระดับยุทธในปัจจุบันของเขา ยังไม่สามารถใช้เคล็ดวิชานั้นได้ เขาทำได้แค่ฝึกยุทธในระดับล่างที่มีนามเรียกว่า ‘หมัดัพยัคฆ์คำราม’ !
แม้ว่าวิชายุทธนี้จะอยู่ในระดับล่าง แต่ทว่าเพลงหมัดนี้ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดในระดับของมัน ตามคำร่ำลือเล่าว่าทุกครั้งที่ปล่อยหมัดจะมีพยัคฆ์ และ ัพวยพุ่งออกมา
และนอกจากนี้ ยังมีเพลงยุทธก้าวปีศาจวานร ที่ได้ช่วยเหลือเขามาแล้วหลายต่อหลายครั้งอีก ยามใดที่เขาพวยพุ่งเข้าใส่ศัตรู เขาสามารถบั่นหัวของทหาร และ แม่ทัพฝั่งศัตรูได้นับหมื่นคน ด้วยเพลงกระบี่สังหารปลาวาฬแห่งบูรพาสมุทร ท่ามกลางเสียงโห่ร้องอันแซ่ซ้องของราษฎร ภายในอาณาจักรของเขา
นั่นคือเพลงยุทธที่เขาเคยฝึกปรือจนบรรลุ และ เขายังคงหมั่นฝึกปรือ เพื่อเพิ่มพูนความชำนาญ และ ความก้าวหน้าให้ทวียิ่งขึ้น ซึ่งทำให้เขาล่วงรู้ความสามารถในการรบของตนเองได้อย่างลึกซึ้ง!
อู่ อวี้ ฝึกปรือวิชาจนมาถึงยามดึกสงัดของราตรีหนึ่ง
“ตู้ม ตู้ม ตู้ม!”
ต้นไม้สูงตั้งนานเกิดการสั่นะเือย่างแรง จากพลังหมัดัพยัคฆ์คำราม ที่ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง ่กลางลำต้นของต้นไม้ เริ่มปรากฏรอยแตกร้าวขึ้นให้เห็นอย่างเด่นชัด ถึงแม้ว่าลำต้นของมันจะมีขนาดหนา และ ใหญ่มากเพียงใด ไม่นานนักต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ ก็ไม่สามารถทนแบกรับพลังหมัดแสนรุนแรงได้อีกต่อไป มันทรุดตัว และ หักโค่นลงกระแทกกับพื้นดินอย่างจัง * ตู้ม!!! ครืนนน!!!! *
* แปะ แปะ! *
ทันใดนั้นเสียงปรบมือก็ดังขึ้นรอบ ๆ
“แย่ล่ะ ข้ามัวแต่ก้มหน้าก้มตาฝึกฝน จนไม่ทันสังเกตสิ่งที่อยู่โดยรอบ!”
หัวใจของ อู่ อวี้ ตกวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขารีบกวาดตามองรอบ ๆ ทันที ฉับพลันสายตาของเขาก็พบกับบุรุษร่างกำยำ 6 คน ชายเ่าั้กระโจนออกมาจากความมืด เข้ามาล้อมรอบตัวของเขาไว้พร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยน้ำเสียงอันแสนโเี้
................................................................................................................................................