จุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 71 จางอี้เหวิน

            “นึกไม่ถึงเลย เดิมที่ข้าก็นึกว่าตำแหน่งผู้ดูแลหอตำราคงไม่มีใครอื่นนอกจากศิษย์พี่หญิงฉู่แต่กลับคาดไม่ถึงว่าตอนนี้จะมีจางอี้เหวินโผล่ขึ้นมาอีกคน”

            “จางอี้เหวินคนนี้เป็นใครกัน? เหตุใดไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย?”

            “ได้ยินมาว่าเขาเป็นศิษย์ชั้นนำระดับหัวกะทิคนหนึ่งของสายชีพจรเสวียนปกติจะชอบทำตัวนิ่งเงียบจนไม่ค่อยเป็นที่สนใจ แต่นึกไม่ถึงว่าจู่ๆจะโผล่ขึ้นมาแบบนี้”

            “ศิษย์พี่หญิงฉู่ใช้ความพยายามมามากกว่าจะท่องจำตำรากว่าสามพันบทความได้ในระยะเวลาหนึ่งก้านธูปแต่ตอนนี้ กลับมีจางอี้เหวินโผล่เข้ามา เขาท่องจำไปได้ไม่มากไม่น้อยเพียงแค่สามพันบทความพอดิบพอดี เพื่อกดดันศิษย์พี่หญิงฉู่”

            “ข้าว่าจางอี้เหวินคนนี้ดูจะมีอะไรไม่ดีอยู่ในใจเป็นแน่เขาคงคิดจะอาศัยศิษย์พี่หญิงฉู่สร้างชื่อในสำนักให้กับตนเอง ฮึ”

            “แม้จะผ่านขั้นแรกได้แล้วจะทำไม? รอให้จางอี้เหวินผ่านขั้นที่สองไปให้ได้ก่อนแล้วค่อยพูดเถอะ”

            เมื่อฉินอวี่มาถึงหอตำรา พื้นที่แห่งนี้ก็เต็มไปด้วยคลื่นของผู้คนแล้วศิษย์วัยหนุ่มสาวจำนวนมากต่างเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองหมายจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้ฉู่เยว่ฉาน

            ฉินอวี่เดินเข้าไปในฝูงชน มองไปบนแผ่นศิลาแผ่นนั้นและพบว่าชื่อของฉู่เยว่ฉานที่อยู่ท้ายแผ่นศิลาไม่ได้ลอยอยู่ตรงนั้นแล้วแต่ถูกประทับลงไปบนแผ่นศิลา แม้ว่าจะเป็นคนสุดท้ายแต่เหนือนางขึ้นไปยังมีรายชื่อของ ‘จางอี้เหวิน’

            ฉินอวี่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องนี้ ไม่แน่ว่ามันอาจเป็นเรื่องบังเอิญและแน่นอน หากมีเจตนาทำให้เป็นเช่นนั้นนั่นก็คงเป็นเพราะจางอี้เหวินต้องการอาศัยฉู่เยว่ฉานเป็นบันไดก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จ

            ในขณะที่ฉินอวี่กับลังครุ่นคิด

            ฉู่เยว่ฉานก็เดินออกมาจากประตูทางนั้นพอดี หากเทียบกับเมื่อเก้าเดือนก่อนฉู่เยว่ฉานในตอนนี้ดูเหนื่อยล้าลงไปมาก ใบหน้าของนางไม่มีเลือดฝาดตามปกติที่เคยมีดูเหมือนว่าการทดสอบขั้นที่สองจะทำให้นางต้องใช้แรงกายแรงใจอย่างหนัก

            “ศิษย์พี่หญิงฉู่ ท่านอย่าได้สงสัยในพรสวรรค์ที่ท่านมีเลยแต่ตำแหน่งผู้ดูแล ข้าจะต้องทำให้ได้” ในตอนนี้มีชายหนุ่มในชุดดำพูดขึ้นออกมาจากฝูงชนอย่างทันทีทันใด

            ผู้คนต่างหันไปมองทางชายหนุ่มคนนั้นด้วยความโกรธเคืองและอดไม่ได้ที่จะก่นด่าออกมาชุดใหญ่“ตอนนี้ยังมีเวลาหนึ่งเดือนก่อนจะถึงวันคัดเลือกผู้ดูแลต่อให้เจ้าจะผ่านขั้นที่สองไปได้แล้วจะอย่างไร? ไม่แน่ว่าภายในหนึ่งเดือนนี้อาจจะมีใครขึ้นนำเจ้าก็ได้”

            “โอหังเสียจริง หาใช่ว่าในสำนักยุทธ์ว่านจ้งจะมีเพียงเจ้าจางอี้เหวินที่มีคุณสมบัติเป็นผู้ดูแลเสียเมื่อไรกัน? เพียงเพราะคนส่วนมากต่างไม่สนใจการขึ้นเป็นผู้ดูแลจึงไม่มีผู้ใดเข้าร่วมก็เพียงเท่านั้น”

            “ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ล่ะ ว่าจางอี้เหวินผู้นี้มีใจคิดไม่ซื่อ!”

            เสียงตะโกนที่โกรธเกรี้ยวดังขึ้นมาทันที ฉินอวี่ยืนอยู่ด้านหลังของฝูงชนและมองดูรูปลักษณ์ของชายหนุ่มคนนั้นผ่านช่องว่างได้อย่างเลือนราง

            คนผู้นี้เป็นชายหนุ่มอายุราวยี่สิบปีมีระดับฝึกฝนอยู่ในขั้นเทียนชุ่ยชั้นที่หนึ่ง หน้าตาหล่อเหลาแต่ดูเย็นชานัยน์ตาดำลึก จ้องมองฉู่เยว่ฉานด้วยสายตาที่ลุกเป็นไฟ และมีพลังความกดดันที่รุนแรง

            ดวงตาอันงดงามของฉู่เยว่ฉานมองไปทางชายหนุ่มคนนั้นและลูบผมที่ปิดแก้มของนาง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่แน่วแน่“แน่นอนว่าตำแหน่งผู้ดูแลต้องเป็นคนเก่งกล้ายิ่งมีความสามารถมากเท่าไรยิ่งเป็นประโยชน์ต่อสำนัก แต่ยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือนข้าจะขอลองดูอีกครั้ง”

            ชายหนุ่มที่ชื่อจางอี้เหวินพูดออกไปอย่างเฉยเมย “ศิษย์พี่หญิงฉู่ในขั้นที่สองเป็นการสร้างกลวิชาขึ้นมาโดยอาศัยพื้นฐานจากตำราโบราณฉบับสมบูรณ์นี่จึงไม่ใช่สิ่งที่จะสำเร็จได้ด้วยการทดลองหลายครั้ง”

            ฉู่เยว่ฉานเหลือบมองจางอี้เหวินโดยไม่ได้พูดอะไรออกไปแต่ก้าวเท้าเดินออกไป ผู้คนต่างหลีกทางให้ฉู่เยว่ฉานในทันที

            “ศิษย์พี่หญิงฉู่ ท่านอย่าได้มาเสียเวลาที่นี่เลย วันนี้ ข้าจางอี้เหวินจะต้องผ่านการทดสอบขั้นที่สอง”พูดจบ จางอี้เหวินก็เดินเข้าประตูไป

            ฉู่เยว่ฉานลดฝีเท้าลงเล็กน้อย ขมวดคิ้วขึ้นทันที และลังเลอยู่ครู่หนึ่งนางยังคงยืนอยู่ที่เดิม ไม่ได้จากไปไหน จากนั้นจึงหันกลับไปมองประตูนั้นอีกครั้งดูเหมือนจะอยากรู้ว่าจางอี้เหวินจะสามารถผ่านการทดสอบขั้นที่สองไปได้หรือไม่

            “ศิษย์พี่หญิงฉู่ ไม่พบกันนานเลยนะ” ขณะที่ฉู่เยว่ฉานกำลังยืนคิดอยู่นั้นก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน นางค่อยๆ หันศีรษะไปด้านข้างและพบกับฉินอวี่ที่ยืนอยู่ข้างกาย ดวงตาของนางเปล่งประกาย “ศิษย์น้องฉินเจ้าเองหรือ?” คำพูดหยุดไปชั่วขณะดวงตาที่เปล่งประกายของนางมืดมนลงทันที น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยความรู้สึกเสียใจ“ศิษย์น้องฉิน ข้าขอโทษ ข้าผิดคำพูดเสียแล้ว”

            ในตอนที่ฉินอวี่ถูกเลือกเป็นกุมารโอสถ ฉู่เยว่ฉานก็ได้ยินเรื่องนี้แล้วนางเองได้ไปขอร้องผู้เป็นอาจารย์ของนางให้ช่วยพาฉินอวี่กลับออกมาแต่ด้วยเลี่ยเอ๋าอยู่ในสถานะที่พิเศษมากนอกจากเจ้าสำนักแล้วก็ไม่มีผู้ใดทำอะไรเขาได้

            ฉินอวี่ตกตะลึง

            “ผู้อาวุโสเลี่ยเป็นผู้อาวุโสของสายชีพจรฟ้า มีอารมณ์และนิสัยที่แปลกประหลาด”ฉู่เยว่ฉานพูดไปอย่างจริงใจ แต่ยังไม่ทันพูดจบก็ถูกฉินอวี่ขัดจังหวะเอาไว้

            “ศิษย์พี่หญิงฉู่ ตาแก่... อ้อ ผู้อาวุโสเลี่ยมีอารมณ์ที่แปลกประหลาดก็จริงแต่ตอนนี้ข้าก็ไม่ได้เป็นอะไรใช่หรือไม่ล่ะ? ศิษย์พี่หญิงมีจิตใจเช่นนี้ข้าเองก็ประทับใจยิ่งนัก” ฉินอวี่กล่าวอย่างเรียบเฉยตาเฒ่าคนนั้นสามารถเรียนรู้ข้อบังคับของฟ้าดินได้จนรู้แจ้งและยังมีสถานะที่สูงมากในสำนักยุทธ์ว่านจ้งฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกที่ฉู่เยว่ฉานจะไม่สามารถแตะต้องเขาได้

            ฉู่เยว่ฉานมองไปทางฉินอวี่ และพยักหน้าเบาๆ

            ฉินอวี่ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มของเขาบางๆการสนทนากับฉู่เยว่ฉานเป็นไปอย่างผ่อนคลายแต่ก็ไม่ต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลาเหมือนตอนสนทนากับจื่อซวินเอ๋อที่จะต้องจดจ่ออยู่กับทุกคำพูดของนาง

            “นี่ไม่ใช่คนที่กำลังใกล้ตายคนนั้นหรือ? ไม่นึกเลยว่าจะยังไม่ตาย?”

            “ข้าได้ยินมาว่าเขาถูกเลือกให้เป็นกุมารโอสถของผู้อาวุโสเลี่ยแห่งสายชีพจรฟ้านึกไม่ถึงว่าจะยังมีชีวิตรอดมาได้?”

            “คนผู้นี้เข้าใกล้ชิดศิษย์พี่หญิงฉู่ครั้งแล้วครั้งเล่า จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาคิดจะเด็ดดอกฟ้า?”

            ศิษย์รอบด้านต่างจ้องมองไปทางฉินอวี่ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันอย่างโจ่งแจ้งแต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าจะแยกฉินอวี่ออกมาเป็นเพราะฉู่เยว่ฉานได้กล่าวไว้แล้วว่าจะปกป้องเขาตลอดเวลาสามปี ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องการเป็นเหมือนจ้าวเจิ้นหย่วนเพราะเหตุการณ์วันที่ฉินอวี่รับคำท้าประลองกับจ้าวเจิ้นหย่วนยังคงอยู่ในความทรงจำส่วนลึกของทุกคน

            ฉินอวี่ทำเป็นหูหนวกไม่สนใจต่อเสียงเยาะเย้ยเหล่านี้เขามองไปทางฉู่เยว่ฉานและพูดว่า “ศิษย์พี่หญิงฉู่ สนใจตำแหน่งผู้ดูแลหรือ?”

            ฉู่เยว่ฉานส่ายหน้า “ใจของข้าตั้งมั่นในทางแห่งเต๋า ไม่ได้สนใจต่อการเป็นผู้ดูแลหอตำราเลยการเข้าร่วมการทดสอบตำแหน่งผู้ดูแลก็เพื่อจะได้อ่านตำราที่อยู่ที่นี่ให้ได้เป็นจำนวนมากและฝึกฝนตนเองอย่างต่อเนื่อง”

            ฉินอวี่พยักหน้า และขณะที่กำลังจะพูดอะไรบางอย่างกลับได้ยินฉู่เยว่ฉานพูดขึ้นมา “ศิษย์น้องฉิน หากเจ้าไม่รังเกียจจะไปอยู่ที่สายชีพจรฟ้าสักสองปีก็ได้นะขอเพียงผ่านสามปีนี้ไป คำสาปนั่นก็จะสลายไปแล้วล่ะ”

            ฉินอวี่ยิ้มแหย เป็นเพราะคิดว่าเขาจะต้องตายอีกแล้วหรือ? แต่ถึงอย่างไร น้ำใจของนางก็ทำให้ฉินอวี่ประทับใจยิ่งนัก จากนั้นฉินอวี่ก็พูดขึ้น “ศิษย์พี่หญิงฉู่ ข้าจะต้องมีชีวิตยืนยาวแน่นอน จะว่าไปแล้วข้ายังต้องการฟังศิษย์พี่หญิงเล่าเรื่องภาพวาดนั่นอยู่อีก”

            ใบหน้าอันงดงามของฉู่เยว่ฉานแดงก่ำ เม้มริมฝีปากเบาๆและพยักหน้าอย่างจริงจัง

            “จริงสิ ศิษย์พี่หญิงฉู่ ผู้อาวุโสเลี่ยเป็นผู้อาวุโสของสายชีพจรฟ้าหรือ?”ฉินอวี่ถาม

            “อืม เป็นผู้อาวุโสของสายชีพจรฟ้า และยังอยู่ในตำแหน่งที่สูงมากด้วยเขาเป็นศิษย์น้องของท่านเจ้าสำนัก แต่มีอารมณ์และนิสัยที่พิสดารไปหน่อยไปไหนมาไหนอย่างอิสระ” ฉู่เยว่ฉานตอบ

            “เช่นนั้นศิษย์พี่หญิงเคยได้ยินเรื่องของหวงถิงบ้างหรือไม่?” ฉินอวี่ถามอย่างหยั่งเชิง

            “หวงถิง? เจ้าคงได้ยินชื่อนี้มาจากผู้อาวุโสเลี่ยสินะ?ผู้อาวุโสหวงถิงเป็นผู้อาวุโสของสายชีพจรดินได้ยินมาว่าเขาเข้ามาเป็นศิษย์ของสำนักพร้อมกันกับผู้อาวุโสเลี่ยแต่ทั้งสองคนจะมีความขุ่นเคืองกันมาตั้งแต่เด็ก หลายปีที่ผ่านมาพวกเขาสองคนก็เหมือนน้ำกับไฟ ได้ยินว่า ผู้อาวุโสเลี่ยถึงกับไปหาวิธีปรุงยาเพื่อเอาชนะผู้อาวุโสหวงเลยทีเดียว” ฉู่เยว่ฉานพูดสิ่งที่รู้ทั้งหมดออกมา

            “ข้าได้ยินมาว่าผู้อาวุโสหวงถิงยังไม่ก้าวผ่านขั้นทลายวิถีเลยแล้วเขาจะเอาชนะผู้อาวุโสเลี่ยในระดับเขตแดนเต๋าได้อย่างไร?” ฉินอวี่พูดด้วยความประหลาดใจ

            “บางทีเจ้าอาจจะยังไม่รู้ ผู้อาวุโสหวงถิงแข็งแกร่งมากหากไม่ใช่เพราะเขาเอาแต่แข่งขันกับผู้อาวุโสเลี่ยตลอดเวลาเขาก็คงได้เป็นผู้อาวุโสของสายชีพจรดินไปแล้วเช่นกัน นอกจากนี้ข้าได้ยินอาจารย์บอกว่า ผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าทั่วไปไม่ได้อยู่ในสายตาของผู้อาวุโสหวงเลย” ฉู่เยว่ฉานกล่าวด้วยเสียงจริงจัง

            เมื่อฉินอวี่ได้ยินดังนี้ เขาก็ตกตะลึงในทันทีราวกับเกิดพายุขึ้นในใจของเขา

            คนขั้นทลายวิถีสามารถเอาชนะผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าได้สิ่งนี้ก็คงไม่แตกต่างไปจากสยงท่าเทียนในขั้นปราณเสถียรที่สู้กับถงอวิ๋นเฟยเลยสิ่งนี้สามารถบอกได้ด้วยความแตกต่างกันอย่างสุดขั้วซึ่งเป็นความแตกต่างที่ห่างกันถึงระดับหนึ่งเขตแดนพลัง!

            แม้ว่าจะอยู่ในระดับสูงสุดของขั้นทลายวิถีแต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังอยู่ในเขตแดนวิญญาณ ยังไม่ก้าวสู่ระดับเขตแดนเต๋ายังไม่ได้รับความเข้าใจในพลังแห่งเต๋าที่แท้จริง หากเทียบกับระดับเขตแดนเต๋าแล้วยังนับว่ามีความแตกต่างกันอยู่ไม่น้อย

            หากกล่าวอีกนัยหนึ่ง โดยปกติแล้วผู้ฝึกตนขั้นปราณเสถียรระดับทั่วไปสิบคนสามารถต่อสู้กับผู้ฝึกตนขั้นเทียนชุ่ยได้แต่คนขั้นทลายวิถีจำนวนร้อยคนกลับยากจะเอาชนะผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าได้ไม่เช่นนั้นก็คงไม่สามารถใช้ผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋าในการวัดความแข็งแกร่งของผู้ทรงพลังได้

            อาจารย์ผู้ดูท่าทางไม่น่าเคารพคนนั้นสามารถเอาชนะผู้อาวุโสเลี่ยในระดับเขตแดนเต๋าได้จริงหรือ?นอกจากนี้ ผู้อาวุโสเลี่ยยังมีข้อบังคับของฟ้าดินอยู่ด้วย หรือว่าอาจารย์ก็มีข้อบังคับนี้เช่นกัน? แต่ต่อให้มีเช่นนั้นก็ไม่น่าจะกล้าบ้าคลั่งได้ถึงเพียงนี้

            นอกเสียแต่ว่า... เขาจะมีอาวุธเทวะระดับสูงหรือบางทีเขาอาจมีความแข็งแกร่งจนถึงสุดขอบเขตแดนวิญญาณแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่กล้าตั้งตัวเป็นคู่ต่อสู้ของผู้แข็งแกร่งระดับเขตแดนเต๋า

            “แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แต่มารยาทการพบเจอกันยังไม่มีป้ายคำสั่งที่ให้ไว้ก็ไม่มีแต้มสนับสนุนแม้แต่น้อย?” ในใจของฉินอวี่ยิ้มขึ้นอย่างขมขื่นเขาก็ยังไม่รู้เช่นกันว่าการมอบตัวเป็นศิษย์ของหวงถิงคือโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่

            ขณะที่ฉินอวี่กำลังตกใจอยู่นั้น จางอี้เหวินก็เดินออกมาจากประตูด้วยท่าทางที่ดูดีใจกวาดสายตามองศิษย์จำนวนมากอย่างภาคภูมิใจ ท้ายที่สุดก็มองไปยังฉู่เยว่ฉานด้วยสายตาที่ร้อนผ่าวและพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นธรรมชาติ “เป็นไปดั่งความคาดหวังของทุกคนข้าโชคดีที่ผ่านการทดสอบขั้นที่สอง”

            “เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้!ได้ยินมาว่าในการทดสอบขั้นที่สองจะต้องสร้างกลวิชาขึ้นมา เจ้าจะสร้างขึ้นมาได้อย่างไร?”

            “นี่คงละเมอฝันไปหรือ? จางอี้เหวินผ่านการทดสอบในขั้นที่สอง?”

            ทั่วทั้งหอตำราโกลาหลขึ้นมาทันที

            ฉู่เยว่ฉานมองไปและพูดด้วยความสงบ “ยินดีกับศิษย์น้องจางด้วยที่ได้ตำแหน่งผู้ดูแลหอตำรา”

            “ศิษย์พี่หญิงฉู่ ยังมีเวลาอีกหนึ่งเดือนใครจะรับประกันได้ว่าในหนึ่งเดือนนี้จะไม่มีคนที่เหนือกว่าจางอี้เหวิน?” มีศิษย์คนหนึ่งพูดขึ้นอย่างไม่สบายใจ

            ฉู่เยว่ฉานยิ้มอย่างเรียบเฉย บางทีอาจมีคนที่มีความทรงจำดีกว่าจางอี้เหวินมีการเรียนรู้ที่ดีกว่า แต่ทั้งหมดนี้ก็ผ่านมากว่าหนึ่งปีแล้วหากเขาคนนั้นสนใจการเป็นผู้ดูแลละก็ เขาคงจะเข้าร่วมการคัดเลือกมานานแล้วคงไม่รอจนกระทั่งถึงตอนนี้

            ดังนั้นก็เกือบจะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าจางอี้เหวินจะต้องเป็นผู้ดูแลคนต่อไปแน่นอน

            “ศิษย์พี่หญิงฉู่ อันที่จริงโอกาสก็มารอถึงตรงหน้าแล้วหากศิษย์พี่หญิงฉู่พอมีเวลา ข้าก็ยินดีจะบอกเคล็ดลับให้ศิษย์พี่หญิงได้ทราบ”จางอี้เหวินค่อยๆ เดินเข้ามา มองฉู่เยว่ฉานด้วยดวงตาที่เร่าร้อน

            ฉู่เยว่ฉานส่ายศีรษะ และพูดกลับไป “แต่ละคนย่อมถนัดต่างกันไป บางทีนี่อาจไม่ใช่สิ่งที่ข้าถนัดนัก เพียงแต่ เป็นเช่นนี้ก็ดีข้าจะได้ทุ่มเทเวลาให้กับการฝึกฝน”

            จางอี้เหวินมองดูด้วยสายตาที่ผิดหวัง แต่ก็ยังพูดอย่างไม่พอใจ“ตำแหน่งผู้ดูแลนี้ อันที่จริงข้าก็ไม่ได้สนใจมากนักหรอกหากศิษย์พี่หญิงฉู่มีความสนใจในตำแหน่งนี้ ข้าเองก็ยินดีปล่อยให้กับท่าน”

            “ศิษย์พี่ผู้นี้ ยังไม่ทันถึงเวลานั้น ท่านก็แน่ใจเสียแล้วว่าจะต้องได้เป็นผู้ดูแลหอตำราอย่างนั้นหรือ?” ฉินอวี่เริ่มทนดูต่อไปไม่ได้และพูดขึ้นมาอย่างเฉยเมย

            จางอี้เหวินจ้องมาทางฉินอวี่ด้วยสายตาที่ดูข่มขู่ “เจ้าเป็นใคร?”

            “เหอๆ ก็แค่คนใกล้ตายคนหนึ่งเท่านั้น”

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพอสูรสยบบรรพกาล【จบ】 ที่คุณอ่าน