วันถัดมาพวกเขาได้ออกเดินทางจากเมืองหน้าด่าน เพื่อไปเมืองหลวงของแคว้นมู่ทันที แคว้นมู่นี้นับว่าเป็แคว้นที่อุดมสมบูรณ์อย่างมากทั้งพืชพรรณและสัตว์ป่า อุตสาหกรรมการเกษตรนับว่าเป็อันดับหนึ่งของทวีป นอกจากนี้แคว้นมู่ยังบริบูรณ์ด้วยสมุนไพร จากข้อมูลของสมาคมยุทธหกดาราได้กล่าวไว้ว่า ผู้ประกอบอาชีพของแคว้นมู่นี้ 3 อันดับแรกนั้นมี เกษตรกร นักปรุงโอสถ และ นักล่าของป่า ซึ่งมีความแตกต่างจากแคว้นอื่นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะนักปรุงโอสถ ั้แ่หลิวอี้เข้ามาในแคว้นมู่ ไม่ว่าตรอกซอกซอยใดอย่างน้อยเขาจะต้องพบเจอร้านขายโอสถตั้งอยู่ 1 ร้าน ความหนาแน่นเช่นนี้เทียบกับแคว้นอื่นจะเห็นได้ถึงความแตกต่างชัดเจน
การเดินทางสัญจรไปมาระหว่างเมืองนับว่าสะดวกสบายกว่าแคว้นอื่น บนถนนสายหลักนั่น หากเป็เส้นทางห่างไกลตัวเมืองจะใช้กรวดหินปูพื้น ยามเมื่อเข้าใกล้เมืองจะกลายเป็แผ่นศิลา หากแต่ในตัวเมืองกลับถูกแทนที่ด้วยหินปูนที่ผสมกรวดและทรายเทราดปูพื้นอย่างดี ถึงแคว้นมู่นี้จะมีการแบ่งชนชั้นกัน หากแต่ไม่พบเห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางสังคมเท่าใดนัก สร้างความสงสัยต่อหลิวอี้อย่างมาก เพราะครั้งหนึ่งแคว้นฮั่วเคยคิดแบ่งแยกชนชั้นเช่นกัน แต่ไม่กี่ปีต้องเป็อันยกเลิกไป เพราะผู้มีชนชั้นสูงกว่านั้นเอารัดเอาเปรียบผู้ด่อยกว่า กดขี่ข่มเหงกันซึ่งหน้า แค่เื่ลำดับพลังก็นับว่าเป็ปัญหาสังคมพอแรงแล้ว เมื่อมีการแบ่งยิบแบ่งย่อยไม่นานก็ต้องล้มเลิกไป
“หวันเฉิงชนชั้นในแคว้นมู่นี้เหตุใดจึงแตกต่างกว่าชนชั้นแคว้นฮั่วในอดีต ข้าแทบไม่เห็นการกดขี่ของผู้คน นายทหารก็ยังช่วยเหลือชาวนา นายจ้างเอ็นดูลูกจ้าง ที่เป็เช่นนี้เพราะเหตุใด” หลิวอี้หันไปถามคนแคว้นมู่โดยกำเนิดอย่างสงสัย
“ข้าก็ไม่รู้จะอธิบายให้คนนอกเข้าใจได้ง่ายเช่นใดดี เอาเป็ว่าชนชั้นแคว้นมู่นั้นหาใช่ชนชั้นแบ่งแยกกดขี่ หากพวกเราทั้งหมดเปรียบดังต้นไม้ใหญ่ ยามเมื่อแรกกำเนิดเป็เพียงเมล็ดเม็ดเล็ก ก่อนจะเติบโตออกมาเป็ราก ลำต้น กิ่งก้าน ใบ จนสุดท้ายจึงค่อยผลิดอกออกผล หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม้ต้นนั้นจะไม่ยืนยาว อีกทั้งชนชั้นเป็เพียงหน้าที่พลเมือง เมื่อพวกเราอายุครบ 15 ปี จะต้องเลือกว่าจะเป็ชนชั้นใด หาใช่ชนชั้นสืบทอดดังแคว้นอื่น ๆ จริงอยู่ยิ่งชนชั้นสูงสิทธิต่าง ๆ ย่อมมีมากกว่าผู้อยู่ต่ำกว่า หากแต่ผู้มีชนชั้นสูงย่อมต้องแบบรับภาระของผู้อยู่ใต้การปกครอง อีกทั้งการเก็บภาษีของแคว้นก็มากกว่าผู้ที่เป็ชนชั้นรอง ยามเมื่อพวกเราเบื่อหน่ายหรือ้าปรับเปลี่ยนชนชั้น ก็สามารถร้องขอกับทางการได้ทันที ชนชั้นที่สำคัญของแคว้นนั้นหาใช่ ดอกและผล แต่เป็ ราก ลำต้น กิ่งก้านและใบ ท่านเชื่อหรือไม่ในครอบครัวหรือตระกูลหนึ่ง อาจมีชนชั้นแตกต่างกันอยู่ในครอบครัวเดียวกัน อย่างที่ข้าบอกไปมันเป็เพียงหน้าที่ของพวกเขาที่เลือกมา ดูอย่างบ้านข้าสิ ข้าเป็ดอก แม่ข้าเป็ผล พ่อข้าเป็ใบ พวกเราก็ยังอยู่กันได้โดยไม่แตกแยกกัน” ชื่อหวันเฉิงพูดจบหลิวอี้ก็พอเข้าใจอะไรมากขึ้นเยอะ และเป็่เดียวกับที่คาราวานตระกูลหลิวถึงเมืองมู่โจ่ง
“พวกข้าจะไปทำเื่ลงทะเบียนการค้ากับทางสำนักงานเขต น้องอี้กับน้องหวันเฉิงท่านไปจัดการธุระส่วนตัวเถอะ ส่วนเื่ที่พักนั้นข้าจะให้หลินเจี๋ยไปจัดการ” เอี้ยคังกล่าวกับนายน้อยของตน
“พี่คังพี่เจี๋ยห้องพักของพี่อี้ท่านไม่ต้องก็ได้นะ เพราะพี่อี้จะไปพักยังตระกูลชื่อกับข้า” ชื่อหวันเฉิงรีบบอกอีกฝ่าย
“เดี๋ยวก่อนสิ ข้าไม่เคยบอกเ้าเสียหน่อยว่าจะไปพักยังตระกูลเ้า” หลิวอี้หันมาถามน้องชายตัวป่วนอย่างมึนงง
“ท่านต้องไป เพราะข้าได้บอกเื่นี้กับพ่อแม่ข้าแล้ว และทางนั้น้าให้ท่านพักกับพวกเรา ท่านอย่าขัดใจข้าเลย ข้าจะได้ตอบแทนท่านง่าย ๆ ไง” จากนั้นชื่อหวันเฉิงกอดคอพี่ชายลากไปยังบ้านของเขาทันที
เมื่อหลิวอี้กับชื่อหวันเฉิงมาถึงประตูใหญ่ตระกูลชื่อ ในเสี่ยวลมหายใจนั้นหลิวอี้คิดว่าเป็ทางเข้าพระราชวัง หากแต่มันเป็เพียงคฤหาสน์ของตระกูลชื่อเท่านั้น ยามเมื่อทั้ง 2 เดินผ่านประตูเข้าไป ผู้คนมากมายต่างก้มหัวเคารพทั้งสองคน พบสิบก้มสิบ พบร้อยก้มร้อย ยิ่งเดินเข้าไปด้านใด ยิ่งพบว่าบ่าวไพร่ในตระกูลชื่อนี้ มีมากกว่าหลายร้อยคน จนหลิวอี้ต้องถามบุตรชายเ้าบ้านชื่อว่า
“หวันเฉิงบ้านเ้ามีผู้อยู่อาศัยเท่าใดกันแน่”
“ท่านอย่าใไปละ บ่าวไพร่ 300 คน ทหารยาม 150 นาย ญาติพี่น้องในตระกูลอีก 50 รวมแล้ว 500 คนโดยประมาณ” เมื่อหลิวอี้ได้ฟังสมองของเขานับคำนวณคนในกระกูลหลิวเทียบตระกูลชื่อทันที นี่คนในตระกูลเขายังไม่ถึงร้อยคนด้วยซ้ำ ความแตกต่างนี้มันคืออะไร
“ก็น่าใจริง ๆ นั่นละ”
“พี่อี้ถ้าแค่นี้ท่านใ ท่านรู้หรือไม่ว่าตระกูลอันดับหนึ่งของแคว้นมู่นั้นหาใช่บ้านข้า หรือเหล่าเชื่อพระวงศ์ตระกูลมู่ หากแต่คือตระกูลเฉิน ตระกูลนั้นรวมกันแล้วมีมากกว่า 3000 คน”
“เหตุใดตระกูลเฉินถึงเป็อันดับหนึ่งหาใช่ตระกูลมู่”
“จะว่าไงดีละ ท่านรู้หรือไม่ว่าแม่ข้านั้นมีมารดาเป็คนตระกูลเฉินหรือก็คือท่านยายข้านั่นละ ท่านเป็ถึงอดีตฮองไทเฮาของแคว้นนี้ ดังนั้นแล้วตระกูลเฉินจึงมีฐานอำนาจมาก แต่นั้นไม่ใช่ทั้งหมด ท่านรู้จักตระกูลอารักษ์หรือไม่”
“ทำไมข้าจะไม่รู้จัก ตระกูลอารักษ์คือตระกูลผู้ดูแลศาลเทพั หรือว่าตระกูลเฉินคือ…”
“ใช่แล้ว ตระกูลเฉินคือผู้ดูแลศาลเทพัประจิมรวมถึงศิลาสร้างโลกและกฏแห่งประตูแดน์”
“เป็เช่นนี้เอง แต่การที่เหนือกว่าตระกูลมู่นี่ ราชวงศ์ไม่กลัวว่าจะเกิดเื่เช่นแคว้นจินในอดีตหรือ” หลิวอี้ถามกลับ
“พี่อี้ดูท่านจะชื่นชอบประวัติศาสตร์ทวีปธาตุทั้งหกอยู่นะ เื่นี้ตระกูลมู่เองก็เคยคิดเกรงกลัว หากแต่ตระกูลเฉินในเวลานี้แตกแยกแบ่งฝั่งแบ่งฝ่าย ทำให้ฐานอำนาจตระกูลขาดสมดุล เหตุนี้ตระกูลมู่จึงไม่ต้องเกรงกลัวตระกูลเฉิน เช่นตระกูลจินกับตระกูลหลี่ในอดีต”
พอชื่อหวันเฉิงพูดมาถึงตรงนี้หลิวอี้ก็นึกถึงหลี่เทียนชื่อขึ้นมา หลังจากที่ทั้งสองคนได้สาบานเป็พี่น้องกันแล้วนั้น ต่อมาหลิวอี้ได้ร่ำเรียนวิชาประวัติศาสตร์ทวีป จึงได้รับรู้ว่าตระกูลหลี่นอกจากเป็เหล่าเชื่อพระวงศ์ปัจจุบันของแคว้นจินแล้ว พวกเขายังเป็ตระกูลอารักษ์อีกด้วย จึงเป็เหตุที่หลี่เทียนชื่อมีทักษะพิเศษพรแห่งัแต่กำเนิด พอมาถึงจุดนี้หลิวอี้หันไปมองชื่อหวันเฉินทันที
“หวันเฉิน เช่นนั้นเ้าก็สืบเชื่อสายตระกูลเฉินมาบางส่วนใช่หรือไม่”
“แน่นอนในเมื่อยายข้าแซ่เฉิน ข้าย่อมต้องมีเชื่อสายตระกูลเฉินอยู่บางส่วน จะว่าไปสมัยเด็กข้าไปเที่ยวเล่นตระกูลเฉินอยู่บ่อยครั้ง เวลานั้นข้ามีรักแรกเป็พี่สาวผู้หนึ่งด้วยละ แต่ต่อมานางได้หายตัวไปกับครอบครัว เฮ้อ… ท่านทำให้ข้านึกถึงอดีตที่แสนเ็ปขึ้นมาได้นะพี่อี้”
“แล้วกันเ้านึกออกของเ้าเองมันเกี่ยวอะไรกับข้า แล้วเวลานั้นเ้าจะสักกี่ขวบปีกันเชียว ที่ข้าถามเ้าเพราะข้ามีเื่สงสัยต่างหาก ข้าขอดูหน้าต่างสถา…” แต่ยังไม่ทันที่หลิวอี้พูดจบดี มือขาว ๆ ของชื่อหวันเฉิงก็ปิดปากหลิวอี้ก่อน
“ท่านอย่าพูดเื่นี้ในที่สาธารณะเช่นนี้ ท่านลืมกฎสำนักหรือไร แล้วนี่อะไรกันมาขอดูของส่วนตัวเช่นนี้ข้าก็อายเป็นะ แก้ผ้ากลางแจ้งยังรู้สึกไม่อายเท่านี้ แล้วท่านจะมาขอดูของข้าอีกน่าอายจะตาย” หลิวอี้เมื่อได้ยินชื่อหวันเฉิงพูดเช่นนี้เขาถึงกับหลุดขำออกมา
“มันเป็เื่น่าอายหรอกหรือทำไมข้าไม่คิดเช่นนั้น”
“โธ่ ท่านมันเปิดเผยทุกอย่างที่เ้าตัวยังไม่รู้ด้วยซ้ำ มันก็เท่ากับการตีแผ่ตัวตนของคนนั้นแบบหมดเปลือกที่เป็ยิ่งกว่าความลับ แต่กลับมาถูกขอดูนี่นะ ไม่เอาละข้าอาย” ชื่อหวันเฉินร่ายยาวจนหลิวอี้พอจับตรรกะอีกฝ่ายได้ก็ขำออกมาอีกครั้ง
“ได้ข้าไม่ขอดูของเ้าแล้ว แต่ข้าขอถามหน่อยเ้ามีทักษะพรแห่งัหรือไม่”
“โอ้ ช่างน่าใยิ่งนัก ท่านรู้จักมันด้วยหรือว่าข้ามีทักษะนี้ อ่อ คงรู้มาจากท่านอ๋องหลี่ผู้นั้นที่เป็พี่ชายท่าน แต่ว่าตอนนี้พวกเรารีบไปพบพ่อแม่ข้ากันก่อนเถอะ ข้าเห็นคนวิ่งไปแจ้งข่าวเื่พวกเรามาถึงั้แ่อยู่ที่หน้าประตูแล้ว ตอนนี้คงรายงานเื่พวกเราไปนานแล้ว” จากนั้นทั้งสองคนก็ยังคงเดินต่อไป ไม่รู้ว่าทำไมจะต้องสร้างบ้านหลังใหญ่โตเช่นนี้กัน กว่าจะถึงอาคารหลัก ทั้งสองต้องใช้เวลาเดินจากประตูหน้ามาร่วม 100 ลมหายใจ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ากลับมาแล้ว”
“กลับมาแล้วรึ ไปก่อเื่อะไรมาบ้างละ” ชื่อเว่ยกล่าวต้อนรับตามนิสัยที่มีต่อลูกชาย
“ท่านพี่ท่านก็อย่าพูดแรงกับลูกหวันเฉิงต่อหน้าแขกนัก คุณชายผู้นี้คือหลิวอี้ใช่หรือไม่” มู่หยินเลือกที่จะให้ความสนใจผู้มาเยือน
“ท่านพ่อท่านแม่ นี่พี่อี้ของข้า” ชื่อหวันเฉิงรีบแนะนำแขกทันที
“ของเ้า ฮ่า ๆ ดูท่าเ้าจะถูกใจคุณชายหลิวมากเลยสินะ” ชื่อเว่ยแซวลูกชาย ถึงหลิวอี้ได้ยินผู้ใหญ่พูดเช่นนั้น แต่ก็ต้องสำรวมกล่าวทักท่ายออกไปทันที
“ผู้น้อยหลิวอี้คารวะท่านเ้าบ้านชื่อเว่ย คารวะท่านอาจารย์อามู่หยิง”
“เ้าช่างละม้ายศิษย์พี่ยิ่งนัก เ้าอย่าได้กังวลพวกเราคนกันเอง เช่นนั้นเรียกพวกข้าว่าอาก็พอลูกอี้” มู่หยินเปลี่ยนสรรพนามเพื่อให้ดูเป็กันเองยิ่งขึ้น
“ขอรับท่านอา ในการเดินทางมาเมืองมู่โจ่งในครั้งนี้ นอกจากเื่การทำการค้าแล้ว ลูกอี้รับหน้าที่ถือสารมาถึงท่านอาหญิงด้วยขอรับ”
จากนั้นหลิวอี้จึงนำจดหมายปิดผนึกส่งให้กับมือมู่หยิน ทันทีที่นางรับไปปรากฏสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย นางเดินกลับไปนั่งลง เพื่อจะเปิดผนึกจดหมายอ่าน หากแต่ว่าไม่ใช่การเปิดปกติ ก่อนหน้านี้หลิวอี้คิดว่าเป็ผนึกจดหมายทั่วไป แต่เมื่อเห็นว่าอาจารย์อาของเขานั้นกำลังใช้เืตัวเองหยดลงบนผนึกปิดจดหมาย ก็เข้าใจได้ทันทีว่าจดหมายนี้มีสาระสำคัญบางอย่างที่ หลิวอี้ก็ไม่มีสิทธิ์รับรู้ เพราะหากระหว่างทางหลิวอี้อยากเปิดผนึกดูแล้วละก็ จดหมายฉบับนี้จะทำลายตัวเองทันที มู่หยินตั้งใจอ่านสารใจจดหมายอย่างมาก ชื่อเว่ยจึงทำหน้านี้เ้าบ้านพูดคุยกับหลิวอี้แทน
“ลูกอี้เ้าคงเดินทางมาเหนื่อย ข้าได้ให้สาวใช้จัดที่พักใกล้เรือนเ้าเด็กดื้อนี่แล้ว อีกสักพักข้าจะให้คนไปตามมากินข้าวด้วยกัน”
“ขอรับท่านอา”
“ท่านแม่จดหมายอะไรหรือ” ชื่อหวันเฉิงทำทีวิ่งไปเพื่อจะแอบดูเนื้อความในจดหมาย หากแต่มู่หยิงเงยหน้ามายิ้มแล้วยกมือขึ้นมาดีดนิ้วใส่หน้าผากลูกชายตัวเอง จนกระเด็นกลับมายังที่หลิวอี้ยืน หากหลิวอี้คว้าตัวชื่อหวันเฉิงไว้ไม่ทันเขาคงล้มหงายหลังไปแล้ว
“เื่ของผู้ใหญ่ เ้ายังไม่ต้องรู้หรอก เ้าพาลูกอี้ไปพักเถอะ” มู่หยิงบอกกับบุตรชาย
“เ้าหาเื่แม่เ้าอีกแล้วนะ เ้าพาพี่อี้ของเ้าไปพักได้แล้ว หากอยากรู้อะไร ตอนกินข้าวเดี๋ยวแม่เ้าก็เล่าให้ฟังเอง” ชื่อเว่ยโบกมือทำทีไล่ส่ง ชื่อหวันเฉิงจำต้องลากจูงหลิวอี้หายไปทางด้านหลังอาคาร
“เ้าเป็อะไรหรือไม่ สีหน้าไม่สู้ดีนัก” ชื่อเว่ยเข้าไปนั่งข้าง ๆ ฮูหยินหลังจากที่พวกเด็ก ๆ ออกไปไกลแล้ว
“โลกนี่ช่างโหดร้ายกับศิษย์พี่ยิ่งนัก ในที่สุดข้าก็เข้าใจเสียทีถึงเื่ราวในอดีต แท้จริงแล้วศิษย์พี่มีลูกแฝด หนึ่งหญิงหนึ่งชาย หากแต่์ไม่เป็ใจในเวลานั้นศัตรูของท่านพี่หมายสมบัติของอาจารย์ ซ้ำยังบุกปล้นทำร้ายพวกเขา โชคร้ายทารกหญิงที่เพิ่งเกิดมานั้นถูกพวกมันสังหาร ทั้งยังทำร้ายฮูหยินศิษย์พี่จนร่างกายาเ็อ่อนแอถึงขั้นไม่สามารถมีลูกได้อีก โชคดีที่ศิษย์พี่ต่อสู้สังหารพวกมันและปกป้องคนที่เหลือไว้ได้ แต่ก็ต้องาเ็จนเส้นลมปราณพิการ เมื่อไร้ซึ่งศัตรูพวกเขาจึงกลับมาอยู่หมู่บ้านหลิวอีกครั้ง หากแต่เพราะเขาไม่สามารถปกป้องลูกสาวไว้ได้ จึงเท่ากับผิดคำสัญญาต่อข้า ดังนั้นเขาจึงตัดการติดต่อกับพวกเราและไม่รับความช่วยเหลือใด ๆ จนเวลานี้เขาส่งลูกอี้มาเพื่อเรียนวิชาของสำนักในส่วนที่ข้าชำนาญ อีกทั้งยังขอเปลี่ยนแปลงสัญญามั่นหมาย” มู่หยินบอกถึงความในจดหมายบางส่วนให้สามีของนางได้รับฟัง
“ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก หากบุตรีของพี่ฟงยังอยู่พวกเราคงได้กลายเป็ทองแผ่นเดียวกัน” ชื่อเว่ยพูดออกมาอย่างเสียดาย
“ท่านอย่าได้กังวัลเขายังเหลือลูกอี้ให้พวกเรา” มู่หยินพูดขึ้นมา
“หาาา เดี๋ยวก่อนหยินเอ๋อ เ้าไม่ได้หมายความว่าจะให้เด็กสองคนนั้นตกแต่งตามสัญญาหรอกนะ” ชื่อเว่ยถึงกับดีดตัวลุกขึ้นมาอย่างใ
“โธ่ท่านพี่ ท่านคิดอะไรของท่านกัน พวกเขาเป็ชายทั้งคู่”
“ก็ใช่นะสิชายทั้งคู่ เ้านะตัวดีเลยหยินเอ๋อ ใครกันไปเป็ธุระจัดแจงเื่อาหยงกับอาตง นั่นก็ชายกับชาย แล้วยังคู่อาจวนกับอาตี้ นั่นก็ชายกับชาย ข้าเห็นเ้ามีความสุขกับการจับคู่คนเ่าั้ยิ่งนัก จะไม่ให้ข้ากลัวใจจ้าได้ยังไง” ชื่อเว่ยผุดลุกผุดนั่งยามเมื่อพูดถึงเื่เหล่านี้
“มันจะไปเหมือนกันได้เช่นใด พวกนั้นเขามีใจต่อกัน แค่พวกนั้นไม่กล้าพอ ข้าก็แค่ไปสอนสั่งให้พวกนั้นกล้าเปิดใจกับรับตัวเองได้ก็เท่านั้น” มู่หยินรีบแสดงจุดยืนในเื่พวกนี้ของนางทันที
“เช่นนั้นก็ดี อย่างไรหวันเฉิงก็ลูกชายพวกเรา แต่ไม่ใช่ว่าเ้าเด็กนี่มันแอบชอบลูกอี้อยู่หรือ ข้าเห็นสายตาเขากรุ้มกริ่มยิ่งนักเวลามองลูกอี้” ชื่อเว่ยแอบระแวงบุตรชายตัวเองขึ้นมา
“โธ่ท่านนี่สายตาฝ้าฟางแล้วหรือ ลูกชายตัวเองแท้ ๆ กับมองไม่ออก ท่านวางใจได้เลยลูกชายพวกเราเป็ผู้ชายปกติสามัญ หากถ้าข้าจะบอกอะไรท่าน ท่านจะรับได้หรือไม่”
“เ้ารู้อะไรมารีบบอกข้าเลย”
“พวกเราจะไม่ได้อุ้มหลานจากหวันเฉินแล้ว รวมถึงจะไม่ได้ฮูหยินอีกด้วย”
“เกิดอะไรขึ้น ไหนว่าลูกเราจะได้ตกแต่งก่อนอายุ 20 ปี แล้วมีลูกหลานเต็มบ้าน”
“เมื่อคืนนี้ข้าไม่รู้นึกอะไรขึ้นมา จึงลุกมาทำนายชะตาลูกชายตัวเองใหม่ กลับพบว่ามันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก ทั้งหมดนี่ก็เพราะลูกอี้”
“หาาา ลูกอี้เกี่ยวอะไรกับลูกเรา หรือว่าลูกเราหลงรักลูกอี้ฝ่ายเดียวจนไม่ยอมตกแต่งฮูหยิน”
“นี่ตาเฒ่า อยากให้ลูกชายตัวเองเป็ยอดชายนักหรือไร ถึงพูดแต่เื่พวกนี้ ฟังข้าให้จบก่อนสิ”
“จ้า ๆ ข้าผิดไปแล้ว เช่นนั้นเพราะอะไรเ้าช่วยบอกข้ามาเถอะ”
“จะว่าไม่ได้ตกแต่งมีลูกหลานก็ไม่ถูกเสียทีเดียว หากแต่มันเลื่อนออกไปนาน” มู่หยินบอกถูงสิ่งที่นางรู้มา
“อ่าว แค่นี้เองหรือว่านานจนพวกเราตายก่อน?” ชื่อเว่ยถามกลับ
“ทำนองนั้น หากแต่ว่ามันนานถึง 200 ปี” ชื่อเว่ยที่คอกำลังแห้งยกชาขึ้นมาจิบ หากแต่เมื่อมู่หยินพูดจบ น้ำชาในปากชื่อเว่ยแทบพุ่งกระเด็นออกมาเพราะความใ
“200 ปี มันไม่นานเกินอายุขัยคนทั่วไปแล้วหรือไง เ้าแน่ใจนะว่าเมื่อคืนเ้าทำนายดีแล้ว”
“ท่านไม่เชื่อถือฝีมือข้าศิษย์ท่านนักปราชญ์บูรพาหรือไร ถึงข้าจะไม่รู้แน่ชัด แต่ข้าคาดเดาได้อยู่อย่างเดียว”
“เ้าหมายถึงว่าลูกเราจะบรรลุเซียนใช่หรือไม่”
“ใช่ข้าคิดเช่นนั้นจริง” มู่หยิงยืนยันกับสามีนางอีกเสียง
“ข้าไม่อาจจะเชื่อในเื่นี้ ว่าลูกเราจะยอมผันตัวมาฝึกฝนบ่มเพาะปราณได้ หากเป็ความจริง ต่อให้ไม่ตกแต่งสะใภ้หรือมีลูกมีหลานข้าก็ยินดียิ่ง”
“เอาเป็ว่าเื่นี้พวกเราเงียบไว้ดีที่สุด ลิขิต์รู้น้อยยิ่งดี”
“หากเ้าบอกว่าทั้งหมดเกิดจากลูกอี้ นั่งหมายความว่าคนที่ส่งเสริมลูกเราใช่ลูกอี้หรือไม่”
“เป็ตามที่ท่านพูด ลูกอี้คือเรือลำที่ลูกเราจะได้ขึ้นไป”
“ดียิ่งนักว่าแต่ ที่เ้าบอกว่าพี่ฟงส่งลูกอี้มาทำสัญญา เ้าหมายถึงเื่ใดกัน”
“อ่อ ถึงพวกเราจะไม่สามารถเกี่ยวดองกันได้ หากแต่พวกเราสามารถให้ทั้งสองสาบานเป็พี่น้องกันได้ ทั้งนี้ศิษย์พี่ยังบอกอีกว่า การร่วมสาบานกับลูกอี้ ลูกเราจะได้รับพรพิเศษสืบทอดจากลูกอี้อีกด้วย อีกทั้งพรนั้นเป็พรจากมหาเทพแห่งมหาสมุทรโดยตรง!”
“นี่พี่ฟงพูดจริงหรือนี่ พรโดยตรงมันไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นครั้งเดียวตอนกำเนิดมนุษย์โลกหรือไร มีเพียงราชวงศ์ทั้ง 6 กับตระกูลอารักษ์ทั้ง 4 เท่านั้น ที่มีพรนี้แล้วสืบเชื้อสายส่งต่อมารุ่นสู่รุ่น”
“ถึงเื่นี้ศิษย์พี่จะไม่ได้บอก แต่เขาก็ให้ถามเอาจากลูกอี้ถึงที่มาของพร จริงอยู่ลูกของพวกเราสืบทอดพรของข้าไป ทั้งจากตระกูลมู่และตระกูลเฉิน หากแต่พรทั่งสองนั้น ยั่งเทียบกับพรทั้ง 8 ของลูกอี้ไม่ได้เลย ค่าตอบแทนของสัญญาจากศิษย์พี่ในครั้งนี้ นักว่าสูงค่าเกินกว่าที่พวกเราจะรับได้ ข้าจะไม่บังคับพวกเขา แต่ข้าจะให้ลูกอี้เป็ฝ่ายเลือก ว่า้าสาบานพี่น้องกับลูกของเราหรือไม่…” มู่หยินคิดทบทวนถึงสิ่งที่จดหมายบอกมา
หลังจากมื้ออาหารหลิวอี้และชื่อหวันเฉิงจึงได้ทราบว่า พ่อขอเขาอยากให้เขาและชื่อหวันเฉิงสาบานเป็พี่เป็น้องกัน ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อชื่อหวันเฉิงหลิวอี้จึง้าร่วมสาบานกับชื่อหวันเฉิง พิธีการต่าง ๆ นั้นเป็เช่นครั้งตอนหลีเทียนชื่อ ในสุราร่วมโลหิตหลิวอี้เลือกใช้สุราเถาจึของบ้านเขา มาเป็สุราในพิธี ยามเมื่อร่วมสาบานเสร็จสิ้น บังเกิดเสียงของเทพับอกกล่าวเช่นครั้งหลี่เทียนชื่อ มั่นหมายความว่าทั้งหลิวอี้และชื่อหวันเฉิงเวลานี้มีสายสัมพันธ์พี่น้องแล้วนั่นเอง นอกจากเื่สัญญาที่เปลี่ยนไปแล้ว พ่อของเขา้าให้หลิวอี้อยู่ศึกษาวิชาที่เหลือในส่วนที่พ่อของเขาไม่ชำนาญ โดยให้มู่หยิงเป็ผู้สอนสั่งแทน ดังนั้นแล้ว หลังจากการค้าขายของตระกูลหลิวจบลง หลิวอี้จำต้องอยู่ที่ตระกูลชื่อไปอีก่ระยะเวลาหนึ่ง ส่วนกองคาราวานนั้น หลิวอี้ให้พวกเขาซื้อสินค้าและเดินทางกลับตระกูลหลิวไปก่อน คงอีกหลายเดือนที่หลิวอี้จะได้กลับตระกูลหลิว
โปรดติดตามตอนต่อไป…