ตอนที่ 26 ส่งอาหาร
เมื่อทั้งสองคนมาถึงโรงพยาบาลจางฉุ้ยเหลียนและหลี่ม่านก็ได้นัดแนะเวลากลับกันไว้อย่างชัดเจน ในตอนนี้จางฉุ้ยเหลียนยังไม่ได้บอกใครเื่ที่เธอได้ไปทำงานที่โรงอาหารของวิทยาลัยหลี่ม่านจึงคิดว่าจางฉุ้ยเหลียนนั้น้าที่จะออกไปหางานข้างนอกทั้งสองคนจึงแยกย้ายกันหลังจากที่นัดแนะเวลากันเรียบร้อยแล้ว
หลังจากที่แยกกับหลี่ม่านแล้วจางฉุ้ยเหลียนก็เดินตรงมาที่ห้องพักผู้ป่วยห้องหนึ่งที่อยู่ติดกับสวนดอกไม้และห้องพักผู้ป่วยแห่งนี้ก็คือห้องของกู้จื้อเฉิงนั่นเองเมื่อเธอผลักประตูเข้าไปในห้องเธอก็เห็นอันหลงและกู้จื้อชิวน้องสาวของกู้จื้อเฉิงนั่งอยู่
ในตอนนี้ใบหน้าของกู้จื้อชิวยังคงอ่อนเยาว์เพราะหล่อนยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายอีกทั้งใบหน้าของหล่อนก็ยังเหมือนกับเชี่ยวเชี่ยวลูกสาวของเธอมากอีกด้วย
ชาติที่แล้วอันหลงมักจะชอบพูดอยู่เสมอว่าเชี่ยวเชี่ยวลูกสาวของเธอหน้าตาเหมือนกับกู้จื้อชิวสมัยสาวๆ อย่างไรอย่างนั้น และเธอก็จะรู้สึกแย่ทุกครั้งเมื่อได้ยินมัน แต่เมื่อเธอได้เห็นใบหน้าของกู้จื้อชิวในตอนนี้แล้วเธอกลับคิดว่าลูกสาวของเธอหน้าเหมือนกับกู้จื้อชิวมากจริง ๆ
เมื่อคิดไปถึงเชี่ยวเชี่ยวดวงตาของจางฉุ้ยเหลียนก็ร้อนผ่าวขึ้นมา จางฉุ้ยเหลียนเกิดปี 1970และได้พบกับกู้จื้อเฉิง่ฤดูใบไม้ผลิปี 1988 พวกเขาทั้งสองคนถูกพ่อกับแม่จับคลุมถุงชนในตอนนั้นอายุของจางฉุ้ยเหลียนยังไม่บรรลุนิติภาวะพวกเขาทั้งสองคนจึงไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน เพียงแค่จัดงานแต่งงานเท่านั้นหลังจากที่ผ่านพิธีการเข้าหอแล้ว กู้จื้อเฉิงก็กลับเข้าไปอยู่ในกรมทหารจนกระทั่งเชี่ยวเชี่ยวลืมตาขึ้นมาดูโลก เขาก็ลาออกจากการเป็ทหารกลับมาอยู่ที่บ้านกับจางฉุ้ยเหลียนและลูก
เชี่ยวเชี่ยวเกิดปี 1993ตอนที่เกิดเื่ฟ้องหย่ากัน หล่อนก็เพิ่งจะอายุได้ 19 ปีที่หล่อนอายุยังน้อยนั่นก็เป็เพราะว่าหลังจากที่จางฉุ้ยเหลียนและกู้จื้อเฉิงแต่งงานกันแล้วพวกเขาก็ไม่ได้มีลูกเลยทันที เวลาล่วงเลยผ่านไปแล้วหลายปีพวกเขาถึงจะมีลูกนั่นจึงเป็เหตุผลว่าทำไมเชี่ยวเชี่ยวถึงยังอายุน้อยเมื่อเทียบกับระยะเวลาการแต่งงานของจางฉุ้ยเหลียนและกู้จื้อเฉิง
กู้จื้อเฉิงเป็คนแรกที่เห็นจางฉุ้ยเหลียนเดินเข้ามาเขาคิดว่าเมื่อวานเธอยังเป็เด็กสาวที่เริงร่าอยู่เลยแต่ทำไมวันนี้เธอกลับทำหน้าเศร้าและตาแดงเหมือนกับจะร้องไห้แบบนั้นหรือว่าคุณปู่ของเพื่อนร่วมชั้นของเธออาการหนัก เธอถึงได้เศร้าแบบนี้ ?
อังหลงสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของลูกชายหล่อนจึงมองไปตามสายตาของลูกชาย และนั่นก็ทำให้หล่อนเห็นว่าจางฉุ้ยเหลียนมาที่นี่หล่อนจึงรีบรุดหน้าเข้าไปกล่าวทักทายทันที : “แม่หนูนี่เอง หนูมาแล้วทำไมไม่เข้ามาล่ะ!”
ในขณะนี้จางฉุ้ยเหลียนกำลังยืนเหม่อคิดถึงเื่เชี่ยวเชี่ยวลูกสาวของเธออยู่เธอคิดว่าตราบใดที่เธอสามารถเอาชนะใจของกู้จื้อเฉิงได้ในอนาคตเธอก็จะได้เจอกับลูกสาวของเธออีกครั้งอย่างแน่นอนและเธอก็จะสามารถชดเชยสิ่งต่าง ๆ ที่ขาดหายไปให้กับลูกสาวของเธอได้
เมื่อได้ยินเสียงของอันหลงจางฉุ้ยเหลียนก็ได้สติกลับมา เธอขยี้จมูกเล็กน้อยจากนั้นจึงคลี่ยิ้มแล้วเดินเข้าไปทักทายพวกเขา “สวัสดีค่ะ คุณป้า!”
อันหลงยิ้มพร้อมกับกล่าวทักทาย : “เป็ยังไงบ้างหนูเจอห้องพักผู้ป่วยของคุณปู่ของเพื่อนร่วมชั้นของหนูแล้วหรือยัง ? ” จางฉุ้ยเหลียนคลี่ยิ้มออกมา “เจอแล้วค่ะ ! โชคดีที่คุณป้าช่วยแนะนำใช้เวลาไม่นานก็เจอห้องพักผู้ป่วยของคุณปู่แล้วล่ะค่ะ”
เมื่ออันหลงได้ยินว่าจางฉุ้ยเหลียนหาห้องพักผู้ป่วยเจอแล้วหล่อนก็อดที่จะถามออกไปด้วยความสงสัยไม่ได้ว่า:“แล้วทำไมวันนี้หนูยังมาที่โรงพยาบาลอีกล่ะ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนหัวเราะออกมาพร้อมกับพูดออกไปว่า“เป็เพราะได้คำแนะนำจากคุณป้าเมื่อวานว่าการที่จะไปเยี่ยมคนป่วยก็ต้องมีของติดไม้ติดมือไปด้วยถึงจะไม่เป็การเสียมารยาทเมื่อวานที่หนูเอาแอปเปิ้ลที่คุณป้าให้ไป ไปเยี่ยมพวกเขาพวกเขาก็รู้สึกขอบคุณเป็อย่างมากวันนี้หนูก็เลยทำอาหารมาให้คุณป้าเพื่อเป็การขอบคุณคุณป้าที่ช่วยแนะนำหนูน่ะค่ะ ”
กู้จื้อเฉิงส่ายหน้าพร้อมกับพูดขึ้นมาด้วยความเกรงใจว่า “เธอก็คิดมากเกินไป ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้หรอก!”
อันหลงส่ายหน้าก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาแล้วพูดว่า “ไม่ต้องลำบากหรอก อีกอย่างพวกเราก็ไม่ได้ขาดแคลนอะไรขนาดนั้น!”
จางฉุ้ยเหลียนรู้ว่าคำพูดของกู้จื้อเฉิงและอันหลงนั้นมีความหมายแตกต่างกันกู้จื้อเฉิงนั้นไม่ได้อยากได้อาหารของเธอจริง ๆส่วนอันหลงก็ไม่ได้ใส่ใจกับอาหารที่เธอนำมามากเท่าไหร่นัก
จางฉุ้ยเหลียนหยิบกล่องอาหารออกมาจากกระเป๋าจากนั้นจึงเปิดฝามันออกมาให้ทุกคนดู เธอชี้ไปที่อาหารของเธอและพูดออกไปว่า“นี่เป็อาหารที่หนูทำเอง ถึงมันจะไม่ได้ใช้วัตถุดิบราคาแพงแต่หนูก็ทำมันด้วยใจนะคะ!”
อันหลงนั้นชอบคนที่มีความรู้และการศึกษาเมื่อเห็นหน้าตาของอาหารที่จางฉุ้ยเหลียนนำมาหล่อนจึงถูกใจกับความเอาใจใส่และสีสันของมันเข้าอย่างจัง
หล่อนจึงอดที่จะถามขึ้นมาไม่ได้ว่า“นี่คืออะไรหรือ? หน้าตาน่ากินมากทีเดียว!”
กู้จื้อเฉิงที่กำลังนั่งมองเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆก็อดที่จะยืดคอขึ้นมาดูไม่ได้ เขามองอาหารที่อยู่ในกล่องด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
จางฉุ้ยเหลียนยิ้มแล้วพูดว่า “มันก็ไม่ได้เป็อาหารที่แปลกอะไรหรอกค่ะเป็แค่อาหารธรรมดาทั่ว ๆ ไป ลองชิมดูสิคะ!” ในขณะที่พูดเธอก็ยื่นกล่องอาหารไปตรงหน้าอันหลงตลอดระยะเวลาที่เธอได้ใช้ชีวิตกับหล่อนมามากว่า 20 ปีเธอย่อมรู้จักนิสัยของหล่อนเป็อย่างดี
“ไอ้หยา ตอนอยู่ที่บ้านหนูมักจะทำเมนูนี้บ่อย ๆน่ะค่ะ มันเป็ข้าวห่อด้วยแตงกวา แครอท และก็ขึ้นฉ่าย กินไปแล้วมันก็จะรู้สึกกรอบๆ!” อันหลงกินไปพลางมองอาหารที่อยู่ในกล่องไปพลางอาหารที่จางฉุ้ยเหลียนนำมามันดึงดูดความสนใจของญาติผู้ป่วยที่อยู่เตียงถัดไปอย่างมากเลยทีเดียว
ส่วนกู้จื้อชิวก็หยิบไข่ม้วนที่อยู่ในกล่องขึ้นมากินจากนั้นก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “แม่ แม่ดูไข่ม้วนนี่สิ มันเป็ชั้น ๆ ด้วยล่ะ”
จางฉุ้ยเหลียนถือโอกาสตอนที่สองแม่ลูกกำลังคุยโม้โอ้อวดรสชาติของอาหารที่เธอนำมากับคนไข้คนอื่นอยู่นั้นเธอก็ยื่นกล่องข้าวไปให้กับกู้จื้อเฉิง จากนั้นก็พูดออกไปว่า “ลองชิมดูสิคะ!”
กู้จื้อเฉิงลำบากใจเล็กน้อยแต่สุดท้ายเขาก็ยื่นมือเข้าไปหยิบอาหารที่อยู่ในกล่องมายัดใส่ปาก
“อื้อ!” กู้จื้อเฉิงตาลุกวาวขึ้นมาในทันที เขาพูดพร้อมกับคลี่ยิ้มออกมาว่า“ในนี้มีขึ้นฉ่ายด้วยหรือ ฉันได้กลิ่นขึ้นฉ่าย!”
ก็แน่นอนสิ ! จางฉุ้ยเหลียนอดที่จะกลอกตาไปมาไม่ได้ เธอรู้ว่าเขาชอบกินขึ้นฉ่ายมากเพราะเขามักจะบอกให้เธอใส่ขึ้นฉ่ายในอาหารทุกอย่างที่เขากินดังนั้นเธอจึงใส่ขึ้นฉ่ายลงในข้าวปั้นด้วย
“หนูบอกป้ามาหน่อยสิ ว่าข้าวปั้นนี่มันทำยังไงป้าจะได้เอากลับไปทำที่บ้านบ้าง!” อันหลงกู้หัวเราะคิกคักพร้อมกับถามจางฉุ้ยเหลียนจางฉุ้ยเหลียนก็ไม่ได้คิดที่จะปิดบังวิธีการทำข้าวปั้นของเธอแต่อย่างใดเธอบอกวิธีการทำทั้งหมดกับอันหลงอย่างไม่มีกั๊ก
เมื่อทุกคนได้ฟังวิธีการทำข้าวปั้นของจางฉุ้ยเหลียนทุกคนต่างก็คิดไม่ถึงว่ามันจะทำง่ายขนาดนี้พวกเขาจึงอดที่จะชื่นชมจางฉุ้ยเหลียนไม่ได้ว่าเธอนั้นทำอาหารเก่งมากจริง ๆ
กู้จื้อชิวที่นั่งอยู่ข้าง ๆก็ถามขึ้นด้วยความอยากรู้ว่า :“แม่ของฉันบอกว่าเธอเป็นักศึกษา เธอเรียนเชฟหรือ ? ”
จางฉุ้ยเหลียนส่ายหน้า : “ไม่ใช่หรอกค่ะ!หนูเรียนเอกภาษาตั้งใจว่าจบออกไปแล้วจะไปเป็ครูสอนภาษา ส่วนเื่ทำอาหารหนูเริ่มทำอาหารมาั้แ่อายุ 12 ปีแล้วล่ะค่ะ เพราะหนูชอบทำอาหารหนูเลยศึกษาด้านนี้ด้วย! ”
เมื่ออันหลงได้ยินดังนั้น หล่อนก็เริ่มคิดแผนการบางอย่างขึ้นมาในใจใบหน้าของหล่อนไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมาแต่อย่างใด นอกจากคลี่ยิ้มเพียงเท่านั้น“เป็อย่างนี้นี่เอง ! ป้าเห็นว่าหนูอายุมากกว่าเสี่ยวชิวไม่เท่าไหร่เองหนูทำอาหารได้แล้วจริง ๆ อย่างนั้นหรือ ? ”
เมื่อหล่อนพูดจบ หล่อนก็แสดงสีหน้าไม่เชื่อออกมาในทันทีเมื่อเห็นดังนั้นจางฉุ้ยเหลียนจึงเริ่มรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา เธอรู้ว่าตอนนี้เธอดูดความสนใจของอันหลงได้สำเร็จแล้วตอนนี้หล่อนคงเตรียมที่จะหาภรรยาให้กับกู้จื้อเฉิงแล้วแน่ ๆ
จางฉุ้ยเหลียนคิดไปถึงชาติก่อนที่อันหลงตัดสินใจผิดพลาดเพราะหล่อนแค่้าหญิงสาวที่อาศัยอยู่ในเมืองและฐานะไม่แตกต่างกันมากมาแต่งงานกับลูกชายของหล่อนเมื่ออยากจะหาลูกสะใภ้หล่อนจึงได้ไหว้วานให้ญาติของหล่อนหาเด็กสาวที่ประพฤติตัวดีมาให้แต่หล่อนกลับไม่สนใจเลยว่าภูมิหลังของครอบครัวของผู้หญิงคนนั้นจะเป็อย่างไร
เหตุผลที่อันหลงเลือกจางฉุ้ยเหลียนให้มาแต่งงานกับลูกชายของหล่อนข้อแรกก็เป็เพราะว่าจางฉุ้ยเหลียนเรียนเก่ง และสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คะแนนสูงส่วนข้อที่สองก็เป็เพราะจางฉุ้ยเหลียนทำงานบ้านเก่งบวกกับคนที่เป็แนะนำจางฉุ้ยเหลียนให้กับหล่อน ออกปากรับประกันว่าจางฉุ้ยเหลียนนั้นดีดังนั้นหล่อนจึงได้รีบร้อนมาสู่ขอจางฉุ้ยเหลียนให้กับกู้จื้อเฉิงแต่หล่อนกลับนึกไม่ถึงเลยว่าหลังจากนั้นไม่นานร่างกายของกู้จื้อเฉิงจะกลับมาเป็เหมือนเดิมหล่อนจึงได้แต่มานั่งเสียใจภายหลังถึงแม้ว่าหล่อนอยากจะให้ทั้งสองคนเลิกกันมากขนาดไหน แต่หล่อนก็ไม่สามารถทำอะไรได้เพราะกู้จื้อเฉิงไม่ยินยอม
“ที่คุณป้าถามหนูแบบนี้เพราะคุณป้าอยากจะทดสอบหนูอย่างนั้นหรือคะ ? ” จางฉุ้ยเหลียนเอียงคอก่อนจะยิ้มและถามออกไป
“อื้อ!ป้าเห็นว่าหนูทำอาหารได้ หนูลองบอกวิธีทำอาหารมาสักสองสามอย่างสิป้าจะดูว่าหนูทำอาหารได้จริง ๆ รึเปล่า!” อันหลงไม่รู้ว่าจะใช้วิธีการอะไรมาทดสอบจางฉุ้ยเหลียนดีหล่อนจึงให้จางฉุ้ยเหลียนบอกวิธีทำอาหารกับหล่อนเพื่อดูว่าจางฉุ้ยเหลียนจะรู้วิธีการทำอาหารจริง ๆ รึเปล่า
เมื่อได้ยินดันนั้นจางฉุ้ยเหลียนก็ยิ้มพร้อมกับพูดออกไปว่า “งั้นหนูขอพูดวิธีการทำอาหารสำหรับวันปีใหม่แล้วกันนะคะว่าบ้านของเราทำอะไรกันบ้าง!”
เมื่อทุกคนได้ยินก็นิ่งอึ้งไปทันทีเพราะอาหารสำหรับวันปีใหม่เป็อาหารที่ยากเป็อันดับต้น ๆ เลยก็ว่าได้ เด็กสาวที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าของหล่อนในขณะนี้ทำอาหารสำหรับวันปีใหม่ได้จริงๆ อย่างนั้นหรือ ? หรือว่าการที่เธอทำอาหารที่ยากแบบนี้ได้เป็เพราะครอบครัวของเธอไม่สมบูรณ์ กำพร้าแม่!
จางฉุ้ยเหลียนคิดไม่ถึงว่าอันหลงจะใช้วิธีการนี้มาทดสอบเธอเธอจึงหัวเราะและพูดออกไปว่า : “อาหารในวันปีใหม่จะขาดปลาไม่ได้และรสชาติของอาหารแต่ละบ้านก็ไม่เหมือนกัน เพราะบางบ้านอาจจะชอบรสจืดหรือบางบ้านอาจจะชอบรสเผ็ด แต่บ้านของเราชอบรสจืด ดังนั้นเราจึงทำปลาแบบตุ๋น....”
ส่วนอาหารชนิดอื่น ๆ ก็ไม่ต้องพูดถึงแค่เมนูปลาจางฉุ้ยเหลียนก็บรรยายออกมาได้สองสามอย่างแล้วดูท่าแล้วจางฉุ้ยเหลียนจะทำอาหารเมนูปลาได้จริง ๆ
เมื่ออันหลงได้ฟัง หล่อนก็พูดออกไปว่า “ไอ้หยาน่าทึ่งจริง ๆ เลย หนูอายุยังน้อย แต่ก็ทำอาหารได้ตั้งหลายอย่างดูเสี่ยวชิวของเราสิ ทำอะไรก็ไม่ได้สักอย่าง!”
เป็เื่ปกติที่พ่อแม่คนจีนจะรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นและก็มักจะเปรียบเทียบลูกของตัวเองกับคนอื่นอยู่เสมอเมื่อได้ยินดังนั้นกู้จื้อชิวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ได้แต่ทำปากขมุบขมิบอยู่เงียบ ๆอย่างไม่พอใจ
“มันก็เป็ดั่งคำที่ว่า มนุษย์ทุกคนไม่แตกต่างกันแต่มีชีวิตที่แตกต่างกัน!น้องสาวคนนี้เกิดมาในครอบครัวที่ดี หนูไม่อาจเทียบได้หรอกค่ะ! ” จางฉุ้ยเหลียนพูดพร้อมกับยิ้มออกมาเธอพูดต่อไปอีกว่า “หล่อนมีผิวพรรณที่ดี มือของหล่อนก็เรียวสวยอีกทั้งยังนุ่มนิ่มน่าััมากอีกด้วย เหมือนกับมือของคนที่เล่นเปียนโนอย่างไรอย่างนั้นแต่คุณป้าดูมือของหนูสิคะทั้งหยาบกร้านอีกทั้งยังมีแต่รอยจากการโดนไฟและน้ำร้อนลวก! ” ภูมิหลังของตระกูลกู้นั้นก็ไม่เลวเลยทีเดียวเพราะกู้จื้อชิวก็ได้เรียนเปียนโนมาั้แ่เด็ก ๆเพราะอย่างนั้นเชี่ยวเชี่ยวลูกสาวของเธอจึงได้แต่อิจฉาคุณอาของหล่อนมาตลอดและลูกสาวของเธอก็มักจะคิดว่าแม่ของตัวเองนั้นไม่มีอะไรเลยนอกจากความเป็แม่บ้านแม่เรือน
กู้จื้อชิวยกมือทั้งสองข้างของตัวเองขึ้นมาพิจารณาดูจากนั้นก็เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ยังไม่ทันที่หล่อนจะได้พูดยอมรับออกมาว่าตนนั้นเรียนเปียนโนจริง ๆ อย่างที่จางฉุ้ยเหลียนพูดหล่อนก็ได้ยินเสียงของจางฉุ้ยเหลียนพูดขึ้นมาเสียก่อนว่า“อีกทั้งหล่อนยังเป็คนหน้าตาสะสวย แถมอุปนิสัยของหล่อนก็แตกต่างจากเด็กสาวทั่วไปแบบเราเหมือนกับเ้าหญิงอย่างไรอย่างนั้น คนแบบนี้อนาคตจะต้องได้ดีอย่างแน่นอนหล่อนไม่จำเป็จะต้องทำอาหารหรอกค่ะ แค่ให้แม่บ้านทำให้ก็พอแล้ว!”
คำพูดประจบประแจงของจางฉุ้ยเหลียนนั้นทำให้สองแม่ลูกตระกูลกู้รู้สึกดีเป็อย่างมาก กู้จื้อชิวมีความฝันมาั้แ่เด็ก ๆแล้วว่าหล่อนอยากจะเป็เ้าหญิงดังนั้นหล่อนจึงเติบโตมาราวกับว่าเป็โรคคลั่งเ้าหญิงอย่างไรอย่างนั้น เพระอย่างนั้นหล่อนจึงดูแลเชี่ยวเชี่ยวลูกสาวของเธอราวกับเ้าหญิงและนั่นก็เป็เพราะว่าหล่อนอยากจะเติมเต็มความฝันวัยเด็กของตัวเองนั่นเอง
ทางด้านอันหลงก็ดีใจมากเช่นกันที่มีคนมาชมลูกสาวของตัวเองเมื่อได้ยินคำพูดของจางฉุ้ยเหลียน หล่อนก็ยิ้มหน้าบานเลยทีเดียว
กู้จื้อเฉิงมองไปทางจางฉุ้ยเหลียนด้วยความรู้สึกประหลาดใจเพียงคำพูดไม่กี่คำของเธอก็สามารถทำให้ผู้หญิงที่จัดการยากมากที่สุดในบ้านของเขาสงบลงได้แบบนี้นั่นจึงทำให้เขาเปลี่ยนแปลงมุมมองใหม่ และรู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้น่าสนใจมากจริง ๆ
“ถ้าเธอทำอาหารมาั้แ่เด็ก ๆ แล้วแม่ของเธอล่ะ ?” ญาติคนไข้ที่อยู่เตียงถัดไปถามขึ้นมาด้วยความสงสัย
เมื่ออันหลงได้ยินสีหน้าของหล่อนก็เปลี่ยนไปทันทีเพราะหล่อนคิดว่าการที่จางฉุ้ยเหลียนต้องทำอาหารั้แ่เด็ก ๆ แบบนี้ชีวิตของเธอจะต้องขมขื่นมากแน่ ๆ
จางฉุ้ยเหลียนหัวเราะคิกคักออกมา “แม่ของหนูก็ทำอาหารได้ค่ะแต่หนูทำอร่อยกว่า!”
อันหลงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกดูเหมือนว่าจางฉุ้ยเหลียนจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์นี่ก็ถือว่าเป็เื่ที่ดีมากเลยจริง ๆ !
จางฉุ้ยเหลียนรู้สึกว่าเธอมานั่งคุยอยู่ที่นี่นานแล้วเธอจึงลุกขึ้นและเตรียมกล่าวลา : “ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว หนูขอตัวกลับก่อนนะคะหลังจากนี้ถ้ามีเวลา หนูจะมาเยี่ยมคุณป้าใหม่นะคะ!”
อันหลงเดินไปส่งจางฉุ้ยเหลียนที่หน้าประตูด้วยท่าทางอาลัยอาวรณ์เพราะไม่อยากจะให้เธอกลับหล่อนดึงมือของจางฉุ้ยเหลียนไว้ ก่อนจะพูดออกไปว่า “ไอ้หยา ป้าชอบหนูจริง ๆทั้งมีน้ำใจ มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี หนูเรียนอยู่ที่ไหนหรือถ้ามีโอกาสป้าก็อยากจะให้ลูกสาวของป้าไปหาหนู จะได้สนิทกันมากขึ้นไง!”
จางฉุ้ยเหลียนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งจากนั้นจึงพูดขึ้นว่า : “คุณป้าคะ หนูก็ชอบเสี่ยวชิวมากเหมือนกันค่ะเพราะหล่อนเป็เด็กสาวที่หนูใฝ่ฝันอยากเป็มาั้แ่เด็ก ๆชีวิตของหล่อนราวกับเ้าหญิงอย่างไรอย่างนั้น!”
กู้จื้อชิวที่ได้ยินว่าจางฉุ้ยเหลียนนั้นอยากจะเป็เหมือนกับตนเองหล่อนก็ยืดอกเชิดหน้าขึ้นด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ทางด้านอันหลงหล่อนก็ดีใจที่มีคนมาชมลูกสาวของตัวเองเช่นกัน หลังจากที่จางฉุ้ยเหลียนพูดแบบนั้นออกไปแล้วเธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก นอกจากกล่าวลาพร้อมกับยิ้มและเดินออกจากห้องไป
อันหลงเดินกลับเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยพร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดหวัง หล่อนพูดออกไปว่า“เด็กคนนี้ไม่เลวเลย !แต่ก็น่าเสียดายที่อายุยังน้อยเกินไปหน่อย!”
เมื่อกู้จื้อเฉิงได้ยินคำพูดของแม่ตัวเองเขาก็ขมวดคิ้วและพูดขึ้นมาว่า : “แม่ ! แม่อย่าคิดไปถึงขั้นนั้นเลยครับ! เพราะมันเป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว!”
อันหลงพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของลูกชายแต่ก็อดที่จะพึมพำออกมาไม่ได้ว่า: “หล่อนอายุน้อยเกินไปแต่หล่อนก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่ก็น่าเสียดายแทนหล่อนจริง ๆ ที่ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย เห้อ! น่าเสียดาย น่าเสียดายจริง ๆ เลย!”