เมื่อได้เคล็ดวิชาจากสำนักดาบโลหิตมาไว้ในแล้ว อีกทั้งยังอาวุธใหม่ซึ่งก็คือดาบกลืนกิน ท่านราชครูบอกกับฉางเฟยเอาไว้ว่าดาบเล่มนี้เป็สมบัติตกทอดมาจากเ้าสำนักรุ่นที่3 มันถูกสร้างขึ้นจากวัตถุดิบหายากหลายต่อหลายอย่างและไม่เคยมีอาวุธชนิดไหนเอาชนะมันได้
อีกทั้งยังเคล็ดวิชาที่ฉางเฟยได้มา ท่านราชครูยังบอกอีกว่าหากจะฝึกมันฉางเฟยจะต้องเดินทางไปยังทะเลตงไห่ไปยังเกาะร้างซึ่งถูกใช้เป็สถานที่ฝึกชั้นดีสำหรับวิชาแขนงนี้
“เ้าแน่ใจนะว่าจะไปที่นั้น”ผู้เป็พ่อเอ่ยถามเมื่อรู้เื่จากฉางเฟยเอง
“ข้าแน่ใจ”ยิ่งได้ยินคำตอบก็ยิ่งรู้สึกหนักใจเพราะหากเขาไป แล้วฉากองค์ฮ่องเต้เรียกพบอาจเป็ฯปัญหาได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็มีข้อดีตรงที่หากฝึกสำเร็จและเขากลับมาได้ทัน ฝีมือของเขาอาจจะทำให้องค์ฮ่องเต้โปรดปานก็เป็ได้
“ถ้าเ้าแน่ใจก็จงไปเถอะ พอ่คงห้ามอะไรเ้าไม่ได้แต่จงจำไว้ฉางเฟย เมื่อสำเร็จวิชาจงรีบกลับมาให้เร็วที่สุด”
“ขอรับท่านพ่อ”
ทางด้านหลินเอ๋อ
“หมู่ตึกบิณฑิต! ท่านพูดจริงๆเหรอท่านปู่”เทียนเปาเอ่ยถามอย่างตื่นเต้นจนออกนอกหน้าหลังรู้ว่าชิงหลงจะพาหลินเอ๋อและพวกนางไปยังสำนักสุดลือชื่อเพื่อขอใช้เป็สถานที่ฝึก แน่นอนว่าหากคนปกติเข้าไปคงมีหวังได้โดนไล่ออกมาเป็แน่ แต่กับตาเฒ่าจอมลึกลับคนนี้เขามักมีอะไรซ้อนไว้ให้ใอยู่เสมอๆ
“แน่นอน”ชิงหลงตอบกลับ
“ข้าเคยแต่ได้ยินชื่อของที่นั้น โด่งดังในเื่การให้กำเนิดเหล่าผู้รอบรู้ทั้งหลายทั้งบู้และบู๋น อีกทั้งยังเต็มไปด้วยเหล่าบุรุษโฉมงามทั้งคุณชายน้อยใหญ่จากหลากหลายที่ งื้ออออ ข้าแทบจะรอไม่ไหวแล้ว”พูดไปก็หน้าแดงไป
“พอเลยๆ เราจะพาหลินเอ๋อไปฝึกวิชาไม่ใช่พาเ้าไปหาผู้ชาย”ชิงหลงรีบห้ามความเพ้อฝันของแม่นางน้อยไว้แต่เพียงเท่านั้น
“ไม่ใช่ซักหน่อย ข้าไม่ได้จะไปหาผู้ชายข้าแค่พูดถึงเฉยๆ”หลินเอ๋หัวเราะกับการตอบโต้ของทั้งสองฝ่าย ก่อนจะก้มมองเ้าตัวน้อยในอ้อมอกที่กำลังเล่นอยู่กับสร้อยคอของนางอย่างสนุกสนาน
ฟอดดดด....
ก้มลงกดจมูกลงบนแก้มนุ่มนิ้มของหลินเฟยอย่างหมั่นเขี้ยวทำเอาเ้าตัวนร้อยส่งเสียงหัวเราะคิ๊กคั๊กขึ้นมา จับมือน้อยๆโยกไปมาเบาๆก่อนจะลูบหัวของนางอย่างเอ็นดู
“หลังจากนี้ เ้าคงต้องรับภาระมากขึ้นแล้วนะหลินเอ๋อ”จู่ๆชิงหลงก็พูดขึ้น ทำให้นางหันมามองเขาอย่างสงสัย
“หมายความว่ายังไงเหรอท่านผู้เฒ่า”
“หลังจากเราไปถึงหมู่ตึกบัณฑิต เ้าจะมีเวลาอยู่กับหลินเฟยน้อยลงและต้องทุ่มกำลังให้กับการฝึกวิชามากขึ้น”นางรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเป็เช่นนั้น ในตอนแรกนางยังสองจิตสองใจว่าจะเดินในเส้นทางนี้หรือไม่เพราะหากนางทุ่มเทก็จะไม่มีใครดูแลหลินเฟยลูกของนาง ชิงหลงเองก็คงดูแลไม่ไหวเพราะเขาไม่ค่อยรู้เื่เด็กนัก แต่พอได้เทียนเปามานางก็รู้ได้ในทันทีว่าเทียนเปาจะต้องดูแลหลินเฟยได้ในยามที่นางกำลังฝึกวิชา
“เทียนเปา”เอ่ยเรียกแม่นางน้อยทำให้อีกฝ่ายรีบคลานเข้ามาหาทันทีพร้อมทำตาเปร่งประกายใส่
“อะไรหรือเ้าคะ”
“หลังจากที่ข้าเข้าฝึกวิชา ดูแลหลินเฟยแทนข้าได้หรือไม่”เมื่อได้ยินคำถามเทียนเปาก็ทำหน้ามั่นอกมั่นใจทันที
“ได้แน่นอน แม่นางหลินเอ๋อโปรดวางใจ ข้าจะดูแลนางให้ดีที่สุด”พูดพร้อมหยอกล้อกับเ้าตัวเล้กไปหนหนึ่ง
“ข้าอยากให้เ้าคิดเสียว่าข้าคือแม่อีกคนของเ้า”
อึก!...
เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน เทียนเปาหยุดชะงักไปในขณะมองหลินเฟยอยู่ ก่อนจะรู้สึกถึงความเห่อร้อนที่ปรากฏบนขอบตาทั้งสองข้างของนาง ค่อยๆเงยหน้ามองหลินเอ๋อช้าๆ
“ถ้าหากเ้าไม่ว่าอะไร... ข้าอยากได้เ้ามาเป็ฯบุตรบุญธรรมของข้า เ้าว่าดีไหม”ถามพร้อมเผยรอยยิ้มอันแสนงดงามให้กับนาง ทำเอาน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ไหลออกจากดวงตาทั้งสองข้าง
“จ.. จริงเหรอ ท่านอยากให้ข้า ป.. เป็บุตรบุญธรรมของท่านจริงๆเหรอ”ถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจว่าตนไม่ได้หูฝาด
“จริงสิ อุ้ย!!”หลินเอ๋อหลังตอบยังไม่ทันสิ้นเสียงก็ต้องอุทานด้วยความใ เมื่อร่างเล็กโผลเข้ากอดนางอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
ฮื่อออ!! ฮึก! ฮื่ออออ!!
เสียงร้องไห้จากเด็กสาวดังขึ้นพร้อมกับแรงกอดที่แน่นขึ้น ทว่าหลินเอ๋อไม่ได้ว่าอะไรนางกลับกันนางปล่อยให้เทียนเปากอดนางอยู่แบบนั้น
“ข้า ฮึก! ข้าดีใจที่สุดเลย ฮื่ออ!”
“ข้าก็เช่นกัน เอาล่ะ”พูดพร้อมผละนางออกเบาๆแล้วเช็ดหยาดน้ำตาบนสองแก้มขาวนวลให้อย่างเบามือ”ทีนี้ เรียกข้าว่าท่านแม่ ลองเรียกดูซิ”เอ่ยบอกพร้อมรอยยิ้ม ยิ่งทำให้น้ำตาของเทียนเปาหลั่งออกมาไม่หยุด นางยิ้มร่าก่อนจะค่อยๆเอ่ยปากเรียก
“ท.. ท่านแม่.. ฮึก! ท่านแม่! ฮื่อออ! ท่านแม่ ท่านแม่!”แล้วก็โผลเข้ากอดพร้อมร้องเรียกหลินเอ๋อไม่หยุดด้วยความดีใจ ชิงหลงได้แต่นั่งยิ้มในขณะควบคุมรถม้าอยู่ หลินเอ๋อยกมือข้างหนึ่งที่ว่างโอบกอดเทียนเปาแล้วลูบแผ่นหลังของนางเบาๆ
“ทีนี้ รับปากแม่ได้หรือไม่ ว่าเ้าจะดูแลหลินเฟยน้องสาวของเจาในขณะที่แม่ต้องฝึกวิชา เ้ารับปากแม่ได้หรือไม่เทียนเปา”เทียนเปาผละออกทันทีแล้วรีบพยักหน้าตอบกลับอย่างไว
“ข้ารับปากท่านแม่ ข้าจะดูแลน้องหลินเฟยอย่างดีที่สุด จะไม่ทำให้ท่านแม่ต้องเสียใจเลย”
“นี่สิ ลูกสาวของแม่ต้องแบบนี้”พูดพร้อมลูบผมและเช็ดน้ำตาให้เทียนเปาเบาๆ
สำนักหมู่ตึกบัณฑิต
ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนสดใส ผสมกับเสียงของเหล่าวิหกที่มีรูปลักษณ์อันแสนงดงามขับร้องเสียงอันแสนไพเราะ สายลมที่พัดผ่านโบกใบไม้ให้โอนเอียงไปตามแรง แสงแดดที่ไม่ร้อนนักสาดส่องผ่านช่องเล้กช่องน้อยของต้นไม้ใหญ่หลายต่อหลายต้น
เหล่าบัณฑิตหนุมสาวจำนวนหลายร้อยชีวิต นั่งสงบอารมณ์ควบคุมจิตใจภายใต้เสียงพิณที่ชวนให้หลงใหล ในมือคือพูกันตวัดขีดเขียนตัวหนังสือเล่าความตามอารมณ์ ปรากฏเป็บทกลอน
อีกทั้งยางบนลานฝึกซึ่งอยู่ไม่ห่าง เสียงกวัดแกว่งกระบี่ผ่านสายลมดังระงมไปทั่วพื้นที่ สายตาที่มุ่งมั่นบวกกับท่วงท่าอันแสนงดงามแสดงถึงความชำนาญในการใช้อาวุธ
ที่สุดแห่งสำนักเรียนของเหล่าชายหญิงทั้งหลายที่หมายจะมาเริ่มต้นชีวิตของตนเพื่อต่อยอดให้กับฝีมือและความคิด ถึงแม้จะขึ้นชื่อเื่การศึกษาแต่เื่วิชาก็ไม่เคยน้อยหน้าใคร
แต่ท่ามกลางเหล่าผู้เยี่ยมยุทธทั้งหลาย ยังมีชายหนุ่มอีกคนที่ตอนนี้เขากำลังนั่งอยู่เพียงลำพัง ณศาลากลางสระบัวอันเื่ชื่อ ภายในมือมีขลุ่ยไม้สลักรวดลายสวยงาม ริมฝีปากหนาทาบกับปลายของขลุ่ย พ้นลมเบาๆเริ่มบรรเลงบทเพลงอันแสนไพเราะ
‘กระบี่ล่ำไห้’
บทเพลงที่ถูกแต่งขึ้นในฤดูหนาว เล่าบอกถึงเื่ราวของคู่รักชายหญิงที่ต้องพลัดพรากกันโดยความตายและสัญญากันเอาไว้ ว่าหากได้เกิดมาในชาติหน้าจะออกตามหาซึ่งกันและกันและจะครองรักกันตลอดไป
ตึก... ตึก....
เสียงฝีเท้าที่แม้จะเบาจนแทบไม่ได้ยิน แต่ก็สามารถดึงสติของชายหนุ่มได้และทำให้เขาต้องค่อยๆผ่อนลมหายใจลงก่อนจะหันไปมองเ้าของเสียงฝีเท้า
“ช่างเป็บทเพลงอันแสนไพเราะนัก”มู่จินเอ่ยชมพร้อมเดินมานั่งลงข้างๆ หญิงสาวผู้มีรูปโฉมงดงามและได้ชื่อว่าคือจอมกระบี่ดอกบัว วิชาอันดับต้นๆของสำนักและนางคือคนแรกและคนเดียวที่สามารถฝึกมันจนสำเร็จภายในเวลาเพียงเจ็ดวันเท่านั้น
“ขอบคุณมู่จิน”ชายหนุ่มกล่าวตอบ
“ข้าไม่ได้เห็นเ้าเป่าขลุ่ยมานานมากแล้วนะ ฟู่ถัง”กล่าวเรียกอีกฝ่ายขึ้น
“ข้ารู้สึกว่า ในอีกไม่ช้าข้าจะได้เจอกับเื่ดีๆน่ะ ก็เลยคิดว่าน่าจะลองทำอะไรที่ไม่ได้ทำมานานแล้วดู”
“อะไรคือเื่ดีๆที่เ้าพูดถึงงั้นเหรอ”มู่จินถามกลับอย่างสงสัย อีกฝ่ายนิ่งไปในขณะมองดอกบัวในสระ
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน....”
แล้วก็เป็เื่ปกติที่ผู้พบเห็นจะรู้สึกอิจฉาบ้างหรือรู้สึกดีใจบ้างเมื่อได้เห้ฯทั้งสองนั่งคุยกันเพียงลำพัง ถือว่าเป็เื่ที่เหล่าชายหญิงในสำนักชอบกันมากเพราะบทเพลงที่ฟู่ถังเล่นนั้นถูกหลายๆคนตีความว่า คู่รักในบทเพลงกระบี่ล่ำไห้คือฟู่ถังและมู่จินในอดีตกลับชาติมาเกิด และพวกเขาได้พบกันแล้ว
เพราะทั้งคู่มีสิ่งที่ในบทเพลงกล่าวถึงเยอะมาก ทั้งความสามารถ รูปโฉม ความเฉลียวฉลาดและทั้งคู่มาพบกันภายในคืนพระจันทร์เต็มดวงตามในบทเพลงเป๊ะ
ถึงอย่างนั้นก็ดูเหมือนว่าจะมีเพียงแค่ฟู่ถังเท่านั้นที่ไม่ได้คิดเหมือนกับคนอื่นๆหรือแม้แต่กับมู่จิน เขาคิดว่าตนเองก็คือตนเองไม่ได้เป็ฯใครกลับชาติมาเกิดทั้งนั้น และอีกอย่าง
ก่อนที่จะมายังสำนักแห่งนี้ฟู่ถังมักฝันถึงหญิงสาวนางหนึ่ง ภายในความฝันเขาและนางได้ครองรักกันและมันช่างแสนวิเศษ เป็ความฝันที่ติดตาและฝังจำอยู่ในความทรงจำของฟู่ถังมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปแต่เขาก็ไม่เคยลืมมัน เื่ราวในความฝันพวกนั้นทั้งสถานที่และสิ่งที่เกิดขึ้น
โดยเฉพาะรูปโฉมอันแสนงดงามของแม่นางในความฝัน จูบของนางที่เขาได้รับมันช่างหอมหวานยากที่จะลืมเลือนไปได้ อ้อมกอดอันแสนอบอุ่นที่เขาได้รับจากนาง เขาบรรยายมันออกมาเป็ฯคำพูดไม่ถูกจริงๆแต่รู้ว่ามันคือสิ่งที่เขาโหยหามานานมากไม่ว่าหญิงงามนางใดก็ให้เขาไม่ได้เหมือนกับนาง
ถึงกระนั้น ต่อให้ความฝันมันเกิดเมื่อหลายปีมาแล้วแต่เขาก็ยังจำสิ่งที่ได้คุยกับแม่นางคนนั้นได้เป็อย่างดี สิ่งที่เขาไม่เคยเล่าให้กับใครได้ฟังแม้แต่กับครอบครัว ชื่อของนาง เขาเคยเอ่ยเรียกและยังจำมันได้ในความฝัน
และเมื่อไม่นานมานี้ฟู่ถังพบว่าตัวเองรู้สึกว่ากำลังจะได้เจอกับเื่ดีๆที่สุดที่เขาเคยเจอมา ฟู่ถังคิดและตริตรองว่าเขาจะต้องได้เจอกับนางในฝันเป็แน่ นั้นคือสาเหตุที่ทำให้เขาเริ่มที่จะจับขลุ่ยขึ้นมาบรรเลงบทเพลงนั้น ในใจก็คิดแต่เพียงว่า
‘มาหาข้าเร็วๆนะ.... หลินเอ๋อ...’