ยามสายของวันใหม่มาเยือนพร้อมกับสายลมเอื่อยที่พัดพาเอาความชื้นแฉะของละอองฝนเมื่อค่ำคืนก่อนให้เจือจางลง ท้องฟ้าเหนือเมืองชายแดนฮาร์เรนเริ่มเปลี่ยนเป็สีฟ้าซีด ทว่าแสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมากลับไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในร้านเบเกอรี่ลูมิน่าดูอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ร้านเบเกอรี่ยังคงอยู่ในสภาพทรุดโทรมยับเยินจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ชั้นวางขนมปังไม้เนื้อหยาบที่เคยตั้งเรียงรายอย่างเป็ระเบือบ บัดนี้หักเป็สองท่อนและถูกยกไปพิงไว้กับผนังปูนที่แตกร้าวอย่างลวก ๆ บนโต๊ะไม้เก่าแก่ตัวยาวใจกลางร้าน มีขนมปังที่อบใหม่อยู่เพียงไม่กี่ก้อนวางเรียงรายอยู่อย่างเงียบเหงา กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของแป้งอบพยายามจะต่อสู้กับกลิ่นอับชื้นของเศษไม้และเขม่าควันไฟที่ยังคงหลงเหลืออยู่
เรย์ เด็กชายตัวน้อยที่มีผ้าพันแผลสีขาวโอบรอบศีรษะ กำลังใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีช่วยพี่สาวของเขาพยุงโครงสร้างไม้ที่ผุพังเพื่อซ่อมแซมชั้นวางอย่างเงียบงัน เสียงค้อนไม้เคาะสลักดัง ตึก...ตึก... สลับกับเสียงหอบหายใจเบาๆ ของสองพี่น้อง เป็เสียงเดียวที่ทำลายความเงียบงันอันน่าหดหู่ใจนี้
ท่ามกลางความวุ่นวาบและคราบน้ำตาเ่าั้...โซร่า ยืนตระหง่านอยู่กลางร้าน หลังจากที่เขาใช้เวลาหนึ่งคืนในการเตรียมการวางแผนเพื่อรอการมาของอาเดล ชายหนุ่มผมแดงยาวไม่ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยยกไม้ ไม่ได้เอ่ยปากปลอบประโลมหรือแสดงความเห็นอกเห็นใจดั่งที่มนุษย์ทั่วไปพึงกระทำ เขาเพียงแค่ยืนกอดอกนิ่ง ดวงตาสีแดงเพลิงคู่คมกริบกวาดมองไปตามซอกมุมต่าง ๆ ของตัวอาคารอย่างเงียบเชียบและละเอียดถี่ถ้วน ราวกับกำลังสแกนโครงสร้างทุกอณูผ่านสายตา
"..."
ความเงียบดำเนินไปครู่หนึ่ง ก่อนที่น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบจะเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
"โครงสร้างหลักเสียหายประมาณสี่ส่วน" โซร่ากล่าวพลางใช้ปลายนิ้วเคาะลงบนเสาไม้ค้ำยันที่ร้าวลึก "คานหลังคา้าแอ่นตัวเนื่องจากรับน้ำหนักน้ำฝนที่ซึมผ่านรอยรั่ว โต๊ะไม้หน้าร้านเสียหายจนใช้งานได้เพียงครึ่งเดียว ส่วนที่เหลือหากฝืนใช้ต่อไปจะพังทลายลงมาในไม่ช้า"
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะหันสายตาไปทางด้านหลังร้าน "เตาอบดินเผายังใช้ได้ โครงสร้างหินทนไฟด้านในไม่เสียหาย ถือเป็สิ่งเดียวในร้านนี้ที่มีมูลค่าใช้งานได้จริง"
เอเลน่า หยุดมือจากงานซ่อมแซม เธอเงยใบหน้าที่อิดโรยและเต็มไปด้วยคราบเขม่าดำขึ้นมองช่างตีเหล็กหนุ่มพลางกะพริบตาสั่นระริกด้วยความไม่เข้าใจ "ท่าน...กำลังประเมินราคาซ่อมแซมร้านหรือคะ?"
โซร่าพยักหน้าเล็กน้อย ใบหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก "ข้ารับงานและลงนามในสัญญาแล้ว สิ่งแรกที่ข้าต้องทำคือประเมินสภาพการณ์ทั้งหมด ข้าต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าของข้าเหลือทรัพย์สินมูลค่าเท่าใด และมีความสามารถในการดำรงชีพเพื่อจ่ายค่าชดเชยในอนาคตได้มากน้อยแค่ไหน"
คำพูดที่ตรงไปตรงมาและเ็าดุจตัวเลขในบัญชีนั้นทำให้เรย์ขมวดคิ้วแน่น เด็กชายวางค้อนไม้ในมือลงเสียงดัง ปึก! ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความขุ่นเคืองในใจ "...ทำไมท่านถึงพูดเหมือนพวกเราเป็สินค้า หรือเป็แค่เครื่องมือทำเงินของท่านล่ะครับ?"
โซร่าหันสายตาสีแดงฉานกลับมามองเด็กชายตรง ๆ รังสีอำนาจบางอย่างที่แผ่ออกมาทำให้เรย์ต้องเผลอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"เพราะเมื่อพวกเ้ายินยอมทำข้อตกลงและก้าวเข้าสู่ระบบสัญญา...พวกเ้าคือลูกค้าสัญญาจ้าง" โซร่าเอ่ยน้ำเสียงเรียบแต่อัดแน่นไปด้วยสัจธรรม "และลูกค้า...จะอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบและการคุ้มครองของร้าน Flame Nest จนกว่าสัญญาจะสิ้นสุดลง...เท่านั้น ซึ่งพวกเ้าก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็เช่นไร"
ไม่มีคำว่าความเมตตาอันจอมปลอม ไม่มีคำว่าความสงสารที่ไร้ค่า ทุกอย่างที่โซร่าแสดงออก เป็เพียงตรรกะและกฎเกณฑ์อันเรียบง่ายของัโบราณที่ยึดมั่นในสัญญายิ่งกว่าชีวิต สเตลร่า ที่ยืนพิงกรอบประตูหน้าร้านอยู่ละสายตาจากทิวทัศน์ภายนอก นางทอดสายตามองดูแผ่นหลังกว้างของช่างตีเหล็กหนุ่มก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมาอย่างนึกเอ็นดู
"เ้าก็ยังเป็คนพูดจาไม่เก่งและปากแข็งเหมือนเดิมเลยนะ โซร่า..." นางเอ่ยแซวเบา ๆ ทว่าชายหนุ่มผมแดงกลับไม่คิดจะใส่ใจหรือตอบโต้อะไรกลับไป
“ฮ่าๆๆๆ!”
ทันใดนั้นเอง... เสียงหัวเราะอันคุ้นหูที่แฝงไปด้วยความยโสและดูถูกดูแคลนอย่างถึงที่สุดก็ดังขึ้นจากบริเวณถนนหน้าร้าน เสียงนั้นทำให้ร่างกายของเอเลน่าและเรย์สั่นสะท้านขึ้นมาในทันทีด้วยความหวาดกลัวที่ยังคงฝังลึกในจิตใจ
"ดูสภาพร้านนี้สิพวกเรา...นึกว่าจะปิดหนีไปนอนรอความตายข้างถนนแล้วเสียอีก ที่แท้ยังดิ้นรนไม่ยอมเจ๊งอีกหรือนี่?"
อาเดล อัลดริช ก้าวเท้าเดินเข้ามาภายในร้านเบเกอรี่อันทรุดโทรมด้วยท่าทางโอหัง ยโสโอหัง ใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มเหยียดหยันอันน่ารังเกียจ ด้านหลังของเขามีกลุ่มเพื่อนขุนนางหนุ่มจากเมืองหลวงอีกสี่คนเดินตามเข้ามาติด ๆ ขุนนางหนุ่มทั้งห้าคนแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมเนื้อดีขลิบด้ายทองคำหรูหราอลังการ สวมใส่เครื่องประดับอัญมณีล้ำค่าสะท้อนแสงแดดยามสายระยิบระยับ สภาพของพวกเขานั้นช่างแตกต่างและตัดกับบรรยากาศอันยากจนและเสื่อมโทรมของเมืองชายแดนฮาร์เรนราวกับอยู่คนละโลก
เมื่อสายตาของอาเดลเหลือบไปเห็นเอเลน่าที่ยืนตัวสั่นอยู่มุมร้าน รอยยิ้มเยาะเย้ยบนใบหน้าของเขาก็ยิ่งกว้างขึ้น
"ยังอุตส่าห์เปิดร้านอยู่อีกหรือเ้ายิปซีต่ำต้อย?" อาเดลก้าวเท้าเข้ามาใกล้พลางใช้ปลายไม้เท้าเคาะลงบนโต๊ะไม้เสียงดัง ปึก! ปึก! "ศาลประจำเมืองก็ยกฟ้องคดีไปแล้ว...หรือหัวสมองอันโง่เขลาของพวกเ้ายังไม่เข้าใจอีก ว่าคนจนๆอย่างพวกเ้าไม่มีวันเอาชนะอำนาจของตระกูลอัลดริชได้?"
เรย์กำหมัดแน่นจนเล็บแทบฝังเข้าไปในเนื้อ ดวงตาของเด็กชายแดงก่ำไปด้วยความโกรธแค้น ทว่าโซร่ายังคงยืนนิ่งเงียบเฉยอยู่กลางร้าน ราวกับไม่ได้ยินเสียงนกเสียงกาหรือสิ่งมีชีวิตตรงหน้าเลยแม้แต่น้อย
หนึ่งในกลุ่มเพื่อนของอาเดล...ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงท่าทางสำอางเดินตรงเข้าไปยังโต๊ะไม้ที่วางขนมปังอบใหม่ไว้เพียงไม่กี่ก้อน เขาใช้ปลายนิ้วคีบขนมปังก้อนหนึ่งขึ้นมาพลิกดูด้วยสีหน้าสะอิดสะเอียนก่อนจะเอ่ยขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก "งั้นวันนี้...พวกเราขอเหมาขนมปังขยะพวกนี้ไปให้สุนัขที่คฤหาสน์กินเล่นเหมือนเดิมก็แล้วกันนะ"
พูดจบ ขุนนางหนุ่มคนนั้นก็โยนเหรียญทองแดงเก่าๆ เพียงเหรียญเดียวลงบนโต๊ะไม้ เสียงเหรียญหมุนติ้ว ๆ ก่อนจะสงบนิ่งลง "พอไหมค่าขนมปังของพวกเ้า? ฮ่าๆ!"
“แก...!!!”
เรย์ทนไม่ไหวอีกต่อไป เด็กชายเตรียมจะพุ่งตัวเข้าไปกระชากคอเสื้อของขุนนางที่ดูถูกหยาดเหงื่อของพี่สาว ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น...ฝ่ามือหนาและทรงพลังของโซร่ากลับยื่นเข้ามาขวางหน้าอกของเด็กชายไว้แน่น แรงบีบเบาๆ จากมือของเขาทำให้เรย์จำต้องหยุดชะงักลงด้วยความขัดใจ
"ถอยไปซะเด็กน้อย..." โซร่าเอ่ยเสียงต่ำ
ช่างตีเหล็กหนุ่มผมแดงก้าวเท้าเดินอย่างช้าๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้ากลุ่มขุนนางหนุ่มจากเมืองหลวง ร่างกายอันบึกบึนและสูงใหญ่ของเขาบดบังแสงสว่างจากหน้าร้านจนเกิดเป็รอยเงาทมิฬทาบลงบนใบหน้าของพวกขุนนาง ดวงตาสีแดงฉานไร้อารมณ์คู่นั้นจ้องมองลึกเข้าไปในตาของขุนนางที่หยิบขนมปัง ก่อนจะเอ่ยประโยคสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจผืนน้ำแข็ง
"ข้าจะเตือนเ้าครั้งแรกและครั้งสุดท้าย...วางของลงซะ"
บรรยากาศภายในร้านเบเกอรี่ลูมิน่าพลันเงียบสนิทลงฉับพลัน ลมหายใจของทุกคนติดขัดด้วยความอึดอัดจากแรงกดดันบางอย่างที่เริ่มแผ่ซ่านออกมาจากตัวของชายหนุ่มผมแดง ขุนนางหนุ่มผู้ถือขนมปังชะงักไปครู่หนึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเริ่มบิดเบี้ยวด้วยความขุ่นเคืองเมื่อถูกสามัญชนเนื้อตัวมอมแมมเอ่ยปากสั่ง เขาแค่นหัวเราะออกมาก่อนจะชูขนมปังขึ้นสูงเหนือกองเหรียญทองแดง
"แล้วถ้าข้าไม่วางล่ะ? เ้าสุนัขเฝ้าบ้านเนื้อตัวสกปรก...เ้าจะทำอะไรข้า—"
ผัวะ!!!!!!!!!!
ไม่มีใครมองเห็นการเคลื่อนไหวของโซร่าเลยแม้แต่คนเดียว! ในเสี้ยววินาทีสั้นๆที่ดวงตาทุกคู่ยังไม่ทันได้กะพริบ ร่างของขุนนางหนุ่มผู้โอหังคนนั้นก็ปลิวละลิ่วลอยละลิ่วไปกระแทกกับฝาผนังร้านด้านหลังอย่างรุนแรงเสียงดังโครมใหญ่! แรงกระแทกมหาศาลทำให้ปูนปลาสเตอร์ที่ผนังแตกร้าวเป็รอยใยแมงมุม ขนมปังในมือหลุดร่วงกระจายเกลื่อนพื้นดินเปียกชื้น ก่อนที่ร่างของเขาจะร่วงหล่นลงมากองกับพื้น นอนคุดคู้ร้องครวญครางด้วยความเ็ปรวดร้าวตรงซี่โครง
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมร้านเบเกอรี่ทันทีในพริบตา!
“ข้าอุตส่าห์ลดตัวลงมาพูดจากับเ้าแล้วไม่รู้เื่ สงสัยต้องโดนตบบ้องหูสักทีก่อนสินะ”
รอยยิ้มเหยียดหยันและท่าทางโอหังบนใบหน้าของอาเดลพลันอันตรธานหายไปจนหมดสิ้น ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและโกรธแค้นอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน "จ...เ้า! เ้ากล้าลงมือทำร้ายขุนนางผู้สูงศักดิ์งั้นรึ!!!" อาเดลชี้หน้าตวาดลั่นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "เ้าอยากโดนแขวนคอหรืออย่างไรกันฮะ!"
โซร่าเอียงคอเล็กน้อย แววตาสีแดงฉานคู่นั้นยังคงว่างเปล่าและราบเรียบไม่มีกระเพื่อมไหว ราวกับเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็เพียงแค่การปัดแมลงวันตัวหนึ่งให้พ้นทาง
"ขุนนาง...?" โซร่าทวนคำนั้นอย่างช้า ๆ น้ำเสียงราบเรียบ "แล้วมันต่างจากมนุษย์เดินดินที่ข้ารู้จักยังไง?"
ทุกคนในร้านชะงักงันไปในทันทีกับคำตอบของเขา อาเดลกัดฟันกรอดพลางแค่นหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง "ฮะ...ฮ่าๆๆ! ที่แท้แกก็เป็แค่ไอ้คนป่าเถื่อนบ้านนอกคอกนาสินะ! ถึงได้โง่เขลาเบาปัญญาจนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกข้าเป็ใคร! ชาติตระกูลของพวกข้า...สายเือันสูงส่งของพวกข้า...สูงส่งกว่าสุนัขรับใช้อย่างพวกแกนับร้อยนับพันเท่า!"
โซร่าฟังคำพล่ามเ่าั้พลางส่ายหน้าช้าๆ ั์ตาสีแดงฉานฉายประกายแวววาวแปลกประหลาดออกมา
"สำหรับพวกเ้า...มนุษย์มักชอบสร้างกฎเกณฑ์และแบ่งแยกพวกเดียวกันเองด้วยเื่ของชาติกำเนิด สายเื หรือเงินตราไร้สาระเ่าั้..." โซร่าเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำสะท้อนก้องไปทั่วทั้งห้อง "แต่ไม่ว่าจะเป็ขุนนางผู้สูงศักดิ์...หรือสามัญชนผู้ต่ำต้อย...เมื่อมองลงมาจากสายตาของข้า...พวกเ้าทุกคนก็เป็เพียงแค่ มนุษย์...สิ่งมีชีวิตอายุสั้นแสนเปราะบางที่ไม่ว่าจะพยายามแต่งแต้มสีสันให้ตัวเองหรูหราเพียงใด สุดท้ายเมื่อความตายมาเยือน...ก็กลายเป็เพียงเเถ้ากระดูกสีเทาที่ไร้ค่าไม่ต่างกัน"
คำพูดอันเรียบง่ายแต่อัดแน่นไปด้วยสัจธรรมอันน่าสะพรึงกลัวนั้น...ทำให้สีหน้าของอาเดลและเพื่อนขุนนางที่เหลือแข็งค้างไปในทันที ความเยือกเย็นบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวของช่างตีเหล็กหนุ่มทำให้พวกเขาเริ่มรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วกระดูก
"อ...อวดดีนัก! แกคิดว่าแกมีพละกำลังมากกว่าคนทั่วไปแล้วจะทำอะไรพวกข้าได้งั้นรึ!"
ขุนนางหนุ่มอีกสามคนที่เหลือเริ่มรู้สึกเสียหน้าและโกรธแค้น พวกเขาพากันก้าวเท้าออกมาข้างหน้าพลางหยิบไม้เท้าเวทมนตร์ลายครามและแหวนอัญมณีสื่อนำพลังงานขึ้นมาสวมใส่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย "พวกเราอุตส่าห์ร่ำเรียนศาสตร์เวทมนตร์ชั้นสูงมาจากราชสำนักในเมืองหลวง...จะมายอมแพ้ให้สุนัขบ้าอย่างแกได้อย่างไร! เตรียมตัวตายซะ!"
วิ้ง...วิ้ง...วิ้ง...
ในพริบตานั้นเอง...วงแหวนเวทมนตร์หลากสีสันนับสิบวงพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศรอบ ๆ ตัวของขุนนางทั้งสามคน ลวดลายอักขระเวทโบราณอันซับซ้อนหมุนวนซ้อนกันอย่างงดงามและประณีตสมกับการศึกษาชั้นสูงจากสถาบันหลวง วงเวทอัคคีสาดประกายแสงสีแดงส้มร้อนแรง วงเวทอสนีบาตแผ่กระแสไฟฟ้าสีฟ้าขาวเปรี้ยงปร้าง วงเวทพายุหมุนสร้างกระแสลมหมุนคมกริบดุจใบมีดโกน และวงเวทเกราะศิลาสร้างกำแพงแสงหนาแน่นรอบตัวเพื่อป้องกันภัย
สเตลร่าที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ทอดสายตามองลวดลายวงเวทเ่าั้ก่อนจะเผยรอยยิ้มบาง ๆ ออกมา "อืม...สมกับเป็เวทมนตร์ของทางเมืองหลวงจริงๆนั่นแหละนะ ลวดลายประณีต สวยงาม และเป็ระเบียบกว่าเวทมนตร์ดิบๆของพวกแก๊งรีดไถคราวก่อนเยอะเลยล่ะ..."
โซร่าปรายสายตามองดูภาพความวิจิตรตระการตาของวงเวทเ่าั้ ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาอย่างเบื่อหน่าย
"...เสียเวลาร่ายเวทเลอะเทอะ"
สิ้นน้ำคำประโยคนั้น...ร่างอันสูงใหญ่ของช่างตีเหล็กหนุ่มผมแดงก็พลันสลายหายไปจากตำแหน่งเดิมในพริบตา!
ฟุ่บ!
ความเร็วของเขานั้นรวดเร็วยิ่งกว่าแสงวูบวาบของสายฟ้า ไม่มีใครมองเห็น ไม่มีกระแสลมพัดผ่าน ทว่าบรรยากาศรอบ ๆ กลับะเิออกด้วยแรงอัดของอากาศที่ถูกแหวกผ่านอย่างรุนแรง
เพล้ง!!!!!!!!!!!!!
ในเสี้ยววินาทีต่อมา...เสียงแก้วแตกดังระงมลั่นไปทั่วร้าน! วงแหวนเวทมนตร์หลากสีสันอันแสนประณีตงดงามเ่าั้... พลันแตกสลายกลายเป็เพียงละอองแสงสีรุ้งร่วงหล่นลงมาในอากาศดุจเศษแก้วที่ถูกค้อนเหล็กทุบทำลายจนละเอียดไม่มีชิ้นดี ขุนนางหนุ่มทั้งสามคนเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด พวกเขายังไม่ทันได้ปลดปล่อยพลังเวทออกไปเลยแม้แต่น้อย ทว่าสมาธิในการร่ายเวทกลับถูกทำลายล้างลงอย่างย่อยยับด้วยแรงอัดพลังงานมหาศาลที่พุ่งเข้ากระแทกหน้าอกของพวกเขาตรง ๆ
อั่ก!!! อ๊าก!!!
ร่างของขุนนางทั้งสามคนเสียหลักล้มคว่ำหน้าหงายหลังลงไปกองกับพื้นปูนอย่างน่าสมเพช บางคนกระอักเืออกมาคำโต บางคนไม้เท้าเวทมนตร์หักครึ่งเป็สองท่อนด้วยแรงลมปะทะ ความหยิ่งผยองและเกียรติยศแห่งเมืองหลวงถูกทำลายลงในพริบตาเดียวโดยที่ผู้ลงมือไม่ได้ใช้แม้กระทั่งอาวุธหรือร่ายเวทมนตร์ตอบโต้เลยสักบท
อาเดลที่เห็นภาพสหายร่วมชั้นนอนหมดสภาพดุจใบไม้ร่วง ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็ความลนลานคลุ้มคลั่งด้วยความกลัว สัญชาตญาณสั่งให้เขาชักดาบเรเปียร์ประจำตระกูลเล่มหรูขลิบทองคำออกมาจากเอว ตวัดแทงเข้าใส่หน้าอกของโซร่าอย่างสุดกำลัง!
ทว่าช่างตีเหล็กหนุ่มกลับไม่แม้แต่จะขยับตัวหลบ แววตาสีแดงฉานคู่นั้นนิ่งสนิทปานผิวน้ำแข็ง โซร่ายื่นฝ่ามือหนาออกไปด้านหน้าอย่างราบเรียบ ก่อนจะใช้เพียงสองนิ้วคีบจับปลายใบดาบเรเปียร์เนื้อดีนั่นไว้ได้อย่างแม่นยำดุจคีมเหล็กกล้า!
"อ...อะไรกัน?!" อาเดลเบิกตากว้าง พยายามจะออกแรงดันดาบทะลวงเข้าไป ทว่าดาบกลับนิ่งสนิทราวกับแทงใส่กำแพงภูผาที่ไม่มีวันสั่นคลอน
เพล้ง!
โซร่าออกแรงบิดปลายนิ้วเพียงเล็กน้อย ใบดาบเหล็กกล้าชั้นดีที่ผ่านการตีจากช่างหลวงพลันหักสะบั้นลงราวกับกิ่งไม้แห้ง แตกกระจายเป็เศษเหล็กไร้ค่าร่วงหล่นสู่พื้นดินโคลนอย่างหมดสภาพ
ภายในร้านเบเกอรี่กลับคืนสู่ความเงียบงันอันเย็นะเือีกครั้งเหลือเพียง อาเดล คนเดียวเท่านั้นที่ยังคงยืนตระหง่านอยู่กลางห้อง ทว่าใบหน้าของเขาในยามนี้กลับซีดเผือดไร้สีเื ร่างกายทุกส่วนสั่นเทาราวกับคนจับไข้ ดวงตาทั้งสองข้างจับจ้องมองดูด้ามดาบที่เหลือเพียงครึ่งในมือ พลางเหลือบมองดูเพื่อน ๆ ของเขาที่นอนหมดสภาพจมกองเือยู่บนพื้นด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัวสุดชีวิต
"แก...แกมันอสุรกาย...แกเป็ตัวอะไรกันแน่..." อาเดลละล่ำละลักถามเสียงสั่นเครือ พลางพยายามก้าวเท้าถอยหลังหนี "เ้ารู้ไหมว่าพ่อของข้าเป็ใคร! ข้าคือบุตรชายคนเดียวของไวเคานต์เอริก อัลดริช ผู้ปกครองสูงสุดของเมืองแห่งนี้! หากแกแตะต้องข้า...พ่อของข้าจะส่งกองทัพทหารนับพันมาบดขยี้ร้านสกปรกๆของแกให้ราบเป็หน้ากลอง!!!"
โซร่าก้าวเท้าเดินเข้ามาหาอาเดลอย่างเช่องช้าและมั่นคง เสียงรองเท้าบูทหนังกระทบพื้นไม้ดัง ตึก...ตึก... ทุกย่างก้าวของเขาเปรียบเสมือนเสียงระฆังมรณะที่สั่นเตือนชีวิตของขุนนางหนุ่ม สีหน้าของช่างตีเหล็กหนุ่มยังคงไม่เปลี่ยนแปรแม้แต่น้อย ไม่มีแววตาแห่งความโกรธแค้น ทว่ามันกลับว่างเปล่าเยือกเย็นเสียจนน่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใด
ควับ!!!
ฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านพุ่งทะลวงผ่านอากาศเข้าคว้าหมับเข้าที่ลำคอของขุนนางหนุ่ม ราวกับคีมเหล็กกล้าที่บีบรัดจนเสียงของอาเดลถูกอุดอยู่ในลำคอทันที โซร่าชูร่างของอาเดลขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือข้างเดียว จนอีกฝ่ายขยับตัวไปไหนไม่ได้ ขาพ้นจากพื้นลอยคว้างกลางอากาศ ใบหน้าของขุนนางหนุ่มเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำด้วยความอึดอัดดิ้นรนทุรนทุราย
"ก็แค่มนุษย์ชั้นต่ำตัวนึง เ้าคิดว่าเ้าเป็เทพเ้าจาก์ลงมาเดินบนโลกใบนี้รึยังไง...?" โซร่าเอ่ยถามเสียงเรียบ แววตาสีแดงฉานคู่นั้นนิ่งสนิท ไร้ความปรานี
ชายหนุ่มผมแดงง้างหมัดขวาขึ้นช้า ๆ ทว่ากระแสลมรอบหมัดกลับหมุนวนอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงหวีดหวิว ไอความร้อนมหาศาลแผ่ซ่านออกมาจนอากาศโดยรอบบิดเบี้ยวเป็ลอนคลื่น พลังทำลายล้างอันมหาศาลของัโบราณถูกอัดแน่นไว้ที่ปลายนิ้ว
"เมื่ออยู่ต่อหน้าข้า... พวกเ้าก็เป็แค่เนื้อหนังที่บดขยี้ได้เหมือนกัน"
ตูม!!!!!!
หมัดตรงอันหนักหน่วงดุจค้อนเหล็กปะทะเข้ากลางแสกหน้าของอาเดลอย่างรุนแรงและแม่นยำ! เสียงกระดูกดั้งจมูกหักสะบั้นดัง กร๊อบ! สนั่นหวั่นไหวไปพร้อมกับฝอยเืสีแดงฉาด แรงกระแทกมหาศาลส่งร่างของขุนนางหนุ่มผู้สูงศักดิ์ปลิวละลิ่วทะลุประตูร้าน ลอยกระเด็นออกไปนอนกลิ้งโคโล่อยู่นอกร้านทันที!
ร่างของอาเดลร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นดินโคลนด้านนอกอย่างหมดสภาพ นอนคุดคู้ร้องครวญครางกุมใบหน้าที่บิดเบี้ยวผิดรูป เืกำเดาและเืสดๆ ไหลทะลักอาบแก้มจนย้อมชุดผ้าไหมสีแดงเข้มขลิบทองให้ดูสกปรกยิ่งกว่าเก่า ความเ็ปรวดร้าวแล่นพล่านจนทำให้น้ำตานองหน้า ดิ้นพล่านไปมาบนพื้นโคลนอย่างน่าสมเพช ไม่เหลือเค้าลางของขุนนางผู้หยิ่งยโสเมื่อครู่อีกต่อไป จนตราประจำตระกูลขุนนางอัลดริชที่เป็แผ่นโลหะทองคำแกะสลักรูปหัวสิงโตอย่างวิจิตรงดงาม...หลุดร่วงออกจากอกเสื้อของเขาตกลงบนพื้นดินเปียกชื้นข้างกาย
โซร่าเดินตามออกมาก่อนหยุดฝีเท้าลงเบื้องหน้าแผ่นโลหะทองคำนั้น ชายหนุ่มก้มตัวลงหยิบตราประจำตระกูลขึ้นมาพิเคราะห์ดูในอุ้งมือหนา แสงแดดยามสายสะท้อนผิวโลหะทองคำวิบวับ
"...มนุษย์เรียกสิ่งไร้สาระชิ้นนี้ว่า เกียรติยศและศักดิ์ศรี สินะ..." โซร่าเอ่ยเสียงแ่เบาราวกับกำลังพูดคุยกับตัวเอง
ก่อนที่อาเดลจะทันได้เอ่ยปากพูดอะไร...โซร่าก็ปล่อยมือปล่อยให้ตราโลหะทองคำล้ำค่าแผ่นนั้นร่วงหล่นกลับลงไปบนพื้นดินโคลนตามเดิม
เคร้ง...
และในเสี้ยววินาทีต่อมา...รองเท้าบูทหนังหนาเตอะสีดำเข้มของช่างตีเหล็กหนุ่ม...ก็เหยียบย่ำบดขยี้ลงบนตราประจำตระกูลขุนนางรูปหัวสิงโตนั้นตรงๆ อย่างโหดร้ายและป่าเถื่อน!
กร๊อบ!!!!!!!!!
เสียงโลหะทองคำแท้บิดเบี้ยวหักงอแหลกสลายดังลั่นขึ้นท่ามกลางความเงียบ ตราสัญลักษณ์อันแสดงถึงสายเือันสูงส่งและอำนาจเหนือคนทั้งเมืองฮาร์เรน บัดนี้กลายเป็เพียงเศษโลหะบี้แบนจมอยู่ใต้โคลนตมและรอยเท้าของสามัญชน อาเดลเบิกตากว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความอัปยศอดสูและหวาดกลัวขีดสุดจนแทบจะหมดสติล้มพับไปตรงนั้น
โซร่าละสายตาจากเศษโลหะใต้ฝ่าเท้า เขาหันหลังกลับไปมองเอเลน่าและเรย์ที่ยืนมองดูเหตุการณ์อยู่ด้วยความตกตะลึง ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าดังสะท้อนก้องออกไปนอกร้านจนถึงหูของชาวเมืองทุกคนที่แอบซุ่มดูอยู่ตามซอกตึก
"จำเอาไว้ให้ดี..." โซร่าเอ่ยเสียงเฉียบขาด "ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป...สองพี่น้องร้านเบเกอรี่แห่งนี้ อยู่ภายใต้สัญญาว่าจ้างและการคุ้มครองคุ้มภัยของร้าน Flame Nest ของข้าอย่างเป็ทางการแล้ว"
เขาก้าวเท้าเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูร้าน ก่อนจะหันสายตากลับมามองอาเดลที่นอนตัวสั่นริก ๆ อยู่บนพื้นเป็ครั้งสุดท้าย ประโยคสุดท้ายที่เอ่ยออกมานั้นเย็นเฉียบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของเปลวเพลิงสังหาร
"หากพวกเ้าหรือตระกูลขุนนางโง่เขลาของพวกเ้า...ยังคิดจะส่งคนมาระราน ทำลายข้าวของ หรือสร้างความเดือดร้อนให้ลูกค้าของข้าอีกแม้แต่เพียงก้าวเดียว...ครั้งหน้า...ข้าจะเป็ฝ่ายนำความตายไปพบพวกเ้าถึงห้องนอนในคฤหาสน์บนเนินเขาด้วยตัวเอง"
ท่ามกลางสายลมยามสายที่พัดผ่านเข้ามาในร้าน...บรรยากาศเงียบงันเสียจนได้ยินเสียงหยดน้ำฝนที่ตกลงจากใบไม้
อาเดลและเพื่อนขุนนางหนุ่มที่ได้สติ ต่างพากันพยุงร่างอันสะบักสะบอมและบอบช้ำขะมักเขม้นกระเสือกกระสนหนีออกจากร้านเบเกอรี่ลูมิน่าไปอย่างรวดเร็วและทุลักทุเลดุจสุนัขขี้เรื้อนที่โดนเ้าของบ้านไล่ตี พวกเขาไม่แม้แต่จะหันกลับมามองหรือเอ่ยปากข่มขู่ซ้ำเลยแม้แต่คำเดียว ความโอหังและเกียรติยศจอมปลอมถูกบดขยี้จนสิ้นซากไม่เหลือชิ้นดี
ภายนอกร้าน... กลุ่มชาวเมืองและพ่อค้าแม่ค้าที่แอบมองเหตุการณ์ผ่านช่องหน้าต่างและตรอกซอกซอยต่างพากันเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเป็ที่สุด ในใจของพวกเขาทุกคนพลันตระหนักรู้ตรงกันเป็ครั้งแรกในชีวิต... เมืองฮาร์เรนชายแดนอันแสนห่างไกลและมืดมนแห่งนี้...บัดนี้ได้ถือกำเนิดชายผู้หนึ่ง...ชายผู้ซึ่งไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใดในใต้หล้า ไม่ว่าจะเป็อำนาจล้นฟ้า กฎหมายที่บิดเบี้ยว หรือชนชั้นทางสังคมอันจอมปลอมเ่าั้...ชายผู้มีชื่อว่า โซร่า แม็กนารอส เ้าของร้านตีเหล็ก Flame Nest!
เรย์และเอเลน่ามองแผ่นหลังกว้างของช่างตีเหล็กหนุ่มด้วยแววตาที่สั่นไหวไปด้วยความหวังและความตื้นตันใจอย่างถึงที่สุด ความยุติธรรมที่พวกเขาเคยเฝ้าฝันหา...บัดนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วผ่านคมค้อนและตรรกะอันเด็ดขาดของชายผมแดงผู้นี้
"ขอบคุณ...ขอบคุณมากจริง ๆ ค่ะท่านโซร่า..." เอเลน่าทรุดตัวลงคุกเข่าร่ำไห้ออกมาด้วยความซาบซึ้งใจ
“ข้าไม่้าคำขอบคุณ และอย่าลืมสัญญาที่น้องชายของเ้าให้ไว้กับข้าด้ดวย”
โซร่าไม่ได้หันกลับมาสบตา เขาเพียงแค่หยิบเสื้อคลุมสีดำขึ้นมาสะบัดสวมใส่คลุมไหล่หนาอย่างสง่างาม ก่อนจะก้าวเท้าเดินออกจากร้านฝ่าสายลมยามสายกลับสู่โรงตีเหล็กของตนเอง ทิ้งไว้เพียงคำมั่นสัญญาและการเริ่มต้นใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของเมืองฮาร์เรนไปตลอดกาล