นางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม)

    ตอนที่ 86 สมาชิกถาวร

    ตอนที่86 สมาชิกถาวร


    กงซุนหลางหรี่ตามองทักษะการใช้มือและองศาที่ตวัดพู่กันไปมาของซูเวยด้วยความสนใจเขาพบว่าการลงน้ำหนักของพู่กัน รวมทั้งลำดับการเลือกลงสีของซูเวยแม่นยำจนทำให้เกิดภาพวาดอันสวยงามเริ่มเผยโฉมออกมามากขึ้นเขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าจิตรกรเอสดับเบิลยูจะมีอายุน้อยแต่มีทักษะสูงเช่นนี้สร้างความประหลาดใจให้กับเขายิ่งนัก


    “นี่คือพรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานมาให้ใช่ไหม?”กงซุนหลางครุ่นคิดด้วยความแปลกใจในทักษะอันเก่งกาจของซูเวย

    ด้านสงฉานที่ครั้งแรกดูแคลนเด็กหญิงตัวน้อยที่อาจหาญโดยแสดงความกล้าที่จะวาดภาพต่อหน้ากรรมการบริหารสมาคม


    พอเขาเห็นทักษะของซูเวยที่ลงมือวาดภาพอย่างผ่อนคลายรวมทั้งภาพวาดที่เริ่มเผยโฉมความสวยงามออกมาทำให้เขาตื่นตะลึงด้วยความรู้สึกหลากหลาย เขาไม่คาดคิดว่าเด็กหญิงตัวน้อยจะกลายเป็นจิตรกรลึกลับเอสดับเบิลยูอย่างแท้จริง


    สงฉานถอนหายใจด้วยความเสียดายแทนหลานสาวที่มีทักษะอ่อนด้อยกว่าเด็กหญิงตัวน้อยมากนักเขายอมรับผลงานของซูเวย ตามจริงถึงแม้เขาจะมีความโลภในค่าตอบแทนทั้งหลายที่หลั่งไหลเข้ามาในสมาคมแต่ทว่าเรื่องการตัดสินใจผลงานตามสภาพความเป็นจริงนั้นเขายึดถือการตัดสินตามเนื้องานที่แท้จริง


    “เสียนเอ๋อร์คงต้องฝึกฝนอีกมากเพื่อให้มีทักษะเทียบเคียงกับเอสดับเบิลยูได้”สงฉานพึมพำกับตัวเองอย่างจำยอม


    ..........


    เวลาผ่านไปนานถึงหนึ่งชั่วโมงเต็มในที่สุดซูเวยวางแปรงลงพร้อมกับเดินออกไปยืนประจันหน้ากับกรรมการทุกคนอยู่ข้างภาพวาดของตนเองเธอมองเห็นสายตาของกรรมการทั้งสิบคนที่จับจ้องมาที่ภาพวาดด้วยตาเป็นประกายอย่างตื่นเต้นยินดีทุกคนล้วนแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจที่ได้เห็นภาพวาดอันสวยงามวิจิตรตระการตาเช่นนี้


    มีเสียงพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องเทคนิคการวาดภาพกันอย่างออกรสซูเวยตอบข้อคำถามบางข้อกับกรรมการทั้งสิบคนอย่างผ่อนคลาย ปรากฏว่าเทคนิคที่ซูเวยใช้นั้นกรรมการทั้งหลายมีความเห็นร่วมกันที่จะสรุปขั้นตอนและจัดทำคู่มือออกมาแนะนำจิตรกรคนอื่นให้ได้เรียนรู้ร่วมกัน


    “ซูเวยมีอะไรที่จะแนะนำเพิ่มเติมในเทคนิคการวาดภาพไหม?”กงซุนหลางสอบถามซูเวยโดยตรงเหมือนการพูดคุยระหว่างผู้ใหญ่ เขารู้สึกว่าซูเวยมีวุฒิภาวะสูงกว่าเด็กวัยเดียวกันรวมทั้งความคิดและการตอบคำถามของซูเวยที่เป็นมืออาชีพโดยไม่แสดงอารมณ์หงุดหงิดออกมาแต่อย่างใด ทำให้เขาชื่นชมซูเวยอย่างจริงใจ


    “สิ่งสำคัญที่สุดที่ช่วยให้ภาพวาดสวยงามได้คือจิตใจที่ต้องมีสมาธิค่ะ”ซูเวยยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบคำถามของกงซุนหลางตามจริงเธอปรารถนาที่จะให้จิตรกรทุกคนสามารถวาดภาพออกมาได้สวยงามทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถและประสบการณ์ของแต่ละคนดังนั้นซูเวยไม่เป็นกังวลที่จะมีจิตรกรเก่งกาจเพิ่มขึ้นอีกมากมายแต่จะกลับกลายเป็นผลดีมากกว่าด้วยซ้ำไป


    คำตอบของซูเวยทำให้กรรมการหลายคนต่างพากันพยักหน้าเข้าใจและรู้สึกทึ่งในความคิดอ่านของซูเวยที่เหมือนผู้ใหญ่ที่มีทักษะและประสบการณ์มานานหลายปีแตกต่างจากอายุของเธอที่มีแค่สิบขวบ


    ความจริงแล้วซูเวยสัมผัสได้ว่าทัศนคติของกรรมการบริหารแต่ละคนล้วนมีทิศทางที่ดีและไม่เข้าข่ายที่จะเป็นสมาชิกขององค์กรชั่วร้ายนั้นแต่อย่างใดทำให้เธอแสดงความคิดเห็นตนเองได้อย่างอิสระและสบายใจ


    ในที่สุดการสนทนาแลกเปลี่ยนเทคนิคและความรู้ในการวาดภาพโบราณจบสิ้นลงอย่างพึงพอใจด้วยกันทุกฝ่ายต่อไปเป็นการแสดงทักษะเขียนอักษรด้วยพู่กันซูเวยเลือกสุภาษิตหนึ่งที่เธอยึดถือมาตลอดสำหรับตัวเอง นั่นคือ


    “ชัยชนะที่สูงค่าคือชนะใจตนเอง”


    โดยซูเวยเขียนพู่กันตามหลักการที่ตนเคยสรุปได้นั่นคือหนึ่งเขียนจากบนลงล่าง สองเขียนจากซ้ายไปขวาหรือขวามาซ้าย สามเขียนจากด้านนอกก่อนด้านในสี่เขียนตรงกลางก่อนและห้าเขียนด้านซ้ายแล้วค่อยเขียนด้านขวา


    บรรดากรรมการบริหารสมาคมศิลปกรรมแห่งชาติทั้งสิบคนเมื่อเห็นเทคนิคการเขียนของซูเวยที่มั่นคงแน่วแน่ ทำให้ตัวอักษรสวยงามและทรงพลังต่างพากันจ้องมองอย่างอึ้งตะลึงด้วยความประหลาดใจและมีเสียงพูดคุยแสดงความรู้สึกออกมาว่า


    “โอ้!ไม่คิดเลยว่าเด็กหญิงตัวน้อยจะมีทักษะขั้นสูงเหมือนกับในตำนานเช่นนี้”


    “น่าทึ่งจริงฉันไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสเห็นทักษะระดับปรมาจารย์ที่มีมนตร์ขลังเช่นนี้มาก่อน”


    “สวรรค์!นั่นคือพรสวรรค์แห่งตำนานที่แท้จริง น่าเหลือเชื่อมาก!”


    “ซูเวยเป็นปรมาจารย์ที่แท้จริงไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพหรือเขียนอักษร น่าทึ่งมาก!”


    “พวกเราจะต้องให้ซูเวยเป็นสมาชิกถาวรให้ได้นี่คือความหวังของประเทศชาติ”


    “ใช่แล้วต่อไปศิลปะประเทศชาติจะรุ่งเรืองมากขึ้นแน่ๆ”


    “ใช่ๆฉันสนับสนุนให้รับซูเวยเป็นสมาชิกถาวรของสมาคม”


    สงฉานอึ้งตะลึงจ้องมองทักษะการเขียนอักษรของซูเวยไม่กระพริบตาเขารู้สึกประหลาดใจที่ทักษะของซูเวยเหนือกว่าบรรดาปรมาจารย์ทั้งหลายของประเทศการเขียนที่ดูผ่อนคลายแต่ทว่าเหมือนมีพลังลึกลับแผ่ออกมาขณะที่ซูเวยกำลังเขียนอักษรนั้นทำให้เขารู้สึกสบายใจและผ่อนคลายไปโดยไม่รู้ตัวเขารู้สึกอิจฉาซูเวยที่มีทักษะระดับตำนานเช่นนี้พลางนึกเปรียบเทียบกับตัวเองที่ฝึกฝนมาค่อนชีวิตแล้วแต่ทว่ายังมีทักษะไม่ถึงครึ่งของซูเวยทำให้เขาลอบถอนหายใจพลางรู้สึกขมขื่นโชควาสนาตนเอง


    ในตอนนี้ซูเวยเขียนอักษรเสร็จสิ้นแล้วมีพนักงานของสมาคมนำตัวอักษรของซูเวยไปแสดงบนบอร์ดด้านหนึ่งของผนังห้องประชุมเป็นบอร์ดที่จัดแสดงผลงานอันเลอค่า ซึ่งพนักงานทำตามคำสั่งของกงซุนหลางที่แจ้งกับพนักงานไว้


    กงซุนหลางพูดทำลายบรรยากาศที่ทุกคนกำลังชื่นชมผลงานของซูเวยอยู่ตรงหน้าอย่างจริงจังว่า“ในเมื่อทุกคนเห็นผลงานของจิตรกรเอสดับเบิลยูหรือซูเวยแล้วหากผมเสนอให้รับซูเวยเข้าเป็นสมาชิกถาวรของสมาคม ทุกคนมีความคิดเห็นว่ายังไง?”


    ครั้นกงซุนหลางพูดจบบรรดากรรมการบริหารทั้งเก้าคนที่เหลือต่างพากันยกมือเห็นชอบกันถ้วนหน้าโดยไม่มีเสียง

    คัดค้านแม้แต่คนเดียวว่า “เห็นด้วยค่ะ/ครับ”


    “เช่นนั้นเรื่องการรับซูเวยเป็นสมาชิกถาวรของสมาคมมอบให้อาจารย์ถังเหอตี้เป็นคนไปดำเนินการต่อแล้วกัน” กงซุนหลาง กวาดสายตามองกรรมการทุกคนด้วยความพึงพอใจเขาสั่งการให้ถังเหอตี้ผู้ทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนของสมาคมที่เข้าร่วมประชุมด้วยเป็นคนไปดำเนินการในส่วนนี้ต่อไป


    ……….


    ตั้งแต่ที่ซูเวยเริ่มลงมือวาดภาพมู่อี้เฟยได้แยกตัวไปทักทายและทำความเคารพอาจารย์ของตนเอง ซึ่งก็คือ ถังเหอตี้เธอพูดคุยตอบคำถามอาจารย์ของตนเองตามจริงเกี่ยวกับเรื่องราวและการฝึกฝนของซูเวยทำให้อาจารย์ถังรู้สึกทึ่งและประหลาดใจกับทักษะของซูเวยมากยิ่งขึ้น


    ส่วนมู่อี้เฟยนั้นเธอน้ำตาซึมด้วยความปลาบปลื้มใจที่ลูกศิษย์ตัวน้อยสามารถมีผลงานชนะใจกรรมการบริหารทั้งหลายโดยมีมติเป็นเอกฉันท์ที่จะรับเข้าเป็นสมาชิกถาวรซึ่งช่วยให้ตนเองพลอยมีชื่อเสียงไปด้วย ครั้งแรกเธอคิดว่าลุงของเพื่อนสาวจะคัดค้านแต่ทว่าสุดท้ายแล้วทุกคนไม่อาจต้านทานและปฏิเสธผลงานอันวิจิตรเหล่านั้นได้ทำให้มีผลการลงมติที่เป็นเอกฉันท์ สร้างความปลื้มปีติให้ตนเองยิ่งนัก


    ในตอนนี้ซูเวยเดินมาหาครูมู่เธอบอกครูมู่ด้วยความยินดีว่า “ครูค่ะ หนูทำได้แล้ว”


    “เก่งมากซูเวยเธอเป็นนักเรียนที่ครูภาคภูมิใจที่สุด ยินดีด้วยจ้ะ”ครูมู่เสียงสะอื้นเล็กน้อยพลางลูบหัวศิษย์คนเก่งด้วยความสุขใจเธอไม่คาดคิดว่าลูกศิษย์ตัวน้อยที่เคยมีชื่อเสียมาตลอด วันหนึ่งจะกลับกลายเป็นนักเรียนที่เก่งกาจและมีทักษะหลากหลายเช่นนี้ที่สำคัญที่สุดคือซูเวยช่วยแก้แค้นให้กับตนเองโดยสามารถเอาชนะใจกรรมการทุกคนและเป็นสมาชิกถาวรได้ เป็นการตบหน้าสงลู่เสียนโดยตรงซึ่งทำให้มู่อี้เฟยรู้สึกพึงพอใจและมีความสุขยิ่งนัก


    “ขอบคุณค่ะ”ซูเวยยิ้มกว้างรับคำชมจากครูมู่อย่างยินดี


    ต่อจากนั้นเป็นการประชุมของกรรมการบริหารสมาคมต่ออย่างเป็นทางการเพื่อวางแผนจัดเตรียมงานมหกรรมประกวดศิลปะประจำชาติที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเป็นการเฟ้นหาตัวแทนประเทศที่เก่งกาจในแขนงต่างๆแล้วเตรียมไปแข่งขันต่อในระดับนานาชาติที่ประเทศ A


    ส่วนมู่อี้เฟยพาซูเวยออกมาทำเรื่องการเป็นสมาชิกถาวรของสมาคมโดยคำแนะนำของถังเหอตี้ที่เขาประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไว้ให้แล้วระหว่างที่ซูเวยกำลังกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อให้สมาคมเก็บใส่แฟ้มของสมาชิกถาวรอยู่นั้นปรากฏว่าสงลู่เสียนเดินเข้ามาที่โต๊ะของซูเวยและมู่อี้เฟยที่กำลังนั่งอยู่ด้วยกัน


    “เอ๊ะ!เจ้าหน้าที่หลี่คะ ใครกันที่ได้เป็นสมาชิกถาวรของมติที่ประชุมรอบนี้?” สงลู่เสียนถามเจ้าหน้าที่หญิงวัยกลางคนด้วยความสงสัยเธอไม่ต้องการเห็นเพื่อนสาวได้เป็นสมาชิกถาวรก่อนตนเอง รวมทั้งไม่ต้องการให้เพื่อนมีส่วนร่วมใดๆกับสมาคมซึ่งจะเป็นผลดีกับตนเองในอนาคตที่จะมีโอกาสเป็นสมาชิกถาวรได้


    “อ้อ!เป็นหนูน้อยคนนี้ที่ท่านประธานและกรรมการรับรองเป็นสมาชิกถาวรด้วยมติเอกฉันท์”เจ้าหน้าที่หลี่บอกสงลู่เสียนด้วยน้ำเสียงยินดี เนื่องจากเจ้าหน้าที่หลี่ชื่นชอบซูเวยที่อายุน้อยแต่ทว่ามีทักษะอันสูงส่งซึ่งทำให้เธอรู้สึกทึ่งและชื่นชมอย่างจริงใจ


    “อะไรนะคะ?! เด็กคนนี้นะหรือ?”สงลู่เสียนถามเสียงสูงด้วยความไม่พอใจระคนไม่เข้าใจเธอแปลกใจที่กรรมการอนุมัติเห็นชอบให้เด็กหญิงตัวน้อยเป็นสมาชิกถาวรซึ่งเกินความคาดหมายของตนเองมากนัก เธอนึกว่าเป็นเพื่อนสาวที่เคยขับเคี่ยวกันในผลงานด้านศิลปะมาก่อนแต่ทว่าไม่นึกว่าจะเป็นเด็กหญิงอายุน้อยเช่นนี้ ทำให้เธอรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก


    “ใช่ค่ะหนูน้อยคนนี้แหละ” เจ้าหน้าที่หลี่พยักหน้ายืนยันกับสงลู่เสียนอีกครั้งตามจริง


    เมื่อสงลู่เสียนเห็นว่าเป็นเด็กที่มากับเพื่อนสาวแต่ทว่าไม่ใช่เพื่อนตนเองจึงลดระดับความโกรธแค้นลงไปบ้างแต่ถึงกระนั้นเธอก็รู้สึกเคลือบแคลงใจจึงถามเจ้าหน้าที่หลี่อีกครั้งว่า “เอ๊!กรรมการเห็นชอบทุกคนจริงหรือคะ?”


    คำถามเหมือนไม่ให้เกียรติและเชื่อมั่นคำสั่งของกรรมการบริหารโดยเฉพาะประธานสมาคมศิลปกรรมแห่งชาติ ทำให้เจ้าหน้าที่ หลี่ชักสีหน้าแสดงความไม่พอใจและตอกกลับด้วยความหงุดหงิดใจว่า“หากไม่เชื่อก็ไปถามกับท่านประธานเลยค่ะ ฉันมีหน้าที่ทำตามคำสั่งเท่านั้น”


    “ฉันไปถามแน่ค่ะเป็นไปได้ยังไงที่จะรับเด็กอายุแค่นี้เป็นสมาชิกถาวรดูเหมือนว่ามาตรฐานของสมาคมจะตกต่ำลงมากนะคะ” สงลู่เสียนพูดด้วยอารมณ์โมโหที่เจ้าหน้าที่หลี่ตวาดใส่ตนเองจึงตอบกลับเสียงดังพลางกระแทกส้นสูงแล้วหันหลังเดินไปในทิศทางของห้องประชุมในทันที


    “อย่าสนใจเลยค่ะเด็กเส้นเจ้าอารมณ์ เห็นว่าตัวเองมีคนหนุนหลังก็พาลไปทั่ว”เจ้าหน้าที่หลี่ถอนหายใจพลางบอกข้อมูลคร่าวๆกับมู่อี้เฟยและซูเวยตามจริง เนื่องจากทั้งสองคนหรือซูเวยอาจต้องเข้ามาประชุมสามัญอยู่เป็นระยะดังนั้นหากหลีกเลี่ยงการวิวาทกับสงลู่เสียนได้จะเป็นผลดีมากกว่า


    ซูเวยเลิกคิ้วขึ้นด้วยความฉงนใจเธอไม่กังวลเรื่องการปะทะหรือการต่อสู้ใดนั่นเป็นเพราะว่าเธอมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะโค่นล้มผู้หญิงร่างผอมบางแค่นี้ได้แต่ทว่าเธอไม่ต้องการแสดงความโหดร้ายหรือทำร้ายผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผลดังนั้นเธอจึงแสดงท่าทางแปลกใจแล้วก้มลงเขียนเอกสารต่อให้เสร็จโดยเร็ว


    เมื่อซูเวยกรอกข้อมูลเสร็จเรียบร้อยสักพักเธอได้รับบัตรประจำตัวจากทางสมาคมพร้อมกับลิงก์ข้อมูลเฉพาะของสมาชิกถาวรที่สามารถแสดงผ่านทางสมาร์ตโฟนให้กับผู้คนในแวดวงเดียวกันซึ่งสามารถตรวจสอบสถานะของสมาชิกว่าจริงหรือเท็จได้อย่างง่ายดาย


    จากนั้นซูเวยและครูมู่เดินทางออกจากสมาคมหลังเสร็จสิ้นภารกิจทุกอย่างทั้งสองคนไปพักโรงแรมระดับสามดาวใกล้ๆกับสมาคมซูเวยไม่ได้บอกกับทางครอบครัวบุญธรรมไว้เนื่องจากไม่ต้องการรบกวนพวกเขาเพราะเธอมีครูมู่คอยดูแลอยู่แล้ว


    โชคดีที่ครูมู่เปิดห้องพักอย่างดีแบบห้องสูทเพื่อให้ซูเวยพักผ่อนได้สะดวกสบายในห้องนอนส่วนตัวเป็นห้องสูทที่มีสองห้องนอน หนึ่งห้องโถงขนาดเล็กเนื่องจากอาจารย์ถังสนับสนุนค่าใช้จ่ายเรื่องที่พักให้กับลูกศิษย์ตนเองดังนั้นมู่อี้เฟยจึงเลือกห้องพักชั้นดีสำหรับตัวเองและลูกศิษย์ตัวน้อยเป็นการให้รางวัลตัวเองและซูเวยไปในตัว


    “ซูเวย!ซูเวย!” ครูมู่เคาะประตูห้องเรียกซูเวยในตอนค่ำหลังจากทั้งสองคนทานอาหารเย็นในโรงแรมและกลับขึ้นห้องได้สักพัก


    “มีอะไรหรือคะครูมู่?”ซูเวยเปิดประตูออกมาพลางถามครูมู่ที่แต่งตัวสวยเป็นพิเศษด้วยความสงสัย


    “ซูเวยอยู่คนเดียวสักพักได้ไหม?พอดีเพื่อนครูมารับไปดื่มอะไรสักหน่อยน่ะ” ครูมู่บอกกับซูเวยตามจริงแต่มีท่าทางเขินอายเล็กน้อย


    ทำให้ซูเวยเข้าใจอะไรบางอย่างได้ไม่ยากเกินไปเธอจึงถามออกไปโดยตรงว่า “เพื่อนผู้ชายหรือคะ?”


    “ใช่ครูกลับไม่ดึกหรอก ซูเวยอย่าออกจากห้องนะ ตกลงไหม?”ครูมู่เห็นว่าปิดบังลูกศิษย์ตัวเองไม่ได้แล้วจึงยอมรับตามจริงพลางกำชับซูเวยให้อยู่แต่ในห้องเพื่อความปลอดภัย


    “เข้าใจแล้วค่ะครูมู่ไม่ต้องกังวลหรอกค่ะ หนูจะไม่ไปไหน?”ซูเวยพยักหน้าตอบรับครูมู่อย่างเข้าใจทำให้ครูมู่ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดีที่เห็นว่าซูเวยไม่โวยวายและเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี


    “งั้นครูไปละจะรีบไปรีบกลับ” มู่อี้เฟยโบกมือลาซูเวยอย่างยินดีพลางตอบกลับให้ซูเวยสบายใจ


    “ไม่เป็นไรค่ะครูมู่ตามสบายเลยค่ะ” ซูเวยยิ้มอย่างเข้าใจ


    ครั้นครูมู่ออกจากห้องไปไม่นานนักพลันมีเสียงแจ้งเตือนดังจากโทรศัพท์ของซูเวยทันที เธอหยิบมาดูและพบว่าเป็นสัญญาณแจ้งเตือนเหตุร้ายจากหนึ่งในเวยเวยหนึ่งที่ประจำการอยู่กับตระกูลกัว


    คล้ายกับเรื่องนางร้ายสายลุย (มีeBook 6 เล่ม+ตอนพิเศษในเล่ม) ที่คุณอ่าน