บทที่ 22 ระดับความสามารถของแต่ละคน (1)
เมื่อผมเปิดผ้าห่มบนเตียง ผมก็เห็นซองขนมที่นาซอนอูซ่อนอยู่เต็มไปหมด
"นายเป็แม่ไก่ออกไข่ทองคำหรือไง ขนมพวกนี้มาจากไหน?"
นาซอนอูร้องเสียงหลงเมื่อเห็นผมหยิบขนมเ่าั้ขึ้นมา
"นี่มันอะไรกันเนี่ย พี่พูดเหมือนพ่อผมเลย? ผมยังไม่ได้กินสักชิ้นเลยนะ!"
ผมยึดขนมทุกชิ้นและเดินออกไปที่ห้องนั่งเล่น
"เอาล่ะ ก่อนอื่นสิ่งแรกที่นายควรทำก็คือการคุมน้ำหนัก หลังจากนี้นายต้องชั่งน้ำหนักมาให้ฉันดูเป็ระยะด้วย"
แต่ความจริงนั้น ผมไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถสั่งสอนใครได้เลย
ร่างกายผมยังไม่ได้ตรวจ ดังนั้นผมก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองแข็งแรงในระดับไหน
ร่างกายของชอนอีเซไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนเดิมอีกแล้ว
แถมิญญาที่อยู่ในตัวเขาตอนนี้ก็เป็ชายอายุ 40 ปีที่ได้แค่เต้นเพลงลูกทุ่งบนรถบัสเท่านั้น...
ผมไม่ใช่คนที่จะสามารถไปสั่งสอนนาซอนอูได้
นั่นจึงเป็เหตุผลที่ผมต้องทำให้เขาดูดีก่อนเป็อันดับแรก
ไม่อย่างนั้น นาซอนอูที่เป็วิชวล*[1]ของวงก็คงไม่สามารถขึ้นเวทีได้ถ้ายังไม่ลดน้ำหนัก...
และถ้าความพยายามยังคงล้มเหลว การยุบวงเพื่อแยกย้ายทางใครทางมันก็คงเป็ทางออกเดียวที่เหลืออยู่
"เดี๋ยวก่อนสิครับ..."
นาซอนอูพยายามขอร้องอ้อนวอนอย่างน่าสงสาร
แต่ผมก็แกล้งทำเป็มองไม่เห็นในขณะที่เดินไปที่ห้องของรยูคยองฮวากับโอเยจุน
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ผมเคาะประตูเบา ๆ ด้วยหลังมือ ได้ยินเสียงโอเยจุนตอบรับทันทีว่า
"รอแป๊บ"
เมื่อผมเดินเข้าไปในห้องก็พบว่าโอเยจุนกับรยูคยองฮวาได้อาบน้ำเรียบร้อยแล้ว ในขณะนี้ พวกเขากำลังนอนพักผ่อนอยู่บนเตียงของตนเอง
"ขนมพวกนี้คืออะไรกัน?"
รยูคยองฮวาจ้องมองกองขนมที่อยู่ในอ้อมแขนของผมและถามออกมา
"ฉันเพิ่งยึดมาจากนาซอนอู พวกนายก็คงเห็นแล้ว เขาเอาไปซ่อนไว้ในห้องนอนของตัวเอง บางทีอาจจะซ่อนที่อื่นอีกก็ได้"
โอเยจุนผิวปากด้วยความชื่นชม ก่อนจะหยิบขนมบางส่วนไปกินหน้าตาเฉย ในขณะที่รยูคยองฮวาไม่แตะต้องพวกมันเลย
"เริ่มจากวันพรุ่งนี้ไป ฉันจะย้ายข้าวของมาอยู่ที่นี่ด้วย ฉันจะไปนอนห้องเดียวกับนาซอนอู เพราะฉะนั้น ถ้าพวกนายเอาของอะไรที่เคยเป็ของเตียงข้าง ๆ นาซอนอูมาล่ะก็ ช่วยคืนมาให้ฉันด้วย"
ทันทีที่ผมทิ้งขนมทั้งหมดไว้บนเตียงของโอเยจุน รยูคยองฮวาก็เบิกตาโตและถามอีกครั้งว่า
"นายจะมาอยู่ที่นี่จริงเหรอ?"
สีหน้าของเขาตกตะลึง เขาทำเหมือนผมกำลังจะโกนหัวตัวเองงั้นแหละ
"เออ พวกเรามีเวลาเหลือแค่ครึ่งปีแล้วนี่"
ถ้าไม่มีงาน สมาชิกคนอื่น ๆ ในวงก็ไม่มีเงิน มีแค่ชอนอีเซคนเดียวเท่านั้นที่สามารถใช้ชีวิตสุขสบายได้เหมือนเดิม
และตลอดเวลาที่ผ่านมา ชอนอีเซก็ไม่เคยคิดที่จะมาอาศัยอยู่ในหอพักเดียวกับพวกเขา
"ผมไม่อยากพูดถึงเื่นั้นตอนนี้เลย มันทำให้ผมรู้สึกเศร้ายังไงไม่รู้..."
ในขณะที่โอเยจุนพูดออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ ผมก็ตอบรับกลับไปว่า
"นายคิดว่าฉันโดนฟ้าผ่าไม่ใช่หรือไง? ถึงสุดท้ายพวกเราอาจจะต้องยุบวงกันไปอยู่ดี แต่อย่างน้อยนี่ก็คือโอกาสครั้งสุดท้าย ฉันแค่อยากทำให้มันออกมาดีมากที่สุด"
อย่างน้อยผมก็ควรโกหกออกไปว่าอุบัติเหตุทางรถยนต์ทำให้ผมความจำเสื่อมและกลายเป็คนใหม่
สมองกลีบหน้าของชอนอีเซได้รับการกระทบกระเทือน จึงทำให้เกิดความรู้สึกผิดขึ้นมาต่อทุกคน
แต่มันจะดูเหมือนละครมากเกินไปไหมนะ?
"สรุปก็คือ เตรียมตัวไว้ให้ดี ส่วนวันนี้ฉันจะกลับบ้านก่อน"
ผมจะใช้ชีวิตอยู่กับเ้าเด็กพวกนี้ 24 ชั่วโมงได้อย่างไร? นั่นคือสิ่งที่ผมยังไม่ได้กังวล
ในตอนนี้ผมแค่อยากจะทำภารกิจให้จบเร็ว ๆ และจะได้ออกห่างจากกลุ่มชายหนุ่มที่น่ารำคาญพวกนี้สักพักหนึ่ง
"โอเค เจอกันพรุ่งนี้"
รยูคยองฮวายังคงมองหน้าผมด้วยความไม่อยากเชื่อต่อไป
และทันทีที่ผมเดินออกมาถึงห้องนั่งเล่น ผมก็ได้ยินเสียงร้องไห้ครวญครางออกมาจากห้องของนาซอนอูอีกครั้ง
หมอนี่ทำตัวเป็เด็กขนาดนี้เลยเหรอ? หรือว่าเขาจะเป็เด็กไม่รู้จักโตจริง ๆ
นี่นายเป็เด็กประถมหรือไง...
ผมถอนหายใจและเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าห้องของซนซองวอนตามลำพัง
ผมไม่อยากทักทายเ้าหมอนี่เลยด้วยซ้ำ
ผมไม่ชอบเขาเลยจริง ๆ...
ให้ตายเถอะ
ยิ่งนึกถึงเ้าปากหมาคนนี้มากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกปวดหัวขึ้นมามากเท่านั้น
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อย่างน้อยเขาก็เป็เพื่อนร่วมวงกับชอนอีเซ
ถึงเขาจะทำตัวน่าหยุมหัวขนาดไหน ผมก็ควรมาบอกลาเขาสักหน่อย
ผมเคาะประตูเบา ๆ
"เคาะทำไม?"
แทนที่เขาจะเปิดประตูให้ผมเข้าไป ซนซองวอนกลับถามออกมาว่าเคาะทำไม
ผมลดมือลงจากประตูและไม่ได้ตอบคำใด
เขาไม่ได้บอกให้ผมเปิดประตู และผมก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะทำตัวน่ารำคาญน้อยลงถ้าผมเปิดประตูเข้าไปเอง
ผมคิดว่าถ้าตัวเองมีลูกน้อยวัยแบเบาะ ลูกน้อยของผมก็คงคุยง่ายมากกว่าเ้าหมอนี่เสียอีก
"ฉันกลับก่อนนะ หลังจากวันพรุ่งนี้ไป ฉันจะมาอยู่ที่นี่กับพวกนาย"
ซนซองวอนรีบะโมาเปิดประตูอย่างรวดเร็ว
"ว่าไงนะ?"
"หลังจากวันพรุ่งนี้ไป ฉันจะมาอยู่กับนาย"
ซนซองวอนจ้องมองผมด้วยความไม่อยากเชื่อ
เขามองผมเหมือนเห็นคนไข้ที่นอนสลบไม่ได้สติมานานเพราะศีรษะถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง แล้วคนไข้คนนั้นก็เพิ่งฟื้นขึ้นมา
"เพราะอะไรกันครับ?"
ผมตอบออกไปอย่างระมัดระวังว่า
"ฉันคิดว่ามันคงมีประโยชน์มากที่สุด แล้ววงของเราจะได้สนิทกันมากขึ้นด้วย อีกอย่าง ฉันจะได้ดูตารางงานของตัวเองได้สะดวกด้วย"
เมื่อได้ยินคำตอบของผม ซนซองวอนก็ถึงกับหัวเราะเยาะออกมา
"ทำไมพี่เพิ่งมาคิดได้เอาตอนนี้ แล้ว 5 ปีที่ผ่านมา พี่มัวทำอะไรอยู่?"
"ก็ถ้าฉันทำเหมือน 5 ปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์มันจะต่างไปจากเดิมไหมล่ะ!" ผมขึ้นเสียงเล็กน้อย คิดว่าถ้าตัวเองพูดมากไปกว่านี้ มันก็อาจจะมีปัญหาขึ้นมาได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตัวปัญหาอย่างซนซองวอนก็ไม่จำเป็ต้องได้รับคำอธิบายอะไรมากมายอยู่แล้ว
ในครั้งนี้ ดูเหมือนเขาไม่มีอะไรจะพูดอีก เขาเม้มริมฝีปากและเลิกคิ้วขึ้นสูง
"พูดไปนายก็ไม่เข้าใจหรอก ฉันไปก่อนนะ"
นี่คือคำตอบที่ถูกต้อง
และยังเป็คำตอบที่เป็ความจริงอีกด้วย
เมื่อผมเดินผ่านห้องนั่งเล่นไปถึงประตูหน้า ผมก็รู้สึกได้ว่าซนซองวอนยังคงจ้องมองมาที่ผมอยู่ตลอดเวลา
แต่ผมก็ไม่ได้หันไปมอง ผมเปิดประตูก้าวเดินออกมาแล้วก็ปิดประตูตามหลัง
ข้างนอกอากาศเย็นนิดหน่อย
นี่ก็เป็เวลาดึกแล้ว ถึงจะเป็่ต้นของฤดูร้อน แต่อากาศก็ยังหนาวเย็นอยู่ดี
ผมคิดว่าตัวเองควรนำเสื้อผ้าสำหรับฤดูร้อนมาสวมใส่ เช่นเดียวกับเสื้อคลุมเบา ๆ สักตัว
ผมเดินออกมายืนโบกแท็กซี่อยู่ข้างถนน แต่โชคร้ายที่ไม่มีใครจำชอนอีเซได้เลย
ชอนอีเซอยู่ในวงการมา 5 ปีแล้ว แต่กลับไม่มีใครจำเขาได้ อย่างน้อยตัวผมเองในฐานะอิมฮยอนซองก็ยังมีคนจำได้มากกว่าเขาเสียอีก
ต้องขอบคุณรายการทำอาหารเอาใจคุณแม่บ้าน แล้วก็บริษัทที่ช่วยโหมกระหน่ำโฆษณาให้ผมโด่งดังนั่นแหละนะ
ชอนอีเซอยู่ในวงการมา 5 ปีแล้ว น่าจะเคยได้ออกทีวีมาหลายครั้ง
ดารานักร้องส่วนใหญ่มักจะสวมใส่แว่นกันแดดหรือไม่ก็คาดหน้ากากเพื่อไม่ให้คนจำได้ แต่ชอนอีเซไม่ต้องทำอะไรเลยก็ไม่มีใครจำได้อยู่ดี ผมรู้สึกขมขื่นใจเหลือเกิน ผมขึ้นรถแท็กซี่กลับไปยังห้องพักของตนเองที่ผมอยู่เพียงลำพัง แล้วผมก็กลับไปยืนจ้องมองเงาสะท้อนของชายหนุ่มหน้าตาดีอายุ 24 ปีในกระจก
ยังมีเื่ราวอีกมากมายที่ผมต้องทำ
[1] วิชวล (Visual) หนึ่งในตำแหน่งของสมาชิกในวงไอดอล เป็สมาชิกที่มีภาพลักษณ์อันโดดเด่น เป็หน้าตาของวง