ซูหยุนหรานจมอยู่กับความคิดของตัวเอง ส่วนฉินจื่อฉิงกลับไม่แปลกใจที่เห็นปฏิกิริยานั้น เพราะเขาเข้าใจดีว่าคนต้องคำสาปอย่างเขาจะมีสตรีใดมาสนใจ
“คุณหนูใหญ่ซู เ้าขึ้นมาบนรถม้าของข้าทำไม หรือ้าให้ข้าไปส่งเ้ากลับจวน” ฉินจื่อฉิงถาม “ทำเช่นนี้ข่าวลือระหว่างเ้ากับข้ายิ่งมีมากขึ้น มันคงไม่ดีต่อชื่อเสียงของเ้ากระมัง”
ซูหยุนหรานถูกเสียงของฉินจื่อฉิงปลุกให้ตื่นจากภวังค์ นางมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงหน้าพร้อมใช้ความคิด ‘ถึงแม้ว่าฉันจะมีพ่อเ้าชู้และแม่ที่ตามใจพ่อจนเสียสติ แต่ฉันก็ไม่เคยกลัวและปิดกั้นกับความรัก และฉันยังเชื่ออีกว่าการที่ฉันทะลุมิติมาอยู่ในยุคโบราณคงเป็ผลจากคำอธิษฐานของฉันเอง ถ้าอย่างงั้นฉันจะเดิมพันกับตัวเองดูสักครั้ง หากฉินจื่อฉิงไม่ใช่อย่างที่ฉัน้า ฉันก็จะออกเดินทางไปทั่วแคว้นและหาเลี้ยงตัวเองด้วยวิชาแพทย์ที่มี แต่หากฉินจื่อฉิงเป็คนที่ฉันตามหา ฉันก็จะใช้ชีวิตอยู่กับเขาให้มีความสุขและฉันจะไม่ยอมให้เขาอยู่อย่างโดดเดี่ยว อีกหลายพันปีข้างหน้าทุกคนต้องได้รู้จักเทพาผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่รู้จักเขาในนามอ๋องต้องคำสาปอีกต่อไป’
ฉินจื่อฉิงขมวดคิ้วเมื่อเห็นหญิงสาวมองมาที่เขาพร้อมกับรอยยิ้มแปลกๆ “คุณหนูใหญ่ซู เ้ายังปกติดีอยู่หรือไม่”
“ท่านอ๋อง ข้าได้ยินมาว่าที่ท่านช่วยข้าขึ้นมาจากน้ำวันนั้น...” ซูหยุนหรานยิ้มกว้าง
“เ้ากลัวที่จะได้สมรสกับข้ารึ” ฉินจื่อฉิงพูดแทรก “เ้าไม่ต้องกังวล ข้ามีวิธีจัดการเื่นี้ได้”
“ไม่ใช่! ใครบอกว่าข้าไม่อยากแต่งกับท่านกันเล่า หากเป็ไปได้ข้าอยากแต่งกับท่านวันนี้พรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ” ซูหยุนหรานรีบบอก มีหนุ่มหล่อฟ้าประทานมาอยู่ตรงหน้าแล้วจะให้นางปฏิเสธได้อย่างไร ในชีวิตที่แล้วคบกับแฟนมาก็หลายคน แต่ยังไม่มีใครดูดีเท่าท่านอ๋องรูปงามผู้นี้สักคน หากข้าปฏิเสธก็นับว่าโง่เต็มที “ข้าอยากแต่งกับท่าน แต่ว่า...ข้ามีเงื่อนไขอยู่สองข้อ ไม่รู้ท่านจะยอมรับได้หรือเปล่า”
“เ้าอยากแต่งกับข้า?” ฉินจื่อฉิงมองหญิงสาวอย่างไม่เข้าใจ “เ้าอยู่แต่ในจวนจึงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของข้าใช่หรือไม่”
“เื่ต้องคำสาปอะไรนั่นข้าไม่เชื่อเลยสักนิด” ซูหยุนหรานส่ายหน้าแล้วพูดต่อ “หากท่านเกิดมาพร้อมคำสาปที่ไม่ดีจริงๆ ป่านนี้คนในจวนของท่านคงตายไปหมดแล้วมั้ง ไม่เอา...ไม่เอา ข้ายังไม่อยากพูดเื่อื่น ตอนนี้ข้าแค่อยากรู้ว่าก่อนที่เราจะแต่งงานกัน ข้ามีเงื่อนไขอยู่สองข้อ ท่านพอจะฟังเงื่อนไขของข้าก่อนได้หรือไม่”
“เงื่อนไขอะไร?” ฉินจื่อฉิงถาม
“ข้อแรกคือข้าอยากเป็ภรรยาเพียงคนเดียว หมายความว่าเมื่อข้าแต่งเข้าจวนไปแล้วข้าไม่้าให้ท่านรับชายารองหรืออนุอะไรทั้งนั้น แม้แต่อนุที่ท่านเลี้ยงไว้ก่อนหน้า ข้าก็อยากให้ท่านไล่พวกนางออกไปให้หมด และข้อที่สอง ข้าไม่อยากเป็เพียงภรรยาที่อยู่แต่ในบ้านเพื่อทำหน้าที่เลี้ยงลูกไปวันๆ เพราะข้าอยากทำในสิ่งที่ข้าชอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะละเลยหน้าที่ภรรยา และข้าจะทำหน้าที่ภรรยาของท่านให้ดีที่สุด ข้าจึงอยากให้ท่านช่วยสนับสนุนข้า”
ซูหยุนหรานบอกความ้าของตัวเองออกไปจนหมด นางเป็คนที่มีชีวิตมาแล้วสองชาติจึงรู้ว่าเหตุการณ์ไม่คาดฝันย่อมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในเมื่อเวลานี้มีโอกาสและยังมีลมหายใจ เช่นนั้นอยากทำอะไรก็ต้องรีบทำ จะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจทีหลัง
ฉินจื่อฉิงจ้องหญิงสาวอย่างจับผิด จากรายงานที่เผยหยวนจื่อส่งมาให้ ซูหยุนหรานผู้นี้มีนิสัยขี้ขลาดและยอมคน แม้กระทั่งบ่าวในจวนยังรังแกนางได้ แต่ที่เขาได้พบนางสองครั้ง หากไม่นับรวมวันที่นางจมน้ำ นางดูแตกต่างจากคำบอกเล่าอย่างสิ้นเชิง นอกจากนางจะไม่ขี้ขลาดแล้ว นางยังมีวาจาและอ่านใจคนได้อย่างเป็เลิศ ไม่เช่นนั้นวันนี้นางจะจัดการกับคุณหนูทั้งสามและเสียนอ๋องได้อย่างไร ทั้งยังเป็การยืมมือเขาเพื่อจัดการคนอื่นอีก
แล้วยังมีเื่แต่งงาน นางบอกอย่างชัดถ้อยชัดคำว่ายินดีแต่งกับเขา ทั้งนางยังบอกความ้าของนางออกมาอย่างไม่ปิดบัง ‘ซูหยุนหรานผู้นี้ช่างน่าสนใจจริงๆ หรือที่ผ่านมานางแสร้งทำตัวขี้ขลาดเพื่อปิดบังตัวตนที่แท้จริง แต่ทำไมเวลานี้นางถึงยอมเปิดเผยตัวตนของนางกับข้ากันเล่า’
“คุณหนูใหญ่ซู เ้าบอกข้ามาตามตรงเถิดว่าเ้า้าอะไรกันแน่ ขอแค่ข้าช่วยเ้าได้ข้าก็ยินดี แต่เื่การแต่งงาน...ข้าคิดว่าไม่จำเป็” ฉินจื่อฉิงพูดขึ้น
ซูหยุนหรานทำหน้าผิดหวัง “หรือว่าเงื่อนไขของข้ามันมากเกินไป ก็แน่สินะ ยุคนี้ผู้ชายมีสามภรรยาสี่อนุก็ไม่ใช่เื่แปลก การที่ข้าขอให้ท่านมีข้าคนเดียวก็ดูจะมากเกินไปจริงๆ”
ฉินจื่อฉิงเห็นหน้าเศร้าๆ ของนางก็รู้สึกผิด เขารีบบอก “ไม่ใช่เพราะเื่นั้น ข้าไม่เคยเลี้ยงอนุหรือสตรีไว้ในจวน อีกทั้งข้ายังเคยสาบานกับตัวเองไว้แล้วว่านอกจากชายา ข้าจะไม่รับสตรีอื่นเข้ามาอีก มีสตรีมากมายอยู่รอบกายก็มีแต่เื่ให้ปวดหัว”
“หมายความว่าท่านยอมรับเงื่อนไขของข้าแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ” ซูหยุนหรานเปลี่ยนมายิ้มอย่างสดใสอีกครั้ง
“คุณหนูใหญ่ซู ไม่ใช่ว่าเ้าตกน้ำจนเพี้ยนไปแล้วนะ ให้ข้าส่งคนไปเชิญหมอหลวงให้มาตรวจอาการเ้าก่อนดีหรือไม่”
“ข้าไม่ได้ป่วยแล้วข้าก็ไม่ได้บ้าด้วย” ซูหยุนหรานคว้ามือชายหนุ่มมากุมไว้อย่างถือวิสาสะ “ท่านอ๋องเ้าคะ หากฝ่าามีพระราชโองการพระราชทานสมรสให้เรา...ท่านก็ตกลงเลยนะเ้าคะ”
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่าฝ่าากำลังจะมีพระราชโองการให้เรา” ฉินจื่อฉิงขมวดคิ้วถาม เขาพอจะรู้เื่นี้มาบ้างแล้ว เพราะพระมารดาไม่อยากให้เขาแต่งงานกับคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ ด้วยกลัวว่าเขาจะมีอำนาจเกินกว่าเสียนอ๋อง เมื่อมีข่าวลือที่เขาะโน้ำลงไปช่วยชีวิตคุณหนูใหญ่ซูผู้ไร้ความสามารถ พระมารดาจึงไปขอสมรสพระราชทานให้เขากับคุณหนูใหญ่ซูทันที แต่ฝ่าายังไม่มีราชโองการส่งมาถึง แล้วเหตุใดซูหยุนหรานจึงรู้เื่นี้ได้
ซูหยุนหรานกลอกตา “พอข้าฟื้นขึ้นมาจากความตาย ท่านแม่ อนุหลิน รวมถึงซูชิงหว่านน้องสาวสุดที่รักก็พากันไปสร้างความวุ่นวายที่เรือนของข้า และคำพูดที่พวกนางพูดกันบ่อยที่สุดคือบอกให้ข้าแต่งเข้าจวนอ๋องของท่าน และพวกนางยังพูดอีกว่าท่านกับข้าช่างเป็คู่ที่เหมาะสมกันอย่างยิ่ง คนหนึ่งเป็อ๋องต้องคำสาป อีกคนเป็คุณหนูไร้ความสามารถที่เกิดจากตระกูลแพทย์แต่กลับแยกแยะสมุนไพรไม่เป็ พวกเขาพูดมาขนาดนี้แล้วจะไม่ให้ข้าเดาออกได้อย่างไรเ้าคะ”
“คนเขาพูดถึงข้าขนาดนี้แล้วเ้ายังยินดีจะแต่งกับข้าอีกรึ”
“ยินดีสิเ้าคะ แต่งเข้าจวนไปข้าจะได้เป็ชายาอ๋องเชียวนะ ตำแหน่งนี้มีใครอยากเป็ก็เป็ได้ง่ายๆ หรือไง” ซูหยุนหรานเปลี่ยนมาเป็สีหน้าจริงจัง และมือของนางก็ยังไม่ปล่อยจากมือเขา “ท่านอ๋องเ้าคะ ท่านอาจสงสัยว่าทำไมข้าถึงอยากแต่งงานกับท่าน แต่เื่ความรู้สึกมันไม่สามารถอธิบายได้ ถึงแม้ข้าจะยังไม่ได้รักท่านแต่ข้าก็รู้สึกดีกับท่านมาก และเชื่อว่าอีกไม่นานข้าจะรักท่านได้ในที่สุด ส่วนท่าน...ข้ารู้ว่าท่านยังไม่ได้คิดอะไรกับข้าแน่นอน แต่เชื่อข้าเถอะ ที่ข้าแต่งกับท่านไม่ใช่เพราะข้ามีเจตนาร้าย ข้าอยากให้ท่านลองเปิดใจและให้โอกาสข้าได้พิสูจน์ความจริงใจ และเมื่อถึงที่สุดแล้วหากท่านยังไม่รู้สึกอะไรกับข้า ข้าก็ยินดีหย่าและจากไปตามทางของข้าเอง”
คราวนี้ฉินจื่อฉิงเป็ฝ่ายพูดไม่ออกเสียเอง สตรีผู้นี้ช่างใจกล้าและพูดจาตรงไปตรงมา นางบอกว่าตอนนี้นางแค่รู้สึกดีกับเขา และนางจะพัฒนาความรู้สึกนั้นขึ้นไปเป็ความรัก ขอแค่เขาเปิดใจและเชื่อมั่นในตัวนาง ‘ฉินจื่อฉิง เ้าที่เป็ชายอกสามศอกยังสู้แม้นางน้อยผู้นี้ไม่ได้เลยหรือ ในชีวิตนี้จะมีสักกี่คนที่กล้าเข้าหาและพูดจากับเ้าด้วยความจริงใจเช่นนี้ หากครั้งนี้เ้าปล่อยให้นางหลุดมือไป เ้าคงไม่เจอคนแบบนางอีกแล้ว’
ซูหยุนหรานมองฉินจื่อฉิงโดยไม่เร่งเร้าที่จะเอาคำตอบ นางรู้ดีว่าการกระทำของตนเป็การจู่โจมฝ่ายตรงข้ามเป็อย่างมาก แม้จะรู้อย่างนั้นแต่นางไม่อยากเสียเวลา อย่างที่บอก...ชีวิตคนเราไม่แน่นอน จะตายวันตายพรุ่งก็ยังไม่รู้ ในเมื่อนางเชื่อว่าฉินจื่อฉิงคือคนที่นางตามหาและเป็คนที่ฟ้าประทาน เช่นนั้นนางก็มีแต่ต้องคว้าเขามาให้ได้
ฉินจื่อฉิงจ้องไปที่ดวงตากลมโตนั้น สายตาของนางจดจ่ออยู่ที่เขาเพียงคนเดียว ทั้งแววตาของนางยังสดใสและจริงใจ เติบโตมาจนอายุยี่สิบปี ยังไม่เคยมีผู้ใดมองเขาด้วยสายตาเช่นนี้มาก่อน หัวใจของฉินจื่อฉิงถึงกับเต้นไม่เป็จังหวะ
ซูหยุนหรานแอบถอนหายใจ นางเตรียมตัวที่จะลงจากรถม้า “ท่านอ๋อง ข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าเพิ่งพูดออกไปอาจไม่น่าเชื่อถือและเป็การบังคับจิตใจท่าน เอาเป็ว่า...ท่านลืมเื่ที่ข้าพูดออกไปให้หมดเลยก็แล้วกัน”
ฉินจื่อฉิงรีบคว้าข้อมือหญิงสาวไว้ “ข้า...ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ แล้วเหตุใดเ้าถึงคิดไปเองเช่นนี้”
ซูหยุนหรานหันกลับมามองชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจ “ตกลงว่าท่านจะเอาอย่างไรกันแน่ ท่านมองหน้าข้าโดยไม่พูดไม่จา แล้วยังเอาแต่ขมวดคิ้วไม่เลิก ท่าทางอย่างนี้มันคือการปฏิเสธชัดๆ ก็ตามนั้นล่ะ...ท่านลืมสิ่งที่ข้าพูดออกไปให้หมดเถอะ”
ซูหยุนหรานรู้สึกหมดกำลังใจ นางตัดสินใจอย่างกล้าหาญที่จะเป็ฝ่ายรุกและเข้าหาผู้ชายก่อนเป็ครั้งแรก แต่ไม่คิดว่าความกล้านั้นกลับล่มไม่เป็ท่า แต่ไม่ใช่ว่านางจะตัดใจ ครั้งนี้นางอาจจะรุกหนักเกินไปท่านอ๋องจึงไม่ชอบ เอาไว้นางกลับไปตั้งหลักแล้วค่อยกลับมาจีบเขาใหม่ก็ยังไม่สาย
“ข้าบอกเมื่อไหร่ว่าข้าไม่ยอมรับข้อเสนอของเ้า” ฉินจื่อฉิงพูดไม่เต็มเสียงนัก
“หมายความว่าท่านยอมเปิดใจให้ข้าแล้วใช่หรือไม่เ้าคะ”
“ในเมื่อเ้าเพียงรู้สึกดีแต่ยังไม่ได้รักข้าและข้าก็ยังไม่ได้รู้สึกอะไรกับเ้า เช่นนั้นเรา...เรามาทำความรู้จักกันก่อนได้”
ซูหยุนหรานโผเข้าไปหอมแก้มแล้วกอดชายหนุ่มไว้อย่างดีใจ ฉินจื่อฉิงที่ไม่เคยได้รับััเช่นนี้มาก่อนถึงกับตัวแข็งทื่อ แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธว่าััของนางเป็สิ่งแปลกใหม่ที่ทำให้เขารู้สึกดีจริงๆ
“คุณหนูใหญ่ซู เ้าปล่อยข้าก่อน”
ซูหยุนหรานคลายอ้อมแขนพร้อมกับยิ้ม “ขอบคุณท่านอ๋องที่รับข้าไว้พิจารณา เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อนนะเ้าคะ”
“เดี๋ยว!” ฉินจื่อฉิงคว้าข้อมือหญิงสาวไว้ “ข้าเป็คนพูดไม่เก่ง แต่หากเ้ามีเื่ใดสงสัยก็ให้มาถามจากข้าโดยตรง และข้า...ข้าก็จะฟังแต่เ้าเพียงคนเดียว”
ซูหยุนหรานยิ้มกว้าง “ได้เ้าค่ะ ต่อไปมีอะไรเราก็มาคุยกัน จะไม่มีการคิดเองเออเองเป็อันขาด”
“ยังมีอีกเื่” ฉินจื่อฉิงจ้องหญิงสาว “ไม่ว่าเ้าจะทำอะไร ข้ายินดีสนับสนุนเ้าทุกเื่ รวมถึงเื่ของตระกูลซู”
“ท่านอ๋องรู้อะไรมาหรือเ้าคะ” ซูหยุนหรานยิ้มถาม “หากข้าเดาไม่ผิด ท่านคงให้คนไปสืบเื่ของข้ามาแล้วกระมัง”
“ข้าต้องขออภัยเ้ากับเื่นี้ด้วย ก่อนหน้านี้ข้ารู้สึกว่าเ้าไม่เหมือนกับที่ผู้อื่นพูดถึง ข้าจึงให้เผยหยวนจื่อไปสืบเื่ของเ้ามา”
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ เื่แค่นี้ข้าไม่คิดมากหรอก” ซูหยุนหรานยังคงยิ้มสดใสเช่นเดิม “เอาเป็ว่าเื่ของตระกูลซู ข้าไม่ได้คิดจะจัดการอะไรกับพวกเขาหรอกเ้าค่ะ ข้าแค่อยากตัดสัมพันธ์และไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกเขาเท่านั้น”
“เมื่อแต่งเ้าจวนอ๋องก็เท่ากับเ้าเป็คนของจวนอ๋อง เท่านี้เ้าก็จะไม่เกี่ยวข้องกับคนตระกูลซูแล้วไม่ใช่หรือ”
“หากเป็เช่นนั้นก็ยังเหลือสายใยครอบครัว แต่ที่ข้า้าคือข้าอยากตัดขาดกับพวกเขาโดยสิ้นเชิง หลังจากนั้นข้าจะกลับไปสานสัมพันธ์กับครอบครัวท่านตา” ซูหยุนหรานมองฉินจื่อฉิง “ท่านอ๋องเ้าคะ ข้าไม่ใช่คนไร้ความสามารถและวิชาแพทย์ของข้าก็ดีมาก ดังนั้นข้าอยากตัดสัมพันธ์กับพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะมาใช้ประโยชน์จากข้าในเื่นี้ได้เ้าค่ะ”
“ได้! หากมีอะไรให้ข้าช่วย ให้เ้ามาบอกข้าได้โดยตรง”
“ขอบคุณเ้าค่ะ” ซูหยุนหรานหอมแก้มชายหนุ่มอีกหนึ่งทีก่อนที่นางจะลงจากรถม้า
ฉินจื่อฉิงเอามือลูบแก้มพร้อมกับยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก “เ้าหอมแก้มข้าสองครั้งแล้วนะ ครั้งหน้าข้าต้องเอาคืนบ้างแล้ว”