การทานอาหารเป็นไปอย่างราบรื่นแม้ว่าตลอดเวลา บทสนทนาระหว่าง ‘คู่กัด’ คู่ใหม่จะปะทุขึ้นเป็นระยะ แต่นั่นก็เพียงแค่แสบๆคันๆเหมือนมดตัวเล็กที่กัดเจ็บประเดี๋ยวเดียวไม่ใช่กัดเจ็บอย่างพวกมันคันไฟ...พอรู้ตัวว่าถูกกัดก็เป็นรอยบวมแดงกว่าจะยุบ
หากแต่มีประโยคหนึ่งระหว่างสนทนาที่ลายเสือเอ่ยขึ้นผ่ากลางป้องคนทั้งคู่ทำให้ทั้งสองคนนั้นวางมือจากการรับประทานอาหารทันที
“สตอป...จะกัดกันทำไมเล่าสองคนนี้แทนที่จะดีๆกันไว้ เพราะเดี๋ยวก็ต้องอยู่ด้วยกัน”
หัวคิ้วของสองคนแทบจะเอามาผูกรวมกันจนกลายเป็นโบขนาดยักษ์ แต่คนที่เอ่ยถามขึ้นก่อนก็คือมานาลี
“ไทเกอร์หมายความว่ายังไง...ช่วยอธิบายให้เมนี่ฟังหน่อย”
อาหารตรงหน้ารสชาติชืดกร่อยทันตาแม้แต่คนเป็นเพื่อนก็ยังทำหน้าฉงน จนอดที่จะเอ่ยสำทับอีกครั้งไม่ได้ “ว่าไงวะไอ้เสือที่สาวสวยของเอ็งถาม...จะตอบว่ายังไง”
“ทานอาหารให้เสร็จก่อนก็ได้...พอดีข้าเห็นเอ็งกับเมนี่กัดกันไปมาก็เลยแค่อยากจะแยกให้หยุดก่อนเท่านั้นเอง มีอะไรเดี๋ยวค่อยคุยกัน”ชายเจ้าชู้วางสนุ๊กไว้ให้ทั้งคู่สับสนก่อน
หากแต่มานาลีไม่มีอารมณ์จะทานอาหารตรงหน้าแล้วเมื่อความรู้สึกบางอย่างไม่เคลียร์ เธอจึงรวบช้อนตรงหน้าหันไปจ้องมองลายเสือที่ยังคงตักอาหารทานเข้าปาก อย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
“เอ็งหยุดกินเลยไอ้เสือ...อร่อยอยู่คนเดียว”
ลายเสือเลิกคิ้วสองข้างมองหน้าคู่กัดตรงหน้าทั้งสองสลับไปมา...เมื่อเห็นว่าการเปิดประเด็นทำให้ทั้งคู่สนอกสนใจเรื่องที่เขามองว่ายาก อาจจะง่ายขึ้น
“ยังงี้นะเมนี่...เดี๋ยวผมขอคุยกับไอ้ปลาซักแป๊บ”พูดจบเพื่อนตัวแสบ ก็ดึงมือเพื่อนรักเจ้าของร้านให้ลุกตามกันไป
ลายเสือเดินนำเจ้าของร้านไปยังมุมลับตาตรงส่วนที่ไม่มีลูกค้า...บริเวณที่เป็นโซนตกแต่งแนวห้องครัวโต๊ะรับรองลูกค้าจัดแต่งเหมือนโต๊ะรับประทานอาหารที่บ้านฝาผนังแต่ละด้านตกแต่งด้วยอุปกรณ์เครื่องครัวหลายชนิด อาทิกระทะ ตะหลิวที่แขวนอยู่ตามฝาผนัง ปูกระเบื้องเคลือบสีสวย สลับกับผนังกั้นบางส่วนที่กรุกระจกใสมองทะลุออกไปยังทิวทัศน์ด้านนอก โดยขณะนี้มีม่านน้ำตกไหลรินผ่านกระจกใสแลดูบรรเจิดแก่สายตา
ชายหนุ่มยังคงท่าทำวางฟอร์มด้วยการชวนคุยถึงการตกแต่งร้านแสร้งไม่รู้ไม่ชี้ว่าคนเป็นเพื่อนกำลังอยากรู้เรื่องใดมากกว่ากัน
“ร้านเอ็งตกแต่งสวยจังว่ะขนาดไม่ได้มาตั้งหลายปี แต่ก็ยังปรับปรุงเปลี่ยนแปลงได้สุดยอด”เขาเอ่ยชมเรื่องนี้ด้วยถ้อยความจากใจจริง
“เอ็งไม่ต้องมานอกเรื่องเลย...รีบๆพูดมาเลยดีกว่าว่าเรื่องที่เอ็งพูดเมื่อครู่ หมายความว่ายังไง”
ลายเสือยังคงเล่นลิ้น “เรื่องไหนวะ”
กัลปพฤกษ์ถอนหายใจเฮือกใหญ่...รู้ดีว่าปรกติพ่อยอดเจ้าชู้ชอบไหลลื่นจับไม่เคยอยู่หมัด หากจะซักไซ้หาความจริง เจ้าตัวคงกะล่อนจนเคยชินจนลืมไปว่าขณะนี้ไม่ได้คุยกับผู้หญิงที่ไหน แต่สิ่งที่ควรอธิบาย...กำลังจะบอกกับเขาซึ่งเป็นเพื่อนในกลุ่มก๊วน
เมื่อเห็นหนุ่มปากจัดชักสีหน้าหนุ่มเจ้าชู้จึงกระเซ้า “แค่หยอกหน่อยเดียวเอ็งทำหน้าอย่างกับถูกเหยียบหาง”
“ไอ้เสือ...ข้าเป็นปลานะเว้ยไม่ใช่หมา”
ทั้งคู่จึงหัวเราะพร้อมกันเมื่อเพื่อนหยอกเพื่อนพอเป็นพิธี ฝ่ายคนอยากรู้จึงเปิดปากถามอย่างเป็นจริงเป็นจัง
“เอ็งพูดกำกวมอย่างเมื่อกี้...มีเรื่องอะไรจะให้ข้าช่วยหรือเปล่า”
รู้ทัน...ลายเสือนึกแล้วว่าแค่พูดเปิดทางคนเป็นเพื่อนสนิทอย่างกัลปพฤกษ์ที่คบหากันมานาน น่าจะพอรู้อะไรบ้างเลาๆชายหนุ่มจึงไม่อยากปิดบัง หากแต่พูดตรงๆกับคนรอฟัง
“เอางี้...ไหนๆเอ็งก็พอรู้ว่าข้ามีอะไรอยากให้ช่วย...งั้นข้าไม่อ้อมค้อมนะเว้ย”
ชายหนุ่มสองคนขยับเก้าอี้คนละฝั่งโต๊ะนั่งประจันหน้ากัน คนเล่าไม่คิดว่าที่จะพูดต่อไปนี้ไม่ใช่คำปรึกษาแต่เป็นการขอร้อง และคิดว่าคนรับฟังควรจะตอบรับ
“ข้าอยากให้เมนี่มาพักที่บ้านของเอ็งว่ะไอ้ปลา”
สิ้นคำบอกเล่ากระชับและสั้นได้ใจความ หากแต่ทำเอากัลปพฤกษ์แทบจะหน้าหงาย “เฮ้ย!เอ็งมั่วซั่วอะไรวะ จู่ๆจะเอาแม่สาวฝรั่งไซส์ลูกเกดมาฝากอยู่บ้านข้า”
หนุ่มปากจัดโวยวายหากแต่หัวหน้าหน่วยเจ้าชู้รีบยกมือปราม แล้วเตรียมเรื่องที่สมมติขึ้นมาไว้เป็นไม้ตาย
“เอ็งก็รู้นี่หว่าไอ้ปลาว่าแม่ข้าดุอย่างกับแม่เสือหวงลูกอ่อนถ้ารู้ว่าข้าพาสาวไปนอนค้างอ้างแรมทีเดียวเป็นเดือนๆ ถ้าแม่ข้าไม่อกแตกตายก็มีหวังที่ข้าเองนั่นล่ะ จะกลายเป็นศพไม่มีคนเผา”
กัลปพฤกษ์รู้จักกิตติศัพท์ของคุณลีลาดีว่าหวงลูกชายคนนี้ขนาดไหนแม้ว่าที่ผ่านมาจะตามอกตามใจลูกชายจอมเจ้าชู้มาตลอดแต่ถึงเวลาที่จะสวมบทคนเจ้ากี้เจ้าการ ไม่มีใครห้ามได้ ยิ่งกับเรื่องของสาวๆไม่มีสักรายที่สามารถเข้าถึงตัวคุณลีลาได้ อย่างเก่งก็ได้แค่เลียบๆเคียงๆ
คุณลีลาจึงเป็นปราการสูงที่กั้นขวางไม่ให้ลายเสือตกล่องปล่องชิ้นกับสาวคนไหนสาวๆแต่ละนางที่พึงใจของพ่อยอดเจ้าชู้ จึงเป็นได้แค่ผู้หญิงข้ามคืน
ลายเสือเองจึงไม่ใคร่ที่จะนึกจริงจังกับใครเพราะขี้เกียจฝ่าด่านอรหันต์ของมารดาดังนั้นประโยคสุดท้ายจึงทำให้หนุ่มปากจัดทำท่าคิดแทนเพื่อน
“แล้วแม่เอ็งกลับมาจากต่างประเทศแล้วหรือไงวะก็ไหนเอ็งบอกว่าแม่เอ็งไปทัวร์รอบโลก” คนฟังเริ่มแย้ง
“ของมันเอาแน่นอนได้ที่ไหนวะเอ็งก็รู้ว่าแม่ข้าเป็นพวกด่วนจี๋ยิ่งกว่าอีเอ็มเอส...หากมีเรื่องผู้หญิงแพร่งพรายเข้าหูเรื่องเที่ยวเอาไว้ก่อน ข้ารับรองว่าต้องกลับมาสะสางเรื่องคาใจจนเรียบร้อยแล้วถึงจะกลับไปเที่ยวก็ยังทัน”
ฟังข้ออ้างสะระตะแม้จะหายคลางแคลงใจข้อสงสัยลงบ้าง แต่ก็อดถามไม่ได้ “แล้วทำไมต้องมาฝากไว้บ้านข้าด้วยวะเอ็งก็รู้ว่าผู้หญิงของเอ็งไม่ชอบขี้หน้าข้านักหรอก”
“เอ็งก็อย่าปากเสียกับเมนี่นักสิวะข้าเห็นเอ็งเริ่มก่อนนะเว้ย ทุกทีก็ไม่เห็นจะเป็นนี่หว่าแล้วข้าก็ชวนเอ็งไปเป็นกันชน แต่มันยังไม่มีรถไฟมาชนกันเอ็งก็ยังไม่ต้องทำหน้าที่กันชนหรอกเว้ย บ้านเอ็งน่ะดีแล้วจะให้ไปอยู่ที่คอนโดฯส่วนตัว ข้าก็เป็นห่วง อยู่ที่บ้านเอ็ง มีคนพลุกพล่านมีโน่นมีนี่ให้ทำ เผื่อเมนี่จะได้ไม่รู้สึกว่าอยู่เฉยๆ...ถ้าเป็นบ้านไอ้ไก่ยิ่งแล้วใหญ่แม่ไอ้ไก่ก็ดุเป็นหมายเลขสองรองจากแม่ข้านิดเดียว เอ็งก็รู้”
“แล้วแม่ข้าล่ะ...ไม่ดุรึไง”หนุ่มปากจัดทวงถาม
“โหย...หยวนๆว่ะแม่เอ็งน่ะใจดีที่สุดแล้ว คุยคำสองคำก็ใจอ่อน...ช่วยข้าหน่อยเหอะวะเพื่อนขอร้อง”ลายเสือตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จจนคนฟังต้องใจอ่อน
“แล้วเอ็งจะบอกกับแม่สาวฝรั่งว่ายังไง”
“เอาน่า...แค่เอ็งรับปากว่าจะให้เมนี่พักที่บ้านเอ็งที่เหลือข้าจัดการเอง”
จนใจ...จำยอม...เหมือนถูกบังคับกลายๆหรือว่านี่จะเรียก...ตกกระไดพลอยโจน ทำไมต้องเอาป้ายของคนอื่นมาแขวนคอนึกแล้วก็ส่ายหัวน้อยๆ อย่างที่ไม่เข้าใจตนเอง
“จัดการเอาต่อละกัน”
กัลปพฤกษ์พูดแค่นั้นก็เป็นฝ่ายเดินนำกลับไปยังโต๊ะอาหารด้านนอก
.........................................