12 เมื่อดอกรักแย้มบาน (1)
12เมื่อดอกรักแย้มบาน (1)
ตลอดสามสิบวันมานี้ตารางชีวิตของฟีออนจำต้องออกไปนอกวังทุกวัน การทำงานในสถานะใหม่ที่ยังไม่แน่ชัดในเนื้อหางานนั้น นางได้รับภาพและประวัติของหญิงสาวจำนวนห้าสิบคนให้ออกไปตรวจสอบและต้องกลับมารายงานความคืบหน้าทุกเย็น
รายนามเหล่านี้คือบุตรสาวของตระกูลสำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นขุนนางสายทหารหรือบริหารชั้นน้อยใหญ่ หรือแม้แต่พ่อค้าใหญ่ผู้ทำกิจการอันใดก็ตามซึ่งมีความสำคัญในอาณาเขตเมืองหลวง หญิงสาวที่มีอายุอยู่ในระหว่างสิบแปดถึงยี่สิบห้าปี ที่ยังไม่เคยสมรสต่างถูกคัดกรองด้วยข้อจำกัดที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาและความสามารถด้านต่างๆ จนเหลือมาเป็นรายชื่อห้าสิบคนสุดท้าย
ยังไม่นับรวมถึงหญิงสาวจากต่างเมือง ที่ให้คัดเลือกกันเองโดยตรงแล้วส่งตัวแทนมาตามจำนวนเทียบเชิญที่ถูกส่งไป และยังมีเหล่าเจ้าหญิงท่านหญิงจากอาณาจักรอื่นๆ ที่ทางสำนักพระราชวังส่งสาสน์เทียบเชิญโดยระบุชื่อเจ้าหญิงท่านหญิงลงไปอย่างชัดเจน เทียบเชิญทุกใบถูกตอบรับการเข้าร่วมงานอย่างไม่มีใครยอมเสียสิทธิ์เลยแม้แต่คนเดียว
ฟีออนได้รับหน้าที่ให้ออกไปตรวจสอบตัวตน สถานะ รูปร่างหน้าตา ความสามารถ และลักษณะนิสัยใจคอของหญิงสาวในเทียบเชิญแต่ละคนที่อยู่ภายในเมืองหลวงก่อนคร่าวๆ เพราะในวันงานนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่พระองค์จะทรงมีเวลาพูดคุยทำความรู้จักกับใครทุกคนได้แบบละเอียดเช่นนี้
และแม้ว่าฝ่าบาทจะมอบหมายหน้าที่นี้ให้ฟีออนรับผิดชอบโดยตรง แต่ก็ให้นางแฝงตัวไปในคราบผู้ติดตามของตัวแทนพระองค์ และคาอูลก็คือผู้ที่ได้รับมอบหมายงานนั้น
ทุกวันหลังจากกลับเข้ามาในวังแล้ว ทั้งสองก็จะตรงไปเข้าเฝ้าเพื่อรายงานผลการตรวจสอบในห้องทรงอักษร และเมื่อพูดคุยข้อมูลเบื้องต้นกันจบ คาอูลและคนอื่นยกเว้นฟีออนก็จะถูกบอกให้ออกไปรออยู่ข้างนอกเสมอ
และแม้ว่าจะดำเนินการตรวจสอบมาถึงคนลำดับท้ายๆ แล้วก็ตาม แต่องค์แดริสก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะทรงสนพระทัยใครเป็นพิเศษเลยสักคนเดียว
กำหนดการในวันนี้คือหญิงสาวผู้มีรายนามเป็นคนสุดท้าย ขณะนี้คาอูลกับฟีออนอยู่ที่โรงทอที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวงของจีโอเนส ฟีออนฝากให้คาอูลยืมตำราจากหอตำราหลวงในวังเพื่อมาอ่านหาข้อมูลเกี่ยวกับผ้าเพิ่มเติม หญิงสาวมักทำเช่นนี้เสมอเพื่อที่จะเข้าใจกิจการต่างๆ ของแต่ละคนแต่ละตระกูลให้มากขึ้น
ฟีออนซึ่งอยู่ในคราบของผู้ติดตามได้สอดส่องสายตาสำรวจ และซักถามสิ่งต่างๆ กับบุตรสาวเจ้าของโรงทออย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่งเลยเวลากำหนดการเยี่ยมเยือน มิหนำซ้ำยังล่วงเลยมาจนเกือบถึงเวลาอาหารมื้อเย็น ทางโรงทอจึงจัดสำรับอาหารไว้เลี้ยงต้อนรับผู้แทนพะองค์ คาอูลไม่ได้ปฏิเสธเพราะยอมรับว่าเขาเองก็หิวพอตัวทีเดียว โต๊ะอาหารริมสวนสวยถูกจัดรับรองไว้สองที่นั่ง ทว่า...ในขณะที่คาอูลนั่งลงแล้วฟีออนกำลังจะนั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวนั่นเอง
“ขออภัยค่ะตรงนี้เป็นที่นั่งของข้า ทางเราได้จัดเตรียมสำรับอาหารสำหรับผู้ติดตามไว้อีกที่หนึ่งแล้ว เดี๋ยวพ่อบ้านของเราจะนำทางนางไป”
สตรีผู้ได้รับเทียบเชิญเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงค่อนไปในทางไม่พอใจนัก ที่นางอัปลักษณ์ผู้นี้ไม่รู้จักกาลเทศะเหลือเกิน ดูจากการแต่งกายแล้วก็ไม่ใช่นางกำนัล นางข้าหลวง หรือตำแหน่งอะไรที่ทำงานในวัง เหมือนจะเป็นแค่สาวใช้ธรรมดาสักคนที่คงทำงานในตระกูลเวฮาเนสต์ ท่านคาอูลก็เลยนำนางมาใช้งานด้วย หากไม่ติดว่าท่านคาอูลอยู่ด้วยตลอดเวลา หญิงสาวคงบอกให้นางคนนี้เลิกปากมากถามจ้อทั้งวันไม่หยุดจนนางแทบจะเวียนหัวนั่นแล้ว
ทั้งฟีออนทั้งคาอูลต่างก็ชะงักไปเมื่อได้ฟัง อาจเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งสองอยู่เลยเวลาจนทางตระกูลเจ้าบ้านต้องจัดสำรับอาหารไว้ให้ และหนึ่งเดือนมานี้ฟีออนก็ทานอาหารร่วมกับคาอูลตอนอยู่ในวังตลอด จึงทำให้เผอเรอลืมตัวไป
“ขออภัยที่เสียมารยาทเจ้าค่...”
“ขอบคุณสำหรับการเลี้ยงต้อนรับขอรับ แต่เราจะกลับแล้ว”
ฟีออนพูดไม่ทันจบคาอูลก็ลุกขึ้นจากที่นั่ง เอ่ยคำล่ำลาด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูก็รู้ว่าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ และไม่แม้แต่จะหันไปมองเจ้าบ้านเสียด้วยซ้ำ ก่อนจะใช้มือหนึ่งหยิบกระเป๋าถุงผ้าสำหรับเก็บอุปกรณ์ต่างๆ ของฟีออนขึ้นมา และอีกมือหนึ่งยื่นไปจับข้อมือหญิงสาวผู้ติดตามของตนให้เดินออกไปด้วยกันในทันที
“เดี๋ยว...เดี๋ยวก่อนค่ะท่านคาอูล” แม้ฟีออนที่ถูกลากให้เดินออกมาจะประท้วงขึ้นแต่คาอูลก็หาได้สนใจฟัง หญิงสาวเอ่ยเรียกผู้แทนพระองค์อยู่อีกหลายครั้งแต่ก็หาได้หยุดยั้งเขาได้แต่อย่างใด
ออกนอกที่พำนักของตระกูลโรงทอ ยืดยาวต่อเนื่องไปจนถึงกลางตลาดในยามเย็นซึ่งยังคงเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เศรษฐกิจในตัวเมืองหลวงของจีโอเนสนั้นดีขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงสิบกว่าปีมานี้ ผู้คนเริ่มมีค่านิยมรับประทานอาหารนอกบ้านมากขึ้น และนั่นทำให้กิจการร้านค้าต่างๆ เฟื่องฟูขึ้นตามลำดับ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะระบบการรักษาความปลอดภัยในเมืองหลวงแห่งนี้ ที่ใครหลายคนอาจกล้าพูดได้ถึงขนาดว่าไร้แม้แต่โจรขโมย ทำให้ผู้คนต่างวางใจในการใช้ชีวิตแม้จะเริ่มเข้าช่วงใกล้ค่ำแล้วก็ตาม
บุรุษในชุดทหารสีน้ำเงินเข้มเต็มยศแลดูสูงศักดิ์สง่างาม ผู้กำลังจูงลากมือของหญิงสาวซึ่งแต่งกายด้วยชุดกระโปรงโทนสีขาวน้ำตาลอ่อนเยี่ยงชาวบ้านธรรมดา มิหนำซ้ำยังหน้าบากอัปลักษณ์นั้น... ช่างเป็นภาพที่ทำให้เกิดข้อกังขาขึ้นได้กับทุกสายตาที่มองเห็น
“ท่านคาอูลคะ ข้า... ข้าเจ็บ”
เมื่อฟีออนเอ่ยประโยคใจความนี้ออกมา คาอูลก็เหมือนจะเริ่มรู้ตัวในที่สุด ชายหนุ่มรีบปล่อยข้อมือของหญิงสาวที่เผลอกำจนแน่นมากอย่างไม่รู้ตัวออก และเมื่อหยุดยืนอยู่นิ่งแล้ว ทั้งสองก็เริ่มได้ยินเสียงซุบซิบเซ็งแซ่และสายตาที่มองมารอบตัว
หนุ่มหล่อกับสาวอัปลักษณ์ตกเป็นเป้าสายตาและฝีปากของผู้คนไปทั่วทั้งบริเวณ ทั้งสองเป็นอะไรกัน ไปทำอะไรกันมา จับมือจูงแขนกันออกนอกหน้าเช่นนั้นก็เห็นจะมีแต่ชายหนุ่มหญิงสาวคนรักกันเท่านั้นแหละที่ทำกัน แต่ฝ่ายหญิงอัปลักษณ์ออกอย่างนั้น ฝ่ายชายก็ดูจะเป็นทหารหนุ่มหล่อเหลามียศมีขั้นไม่น้อยจะเป็นไปได้อย่างไร
คาอูลหันกลับมามองหน้าฟีออนที่ยังจ้องหน้าเขานิ่งราวกับไม่สะทกสะท้านกับเสียงรอบตัว ชายหนุ่มมีความคิดมากมายวนอยู่ในหัวขณะนี้ มองหน้าฟีออนแล้วเขาไม่รู้สึกเลยสักนิดว่านางนั้นอัปลักษณ์ ไม่รู้สึกกระดากอายเลยสักนิดที่มีหญิงสาวยืนอยู่เคียงข้าง พวกที่ตัดสินนางจากรูปลักษณ์ภายนอกต่างหากที่ช่างน่าชังกว่าไม่รู้กี่เท่า
“แวะทานอาหารสักหน่อยก่อนกลับเข้าวังเถอะ” คาอูลเอ่ยปากบอกกับหญิงสาวในที่สุด น้ำเสียงนั้นหาได้เกรี้ยวกราดไม่พอใจอย่างที่พูดกับบุตรสาวเจ้าของโรงทอไปเมื่อครู่เลย
และแม้จะเป็นเพียงแค่ประโยคสั้นๆ แต่ฟีออนก็รับรู้ได้ถึงความห่วงใยในน้ำเสียงนั้นที่มีต่อนางเหลือเกิน
หลังฟีออนพยักหน้าตอบรับ ทั้งสองจึงเดินกันไปอย่างเงียบเชียบจนกระทั่งถึงร้านอาหารแห่งหนึ่ง คาอูลคุ้นเคยกับเจ้าของร้านแห่งนี้เป็นอย่างดี เพราะที่นี่คือบ้านของชามี เพื่อนร่วมงานในกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ซึ่งชายหนุ่มสนิทสนมด้วยที่สุด
“เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่สักครู่นะฟีออน สั่งอาหารกินรอไปก่อนเลยก็ได้ ข้าจะพยายามรีบกลับมา แล้วก็ห้ามก้าวออกไปไหนจากโต๊ะนี้แม้แต่ก้าวเดียวเลยเข้าใจมั้ย”
เมื่อถูกสั่งมาถึงขนาดนั้นแล้ว หญิงสาวจะทำอย่างไรได้นอกจากพยักหน้ารับคำ แม้จะอยากรู้แต่หญิงสาวก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามว่าเขาจะไปไหนถึงได้ทิ้งนางไว้ให้อยู่คนเดียวที่นี่ ฟีออนได้แต่มองตามหลังคาอูลไปจนกระทั่งแผ่นหลังนั้นลับสายตา
“อ้าว...ท่านคาอูลไปไหนเสียแล้วล่ะ”
อีกเสียงดังขึ้นเรียกความสนใจจากฟีออนให้หันกลับไป แล้วหญิงสาวก็ได้พบชายวัยกลางคนที่ยังดูกระฉับกระเฉง แต่งกายด้วยชุดคล้ายพ่อครัวผู้หนึ่งอยู่ข้างโต๊ะ
“ท่านคาอูลไปธุระสักครู่ค่ะท่านลุง รอสักครู่คงจะกลับมา หรือถ้าจะฝากความอะไรไว้ก็บอกกับข้าก็ได้ค่ะ”
แววสีหน้าของหนุ่มใหญ่ดูตกใจไปเล็กน้อยเมื่อได้เห็นใบหน้าของฟีออนเข้าเต็มๆ
“งั้นรึ ว่าแต่...คุณหนูเป็นอะไรกับท่านคาอูลถึงมาด้วยกันได้เนี่ย”
ฟีออนกะพริบตาปริบๆ อย่างประหลาดใจเมื่อตนเองถูกเรียกว่าคุณหนู ทั้งที่สภาพของนางจะไม่มีส่วนใดน่าชวนให้เรียกอย่างนั้นเลยก็ตาม
“เอ่อ...ข้าเป็นผู้ติดตามของท่านคาอูลค่ะ ท่านคาอูลกำลังออกมาทำงานให้ฝ่าบาท”
“อ่อ...งานเยี่ยมเยือนบ้านสตรีที่ได้รับเทียบเชิญงานเลี้ยงเต้นรำ ที่กำลังเลื่องลือกันไปทั่วนั่นน่ะรึ”
“ใช่แล้วค่ะ”
“แต่ข้าก็ยังสงสัยอยู่ดีว่าทำไมคุณหนูถึงมากับท่านคาอูลได้ ดูแล้วก็ไม่ใช่คนทำงานในวังใช่ไหม เป็นคนจากตระกูลเวฮาเนสต์งั้นรึ”
“เปล่าค่ะ...ข้าไม่ได้ทำงานในตระกูลของท่านคาอูลหรอกค่ะ”
หญิงสาวอยากจะตอบต่อว่าจริงๆ นางเองก็ทำงานอยู่ในวัง แต่ก็หยุดปากไว้ไม่พูดต่อเพราะนึกไม่ออกว่าควรจะบอกตำแหน่งงานเป็นอะไร ชายวัยกลางคนเริ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเช่นกัน
“การเป็นตัวแทนพระองค์ปฏิบัติหน้าที่ให้ฝ่าบาทอย่างเป็นทางการ จะเอาใครที่ไหนไม่รู้มาเป็นผู้ติดตามได้อย่างไร คุณหนูเป็นใครกันแน่ถึงได้มาด้วยกันได้แบบนี้เนี่ย”
“เอ่อ...” แม้จะนึกดีใจที่ถูกเรียกอย่างให้เกียรติว่าคุณหนู แต่ท่านลุงผู้นี้นี่ก็ช่าง... จะเรียกว่าฉลาดถามหรือหัวดื้อดีนะ
“คืออย่างนี้ค่ะ คือ...พอดีว่าข้ากำลังอยู่ในช่วงทดลองงานน่ะค่ะ ถ้าทำงานนี้ได้ดีก็คงจะได้ทำงานสักตำแหน่งในวัง ในตอนนี้ก็เลยยังไม่สามารถบอกท่านลุงได้เต็มปากว่าข้าทำงานในวังค่ะ”
“หืมอย่างนั้นรึ ถ้าอย่างนั้นก็ช่างเถิดข้าก็แค่สงสัยเท่านั้นแหละ ลืมแนะนำตัวไป ข้าเป็นเจ้าของร้านนี้ ลูกชายคนโตของข้าก็เป็นทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์เหมือนกัน ที่ข้าสงสัยก็เพราะโดยปกติแล้วท่านคาอูลน่ะเนื้อหอมเอามากๆ แต่ก็ระวังเรื่องหญิงสาวตลอด ที่แน่ๆ คือไม่เคยพาสตรีคนไหนมานั่งทานอาหารที่ร้านของข้าแบบนี้แหละนะ”
ฟีออนนิ่งฟังถ้อยคำเหล่านั้นแล้วก็เริ่มทำหน้าไม่ถูก ครึ่งหนึ่งในใจก็โล่งอกที่ท่านลุงเจ้าของร้านเลิกตอแยถามเรื่องของนางเสียที อีกใจหนึ่งรู้สึกดีใจขึ้นมาอย่างแปลกแปร่งพิกลเมื่อฟังประโยคท้าย
“ท่านคาอูลคงเป็นที่หมายปองของหญิงสาวมากมายสินะคะ”
“แน่นอนล่ะ นิสัยใจคอก็น่าคบหา รูปร่างหน้าตาก็หล่อเหลาสมกับชายชาตรี มิหนำซ้ำตอนนี้ก็เป็นถึงนายทหารคนสนิทของฝ่าบาท แล้วยังเป็นบุตรชายคนเดียวของท่านอำมาตย์หลวง เป็นทายาทชายสายตรงคนเดียวของตระกูลเวฮาเนสต์ที่เป็นเชื้อพระวงศ์สายรองอีก ใครได้เป็นภรรยา ไม่สิคงต้องเรียกชายาด้วยซ้ำ คงโชคดีจนหาคำบรรยายไม่ได้เลยเชียว ข้าถึงได้สงสัยว่าคุณหนูเป็นใครกันถึงได้มาด้วยกันได้ หญิงสาวทั้งเมืองคงอิจฉาท่านจนตาแทบลุกเป็นไฟทีเดียวล่ะตอนนี้ ว่าแต่จะสั่งอาหารเลยไหม หรือจะรอท่านคาอูลกลับมา”
“เอ่อ... ระ รอก่อนดีกว่าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้นก็จิบชาไปพลางๆ เถิด เชิญตามสบายนะคุณหนู”
ฟีออนเพียงฝืนยิ้มรับคำนั้นก่อนที่ท่านลุงเจ้าของร้านจะเดินจากไป หญิงสาวผ่อนลมหายใจออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ อาจเพราะตลอดหนึ่งเดือนมานี้ได้ออกมาทำงานร่วมกันทุกวัน แน่นอนว่าความสนิทสนมย่อมต้องเพิ่มมากขึ้น เพราะโดยพื้นฐานท่านคาอูลก็เป็นคนอัธยาศัยดีอยู่แล้ว จึงทำให้หญิงสาวแทบจะลืมไปเหมือนกันว่า แท้ที่จริงแล้วท่านคาอูลนั้นเป็นถึงบุคคลระดับไหน
ก็น่าอยู่หรอกที่เขาโดนจับคลุมถุงชนกับคุณหนูจีโอเรียแห่งตระกูลเฟรนด์สเกล ท่านชายก็ดูเหมาะสมกับท่านหญิงดีแบบไม่มีอะไรแย้ง
และเพราะแบบนี้สินะ บุตรีของโรงทอถึงได้จัดแจงสำรับอาหารไว้แบบนั้น ตามหลักพวกตระกูลโรงทอก็ทำถูกแล้วด้วยซ้ำ แม้บุตรีของโรงทอเองก็เป็นชาวบ้านธรรมดา แต่อย่างไรก็เป็นเจ้าบ้านที่ทำหน้าที่ต้อนรับแขก การร่วมโต๊ะทานอาหารกับตัวแทนพระองค์ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด มันแปลกพิลึกตรงที่ท่านคาอูลพานางเดินหนีออกมานี่ต่างหาก
หลังจิบชาหมดไปได้สามถ้วยก็ยังไม่มีวี่แววว่าท่านคาอูลจะกลับมา ท้องฟ้าก็เริ่มอมส้มขึ้นทุกทีแล้ว และในขณะที่หญิงสาวกำลังจะยกชารินเป็นครั้งที่สี่นั่นเอง...
“อ้าว นั่นฟีออนไม่ใช่รึ เจ้ามาทำอะไรแถวนี้กัน”
เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นข้างตัวทำให้ฟีออนหันไปมอง แล้วนางก็ได้พบกับเหล่าคู่ปรับเก่าตั้งแต่สมัยเด็กที่ไม่เคยนึกอยากเสวนาด้วยเลยสักครั้ง แม้ฟีออนจะไม่ค่อยได้อยู่บ้านที่จีโอเนส แต่ในช่วงเวลาสองสามปีที่จะกลับมาบ้านสักครั้ง สองพ่อลูกก็อยู่ที่นี่นานสองสามเดือนเลยทีเดียว ก่อนจะเริ่มต้นออกเดินทางใหม่ นั่นทำให้ฟีออนยังได้มีโอกาสพบปะกับเพื่อนบ้านโดยรอบอยู่บ้าง ทว่าตั้งแต่มีแผลเป็นแบบนี้มาดูเหมือนว่านางจะกลายเป็นตัวตลกของคนรุ่นเดียวกันเสียมากกว่า
“ได้ข่าวว่าไปทำงานในวังนี่นา เจ้าไปทำงานอะไรกันล่ะ” หนึ่งในสามของบุรุษผู้มาเยือนล่าสุดกล่าวขึ้น เจ้าคนหัวโจกที่ดูเหมือนรูปร่างจะเริ่มท้วมล้ำอายุไปเล็กน้อยแม้จะอยู่ในวัยเดียวกันกับฟีออน ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้าแหย่กวนประสาทเช่นเคย
ฟีออนไม่ตอบ เช่นเดียวกับทุกครั้งที่ผ่านมา
“นางแสร้งใบ้นี่จะเป็นอะไรได้กัน ที่แน่ๆ อย่างไรก็ดูห่างไกลจากการเป็นนางในพิเศษอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ เครื่องแบบเครื่องแต่งกายประจำตำแหน่งอะไรก็ไม่มีแบบนี้ อย่างมากก็เป็นได้แค่พวกคนงานเท่านั้นแหละ”
“เออ จริงของเจ้า” หลังจากกล่าวเสริมร่วมสับทับกันไปมาเล็กน้อยแล้วทั้งสามก็หัวเราะขึ้น
ฟีออนยังคงนิ่งต่อไป ชาวบ้านทั่วไปไม่รู้หรอกว่านางกับพ่อทำงานอะไรให้กับฝ่าบาทตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ภาพลักษณ์ของบิดาจึงเหมือนขุนนางตกอับกลายเป็นคนเร่ร่อนไปเรื่อยเปื่อยเสียมากกว่า มีเพียงท่านหมอของหมู่บ้านที่รู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร
“เป็นคนงานในวังคงลำบากน่าดูสินะ งานคงหนักแย่ บอกแล้วให้แต่งงานมาเป็นอนุของข้าก็ไม่เชื่อ” หัวโจกคนเดิมเอ่ยขึ้นต่อ แต่ชายที่มาด้วยอีกคนก็คัดค้านออกมา
“แต่งไปเป็นอนุบ้านเจ้าก็ไปทำงานเป็นคนใช้อยู่ดี ต่างกันตรงไหน”
“ต่างแน่นอนสิ อย่างน้อยนางก็จะได้ขึ้นชื่อว่ามีสามี ไม่ต้องแก่ขึ้นคานเป็นสาวทึนทึก หากทำตัวดีๆ ข้าอาจจะสงสารทนยอมหลับหูหลับตาเมตตากับนางบ้างก็ได้”
แล้วทั้งสามก็พากันหัวเราะขึ้นอีกครั้ง
ปกติแล้วฟีออนจะไม่ตอบโต้คนพวกนี้ไม่ว่าจะถูกล้อเลียนอย่างไร เพราะยิ่งตอบโต้เจ้าพวกนี้ก็ยิ่งนึกสนุก และจะทำให้ถูกหาเรื่องเพิ่มขึ้นเสียมากกว่า นิ่งไปสักพัก พอแกล้งนางให้โกรธไม่สำเร็จก็จะพากันเลิกไปเอง แม้จะปากเสีย แต่อย่างน้อยเจ้าพวกนี้ก็ไม่เคยใช้กำลังทำร้ายกลั่นแกล้งนาง
ผู้คนที่มองมาต่างก็ส่ายหน้ากับพฤติกรรมของเหล่านักเลงหัวไม้นี้เหลือเกิน ในขณะชายเจ้าของร้านกำลังจะตรงเข้าไปออกปากช่วยไล่ แต่อยู่ๆ หัวไหล่ของเขาก็ถูกจับไว้ให้หยุดด้วยผู้ที่มาจากด้านหลัง หันไปมองก็พบว่าเป็นนายทหารหนุ่มผู้สูงศักดิ์ที่เดินตรงเข้าไปยังกลางวงนั้นด้วยตัวเอง
ปัง! ดาบพกที่ยังอยู่ในฝักกระทบเข้ากับโต๊ะอาหารเสียงดังลั่น ไม่เพียงแต่ฟีออนกับชายหนุ่มอีกสามคนเท่านั้นที่สะดุ้งโหยงตกใจ แต่มันลามไปถึงโต๊ะเคียงข้างโดยรอบ หรืออาจเป็นทั่วทั้งร้านเลยทีเดียว
เกิดความเงียบขึ้นชั่วอึดใจ อดีตเพื่อนบ้านทั้งสามหน้าซีดเผือดขึ้นมา เมื่อเห็นคาอูลในชุดทหารสีน้ำเงินแตกต่างจากทหารรักษาการณ์ในเมืองทั่วไป ดูแล้วคงมียศมีขั้นไม่น้อยทีเดียว มิหนำซ้ำยังจ้องมองมาที่พวกตนด้วยสีหน้าที่แทบจะเรียกได้ว่า... ขืนพูดจาอะไรไม่เข้าท่าขึ้นมา มีหวังคงไม่ได้กลับบ้านครบชิ้นส่วนเป็นแน่
“มายุ่งอะไรกับคนของข้า”