พ่อของลูกฉันเป็นประธานจอมเจ้าเล่ห์

    บทที่ 35 ทำอะไรต้องใจกว้าง ๆ

    บทที่ 35 ทำอะไรต้องใจกว้าง ๆ


    อันโหรวกำสมุดไดอารี่แน่นด้วยมือทั้งสองข้าง สายตาเต็มไปด้วยความแค้นใจ


    หลังจากที่ปรับอารมณ์ได้แล้ว เธอจึงค่อย ๆ เก็บสมุดไดอารี่เข้าไปในตู้อย่างระมัดระวัง จากนั้นก็นอนลงบนเตียงและหลับตาลง


    ยามค่ำคืนค่อย ๆ มืดมิดลง บางสิ่งกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบ ๆ มีเพียงความมุ่งมั่นและความแค้นเท่านั้นที่ไม่เปลี่ยนแปลง


    วันรุ่งขึ้น


    อันโหรวตื่นแต่เช้าตรู่ เพื่อทำอาหารเช้าให้ทุกคนด้วยความรัก เมื่อหลินจือเสี่ยวตื่นขึ้นมาเห็นภาพในครัว เธอก็ขยี้ตาไม่หยุด อ้าปากค้างด้วยความไม่อยากเชื่อ


    ไม่ใช่ว่าเธอตอบสนองเกินจริง แต่เธอไม่เคยเห็นอันโหรวตื่นเช้ามาทำอาหารให้พวกเธอ โดยปกติแล้วจะออกไปซื้อข้างนอก


    เธอเปลี่ยนไปเป็นภรรยาและแม่ที่ดีตั้งแต่เมื่อไร?


    “อาหารเช้าเสร็จแล้ว เธอไปกินสักหน่อยสิ ฉันจะไปปลุกหยางหยางกับหน่วนหน่วนให้ตื่น” อันโหรวทำเหมือนไม่เห็นความตกใจของเพื่อนสนิท เธอเดินไปที่ห้องเด็ก ๆ ด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น


    อาหารเช้าเรียบง่าย มีทั้งแบบจีนและตะวันตก อาหารเช้าแบบตะวันตกทำไว้ให้หยางหยางและหน่วนหน่วน


    หลินจือเสี่ยวสงบลง ลูบหน้าอกของตัวเองเบา ๆ แล้วเริ่มกินอาหารเช้าอย่างมีความสุข


    อันโหรวไปที่ห้องเด็ก ๆ เพื่อปลุกพวกเขา “หยางหยาง หน่วนหน่วน ตื่นได้แล้ว มากินอาหารเช้ากัน”


    เมื่อถูกปลุก ตาที่ง่วงนอนของอันหยางก็สว่างวาบในทันที เขาพูดว่า “แม่ครับ เมื่อคืนหยางหยางอยากรอให้แม่กลับมา แต่ก็ยังหลับไป”


    อันโหรวหอมแก้มลูกชาย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เป็นความผิดของแม่เอง เมื่อคืนแม่ทำงานล่วงเวลา ต่อไปถ้าแม่กลับบ้านดึก หยางหยางไม่ต้องรอแม่นะ”


    อันหยางเม้มปากน้อย ๆ แต่ไม่ได้ตกลง เขาเป็นลูกผู้ชายในบ้าน แน่นอนว่ามีหน้าที่ปกป้องแม่และน้องสาว เจ้าตัวน้อยลงจากเตียง วิ่งไปที่อ่างล้างหน้าเพื่อล้างหน้าแปรงฟันอย่างรู้จักหน้าที่


    อันหน่วนขยับตัวบนเตียงเล็กน้อย ก่อนจะโผล่หัวเล็ก ๆ ออกมาจากผ้าห่มลูกไม้สีชมพู แล้วพึมพำอย่างงัวเงีย “แม่จ๋า…”


    ขณะที่พูด ก็ยื่นแขนทั้งสองข้างไปหาอันโหรว


    “หน่วนหน่วน ตื่นได้แล้วจ้ะ” อันโหรวได้ยินเสียงลูกสาวเรียก และเห็นเธอกำลังจะหลับไปอีก จึงรีบยื่นมือไปอุ้มลูกสาวออกมาจากผ้าห่ม


    อันหน่วนยกมือขยี้ตาที่ยังง่วงอยู่ เอาหัวเล็ก ๆ ซบไหล่ของอันโหรว ตาปิดครึ่งหนึ่ง ร่างกายอ่อนปวกเปียก


    อันโหรวอุ้มลูกสาวไปที่อ่างล้างหน้า แล้ววางเธอลงบนนั้น ค่อย ๆ ประคองตัวเล็ก ๆ ของเธอ “หน่วนหน่วน ถ้าหนูไม่เชื่อฟังอีก วันนี้แม่จะพาแต่พี่ชายออกไปข้างนอกนะ”


    คำล่อลวงอย่างตรงไปตรงมาทำให้อันหน่วนตาลุกวาวขึ้นทันที เธอโบกมือน้อย ๆ อย่างตื่นเต้น “แม่จ๋า วันนี้แม่จะพาหนูกับพี่ชายไปเที่ยวข้างนอกเหรอคะ”


    “ไม่ใช่ไปเที่ยว แม่จะพาหนูไปโรงเรียนอนุบาล หน่วนหน่วนรีบล้างหน้าแปรงฟัน เราจะได้ออกไปข้างนอกเร็ว ๆ” อันโหรวยื่นมือไปบีบจมูกเล็ก ๆ ของลูกสาว แววตาเต็มไปด้วยความรัก


    วันนี้เธอตื่นเช้ามาก ก็เพื่อจะพาหยางหยางและหน่วนหน่วนไปดูโรงเรียนอนุบาล ช่วงนี้เธอได้ยินมาว่ามีโรงเรียนอนุบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ว่ากันว่าดีมาก มีมาตรฐานการศึกษาสูง และสภาพแวดล้อมดี


    โรงเรียนอนุบาลเอกชนย่อมไม่ดีเท่าของรัฐ แต่ไม่มีทางเลือก เกณฑ์ของรัฐสูงเกินไป หยางหยางและหน่วนหน่วนยากที่จะเข้าไปได้


    หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้ว อันโหรวก็พาลูกทั้งสองไปกินอาหารเช้า หลินจือเสี่ยวกินเสร็จพอดี เธอเงยหน้ามองอันโหรว แล้วมองนาฬิกาแขวนผนัง


    “หน่วนหน่วน หนูรีบกินหน่อย มีเวลาไม่มากแล้ว” บริษัทจิ่งไม่อนุญาตให้พนักงานมาสาย ตอนนี้เหลือเวลาอีกสี่สิบนาทีก่อนถึงเวลาเข้างาน


    อันโหรวไม่รีบร้อน วางลูกลงบนเก้าอี้ แล้วจึงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “วันนี้ฉันจะพาหยางหยางและหน่วนหน่วนไปดูโรงเรียนอนุบาล ช่วยลาให้ฉันด้วย”


    แต่ใครจะรู้ว่าเธอเองก็มีช่วงเวลาหนึ่งเช่นกัน ที่รู้สึกกลัวที่จะเจอกับจิ่งเป่ยเฉิน


    หลินจือเสี่ยวรู้สึกสับสน เหมือนว่าอันโหรวมีบางอย่างแตกต่างไป แต่ตอนนี้ไม่สามารถถามอะไรได้มากนัก


    “งั้นฉันไปทำงานก่อนนะ”


    พอพูดจบ เธอก็ลุกขึ้นยืน หยิบกระเป๋า จูบอันหน่วนเบา ๆ แล้วหันไปมองสายตาที่เย็นชาของอันหยาง ก็รู้สึกไม่กล้าเอ่ยปาก ก่อนจะเดินตรงไปที่ประตูเพื่อเปลี่ยนรองเท้า


    “ลาก่อนนะคะป้าจือเสี่ยว แล้วเจอกันใหม่” อันหน่วนยิ้มหวาน โบกมือลาหลินจือเสี่ยว


    หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ อันโหรวก็แต่งตัวให้หยางหยางและหน่วนหน่วน เป็นครั้งแรกที่พวกเขาจะได้พบกับครู จึงต้องทำให้ครูประทับใจให้ได้


    ครั้งนี้เธอไม่ได้ให้ลูกชายใส่แว่นตาดำ และตัวเธอเองก็ไม่ได้แต่งหน้าให้ดูน่าเกลียด แถมยังให้หน่วนหน่วนใส่หมวกลูกไม้ด้วย แล้วทั้งสามคนก็ออกจากบ้านไป


    แต่เพื่อความปลอดภัย เธอยังคงใส่แว่นตาดำไว้ในกระเป๋า


    ณ โรงเรียนอนุบาลรุ้งเจ็ดสี


    อันโหรวยืนอยู่หน้าโรงเรียนอนุบาล ซึ่งตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมืองที่คึกคัก แม้ว่าจะมีผู้คนพลุกพล่านโดยรอบ แต่โรงเรียนอนุบาลก็ถือเป็นโลกอีกใบหนึ่ง


    “แม่จ๋า นี่คือโรงเรียนอนุบาลเหรอคะ” อันหน่วนถามอย่างงุนงง เธอไม่เคยเห็นโรงเรียนอนุบาลมาก่อน เคยแต่ได้ยินจากพี่ชายเท่านั้น


    พี่ชายเคยให้เธอดูรูปในหนังสือ ตอนนั้นเธอเห็นเด็ก ๆ จำนวนมากที่เหมือนกับเธอ แต่ทำไมที่นี่ถึงไม่มีล่ะ


    อันหยางเองก็ขมวดคิ้ว โรงเรียนอนุบาลในหนังสือไม่ได้เป็นแบบนี้เลย


    อันโหรวรู้ดีว่าลูก ๆ ทั้งสองคนคิดอะไรอยู่ เธอยื่นมือไปจิ้มจมูกลูกสาวอย่างรักใคร่ “หน่วนหน่วนกำลังสงสัยใช่ไหมว่าทำไมที่นี่ถึงไม่เหมือนกับที่พี่ชายบอก”


    “ค่ะ พี่ชายบอกว่าที่โรงเรียนอนุบาลมีเด็กผู้หญิงที่น่ารักเหมือนหน่วนหน่วน และมีเด็กผู้ชายเท่ ๆ เหมือนพี่ชายเยอะแยะเลย!”


    อันโหรวหัวเราะด้วยความเอ็นดู เธอหันไปมองลูกชาย แล้วพูดยิ้ม ๆ ว่า “ที่โรงเรียนอนุบาลมีเด็ก ๆ เยอะแยะจริง ๆ แต่ตอนนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ เด็ก ๆ อยู่บ้านกันหมด พอถึงพรุ่งนี้ ลูกก็จะได้เจอพวกเขาแล้ว”


    พอนึกถึงว่าจะมีเพื่อนเล่นมากมาย อันหน่วนก็ดีใจจนห้ามไม่อยู่ ในทางกลับกัน อันหยางกลับเฉยชามาก เขาพูดขึ้นมาตรง ๆ ว่า “แม่ครับ อย่าพูดเกินจริงเลย ผมรู้ว่าผมกับหน่วนหน่วนคงเข้าโรงเรียนอนุบาลยาก”


    อันโหรวกุมขมับอย่างสิ้นหวัง ลูกชายเข้าใจเกินวัย ทำให้คนเป็นแม่เจ็บปวดมาก


    เธอพาลูก ๆ ทั้งสองเข้าไป ภายในโรงเรียนตกแต่งอย่างสวยงาม ผนังเป็นสีฟ้าขาวสลับกัน ดูสว่างและอบอุ่น มองแล้วรู้สึกสบายตา


    อันหน่วนมองรูปสายรุ้งที่วาดบนผนังด้วยดวงตาเป็นประกาย “แม่จ๋า สายรุ้งนั่นสวยจังเลย หน่วนหน่วนชอบมาก”


    อันโหรวมองตามสายตาของลูกสาว บนผนังสีฟ้าขาวตรงกลางมีภาพสายรุ้งวาดอยู่ สายรุ้งดูสมจริงมาก ใต้สายรุ้งมีเด็กคนหนึ่งยืนอยู่ เด็กคนนั้นกำลังยิ้มแย้มเงยหน้ามองท้องฟ้า


    วิธีวาดแบบนี้สอดคล้องกับปณิธานของโรงเรียนอนุบาลรุ้งเจ็ดสี มีนัยว่าจะนำพาความหวังและอนาคตที่ดีงามมาให้เด็ก ๆ


    ดูท่าทางแล้วไม่เลวเลย


    ในตอนที่อันโหรวยิ้มมุมปากอย่างพอใจ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากด้านใน ด้วยความจำเป็นเลิศของเธอ อันโหรวจำได้ว่านี่น่าจะเป็นห่าวเหลย ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาล


    “สวัสดีค่ะ ฉันเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลรุ้งเจ็ดสี ห่าวเหลย” ห่าวเหลยอายุห้าสิบปีแล้ว เธอมีใบหน้าใจดี ยิ้มแย้ม กำลังจับมือกับอันโหรว 


    “สวัสดีค่ะท่านผู้อำนวยการห่าว ฉันชื่ออัน...อวี้หาน” อันโหรวตั้งใจจะบอกชื่อจริง แต่คิดไปคิดมาก็เปลี่ยนใจ และชี้ไปที่เด็ก ๆ เพื่อแนะนำ “นี่คือลูกชายของฉัน อันหยาง และลูกสาวของฉัน อันหน่วน เด็กทั้งสองคนอายุห้าขวบแล้ว ได้ยินชื่อเสียงของโรงเรียนคุณ จึงอยากจะมาสมัครเรียนให้ลูกค่ะ”


    ห่าวเหลยสวมกระโปรงสีม่วง แม้แต่การแต่งหน้าอย่างประณีตก็ปิดริ้วรอยที่หางตาไม่มิด เธอแอบมองเด็กทั้งสองคน ในใจกำลังประเมินอยู่


    อันหยางยื่นมือประสานที่ท้อง โค้งคำนับอย่างนอบน้อมสุภาพ “สวัสดีครับท่านผู้อำนวยการ จริง ๆ แล้วปีนี้ผมจะห้าขวบครึ่งแล้ว แต่แม่พูดให้ผมดูเด็กกว่าวัยน่ะครับ”


    อันโหรวสำลัก เกือบจะทุบอกร้องไห้ฟูมฟาย ลูกชายของเธอกลายเป็นตาแก่ตัวน้อยไปแล้วเหรอ? 


    “หยางหยาง ลูกพูดอะไรกับท่านผู้อำนวยการ!” อันโหรวก้มหน้าดุ แต่น้ำเสียงกลับไม่ได้แสดงการตำหนิแม้แต่นิดเดียว


    เธอรู้สึกเกร็งเล็กน้อย ไม่กล้าพูดมาก กลัวว่าเด็กทั้งสองคนจะเข้าเรียนไม่ได้


    แต่อันโหรวไม่คิดว่าห่าวเหลยกลับหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน ไม่ใช่รอยยิ้มที่ฝืนแกล้งทำ ห่าวเหลยพยักหน้าเล็กน้อย “มาที่ห้องทำงานของฉัน เด็ก ๆ พอใช้ได้ แต่ยังต้องสอบเข้าเรียนอยู่ดี”


    อันโหรวดีใจจนหน้าบาน รีบพูดเสริมหลายครั้ง “ได้ค่ะ ขอบคุณท่านผู้อำนวยการค่ะ”


    “แม่ครับ ทำอะไรต้องใจกว้าง ๆ” อันหยางพูดด้วยท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ตัวน้อย ‘สั่งสอน’ อันโหรวอยู่ ภายใต้สายตาชื่นชมของอันหน่วนที่เป็นประกายดั่งดวงดาว เขาเอามือทั้งสองไพล่หลัง เดินตามผู้อำนวยการห่าวไปอย่างโอ้อวด


    อันโหรวถูก ‘ตำหนิ’ จนสมองมึนงง จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา เธอรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น อุ้มลูกสาวเดินตามเข้าไปในห้องทำงาน