ตอนที่ 43 สมองไม่ดี
“เห็นแก่ที่นายสมองไม่ดี ฉันจะไม่ถือสาก็แล้วกัน” เด็กหนุ่มหรือก็คือเสิ่นเหลียงอวี้พูดอย่างคิดว่าตัวเองใจกว้าง
ถึงแม้ถังเหอจะมีบุคลิกอ่อนโยนใจเย็น แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะโกรธไม่เป็น
ไม่ว่าใครถูกคนอื่นคิดว่าสมองไม่ปกติหรือปัญญาอ่อนก็ไม่พอใจกันทั้งนั้น ดังนั้นถังเหอจึงกลอกตาใส่เสิ่นเหลียงอวี้อย่างไม่ปิดบัง
ดูท่าแล้วคนสมองไม่ปกติตัวจริงคงเป็นคนตรงหน้าเขาต่างหาก ส่วนเขาควรเป็นคนไม่ถือสาอีกฝ่ายถึงจะถูก
แน่นอนว่าเสิ่นเหลียงอวี้ผู้หนังหนา[1]ไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีเหล่านี้ของถังเหอ และเจิ้งหนานที่สังเกตเห็นก็ไม่ได้เตือนเขาเช่นกัน
ลานประลองเป็นโลกใบหนึ่งในตัวมันเอง อารีนา (สู้ด้วยสัตว์พันธะ) สนามประลอง (การต่อสู้คนเดียว) และลานประลอง (การต่อสู้ร่วมกับสัตว์พันธะ) เรียงตัวกันเป็นสามเหลี่ยม เป็นสามสัญลักษณ์หลักของโลกใบน้อยแห่งนี้
ในที่สุดทั้งสามก็มาถึงอารีนา เสิ่นเหลียงอวี้ปรายตามองถังเหออย่างถือตัว กล่าวว่า “เข้าไปสิ อย่าแม้แต่จะคิดหนีเชียว วันนี้ฉันจะให้นายได้เห็นความร้ายกาจของนายน้อยคนนี้”
ถังเหอไม่ได้ยินคำพูดอวดดีถือตัวของเสิ่นเหลียงอวี้เลยสักนิด ความสนใจของเขาถูกอาคารสูงใหญ่ตรงหน้าดึงดูดไปหมดแล้ว
สมกับเป็นอารีนา ตัวอาคารดูเหมือนสัตว์อสูรยักษ์ขนาดมหึมาตัวหนึ่ง และส่วนทางเข้าก็คือปากของสัตว์ตัวนี้ ตอนที่เดินเข้าไปก็รู้สึกเหมือนถูกสัตว์ตัวนี้กลืนลงท้อง ทำให้คนรู้สึกหวาดหวั่น
ถังเหอตามพวกเสิ่นเหลียงอวี้เข้าไปในอารีนา อีกฝ่ายเดินนำไปตลอดทางจนถึงลานประลอง
อารีนามีผู้คนเข้าออกทุกวัน ผู้คนคับคั่งหนาตา
เหล่าคนที่มาประลองสัตว์พันธะก็เยอะ คนมาดูก็มาก ว่ากันตามหลักแล้วแถวยาวขนาดนี้กว่าจะถึงตาเสิ่นเหลียงอวี้กับถังเหอคงใช้เวลานานมาก
แต่อย่างไรที่นี่เป็นโลกเสมือน ไม่มีอะไรเหลือเฟือเท่าพื้นที่ไร้ขีดจำกัดอีกแล้ว ลานประลองสัตว์พันธะมีอยู่เยอะแยะไปหมด
แน่นอนว่าอารีนาเองก็แบ่งออกเป็นแรงก์ต่างๆ เหมือนกัน ยิ่งตัวเลขน้อยยิ่งระดับสูง จำนวนยิ่งน้อย ตั๋วเข้าสนามก็ยิ่งแพง
ยกตัวอย่างเช่นลานประลองแรงก์หนึ่งก็คือสถานที่ที่แพงที่สุดจากทั้งอารีนา และมีจำนวนผู้ชมมากที่สุดด้วยเช่นกัน ผู้ทำสัญญาที่ชอบอวดฝีมือหลายคนชอบมาที่นี่ และเห็นได้ชัดว่าเสิ่นเหลียงอวี้คือหนึ่งในนั้น
ถังเหอไม่รู้เรื่องนี้เลย และไม่รู้ตัวเลยว่าการต่อสู้ของพวกเขาถูกผู้ชมมากมายมองอยู่ เพราะตอนนี้ในลานประลองตรงหน้าเขามีเพียงเสิ่นเหลียงอวี้ ส่วนรอบด้านว่างโล่งไม่มีใครเลย
ระหว่างการประลองสัตว์พันธะ เจ้าของสัตว์สามารถเลือกได้ว่าจะปิดกั้นผู้ชมหรือไม่ ถ้าไม่ปิดกั้นก็จะได้เห็นว่ามีผู้ชมอยู่มากแค่ไหน และเห็นปฏิกิริยาของพวกเขาด้วย
ถังเหอและเสิ่นเหลียงอวี้ยืนอยู่บนตำแหน่งที่จัดเตรียมไว้เพื่อเจ้าของสัตว์พันธะโดยเฉพาะบริเวณขอบลานประลองทั้งสองด้าน ขณะที่สัตว์พันธะยืนตรงหน้าพวกเขา
“เดี๋ยวพอสัตว์พันธะของฉันจะออกมา นายอย่าตกใจฉี่ราดซะล่ะ” เห็นได้ชัดว่าเสิ่นเหลียงอวี้มั่นใจในสัตว์พันธะของตัวเองมาก
ถังเหอก็อยากรู้เกี่ยวกับสัตว์พันธะของเสิ่นเหลียงอวี้มากเหมือนกัน เพราะถึงอย่างไรตั้งแต่เขามายังโลกใบนี้ สัตว์พันธะตัวเดียวที่เขาเคยเห็นก็คือหมาป่าลมกรด ไม่เคยเห็นตัวอื่นมาก่อนเลย
“ออกมา สิงโตเพลิงแดง!” เสิ่นเหลียงอวี้ตะโกนออกมาอย่างสุดแสนจะเบียว[2] จากนั้นตรงหน้าเขาก็ค่อยๆ ปรากฏร่างสูงใหญ่ทรงพลังของสัตว์พันธะตัวหนึ่งขึ้น
มันเป็นสิงโตตัวหนึ่งที่ตัวสูงใหญ่ยิ่งกว่ามนุษย์ ตัวทั้งตัวเป็นสีทองอร่าม สี่ขาเหยียบย่างอยู่บนเปลวเพลิง แม้จะอยู่ไกลกันขนาดนี้ก็ยังสัมผัสอุณหภูมิร้อนระอุของไฟได้
ช่าง…สง่างามและน่าเกรงขามจริงๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่ถังเหอได้เห็นร่างต้นแบบของสัตว์พันธะ ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยวอิ๋นที่เขาเก็บมาเลี้ยงก่อนหน้านี้หรือหมาป่าลมกรดที่เขารับเลี้ยงมาวันนี้ต่างก็อยู่ในรูปลักษณ์ของร่างจำแลงลูกสัตว์ ยังไม่เปลี่ยนสู่ร่างต้นแบบ
ร่างต้นแบบและร่างจำแลงของสัตว์พันธะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าบอกว่าร่างจำแลงของสัตว์พันธะน่ารักแล้วละก็ ร่างต้นแบบก็นับว่าน่าสะพรึงไปถึงจิตวิญญาณ
เชิงอรรถ
^ หมายถึงคนที่มีการตอบสนองต่อความรู้สึกคนช้า เช่นถูกคนจีบ ถูกคนด่า ก็ยังไม่รู้ตัว^ คำย่อของจูนิเบียว