เมืองหลิวเจียงตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายใหญ่ อันเป็เส้นทางค้าขายสำคัญที่เชื่อมโยงเมืองหลวงกับเมืองท่าทางใต้ แผ่นหินเรียบบนถนนสะท้อนแสงตะเกียงยามราตรี ร้านค้าต่าง ๆ เรียงรายเต็มสองฟากทาง กลิ่นผ้าไหมและเครื่องหอมลอยอบอวล เสียงเรียกขายของพ่อค้าแม่ค้าผสมปนเปกับเสียงกีบม้าและล้อเกวียนที่วิ่งผ่านไปมา สร้างบรรยากาศคึกคักของเมืองการค้าที่เจริญรุ่งเรือง
ร้านผ้าตระกูลหลิวตั้งตระหง่านอยู่กลางย่านการค้า เรือนไม้สองชั้นหลังคากระเบื้องสีน้ำเงินเข้ม ประตูบานเลื่อนแกะสลักลายัคู่ ประดับม่านผ้าไหมสีแดงสด ดูสง่างามสมฐานะเ้าของกิจการค้าที่มั่งคั่ง ป้ายไม้ใหญ่เขียนด้วยตัวอักษรทองคำระยิบระยับว่า "หลิวจี่ ผ้าไหมเลิศรส" แขวนอยู่เหนือประตูหน้าร้าน ภายในร้านจัดแสดงผ้าไหมสีสันสดใสนานาชนิด ั้แ่ผ้าไหมเนื้อละเอียดสำหรับชุดราตรี ไปจนถึงผ้าไหมหนาสำหรับเสื้อผ้าประจำวัน แต่ละม้วนผ้าถูกจัดเรียงอย่างประณีต เผยให้เห็นฝีมือการคัดสรรสินค้าชั้นเยี่ยม
หลิวหว่าน ภรรยาเ้าของร้าน อายุราวสามสิบแปดปี ยังคงงดงามดั่งดอกโบตั๋นบานสะพรั่ง ผิวพรรณขาวเนียนราวกับหยกขาว ไม่มีริ้วรอยแห่งกาลเวลาเลย ผมดำขลับมวยสูงประดับปิ่นหยกเขียวมรกต ที่ส่องแสงระยิบระยับใต้แสงตะเกียง นางสวมชุดผ้าไหมสีเขียวมรกตตัดเย็บอย่างประณีต เข็มขัดผ้าไหมสีทองคาดเอว เผยให้เห็นรูปร่างที่ยังคงเพรียวบางและเย้ายวน แม้จะผ่านการเป็แม่มาแล้ว นางยืนหลังเคาน์เตอร์จดบัญชีด้วยลายมืองาม นิ้วเรียวประดับแหวนหยกเขียวจับพู่กันเขียนตัวเลขอย่างชำนาญ ขณะเดียวกันก็เอาใจใส่ลูกค้าทุกคนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนและน้ำเสียงไพเราะ
"ท่านลูกค้า ผ้าไหมม้วนนี้เป็สินค้าใหม่ที่เพิ่งมาถึงจากเมืองหลวงเมื่อวานนี้เอง" นางพูดกับหญิงชราผู้หนึ่งที่กำลังััผ้าไหมสีม่วงอ่อน "เนื้อผ้านุ่มนวลและสีสันคงทน เหมาะสำหรับทำชุดเทศกาลปีใหม่เ้าค่ะ"
หญิงชราพยักหน้าพอใจ "ฮูหยินหลิวช่างรู้ใจลูกค้าจริง ๆ ข้าจะเอาสามศอก"
หลิวหว่านยิ้มหวาน "ขอบพระคุณมากเ้าค่ะ ข้าจะห่อให้อย่างดีเลย"
หลิวเหว่ย สามีของนาง อายุสี่สิบห้า รูปกายกำยำสูงใหญ่ ใบหน้าคมเข้มมีริ้วรอยแห่งกังวลจากการค้าขาย แต่ยังคงไว้ซึ่งความสง่างามของชายฉกรรจ์ ผมดำปนเงินหวีเรียบร้อย หนวดเครายาวตามแบบผู้ใหญ่ในตระกูลการค้า เขาสวมเสื้อผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักลายัทอง แสดงถึงฐานะและความมั่งคั่ง เขาเป็ผู้ตรงไปตรงมาในสายตาคนภายนอก มีชื่อเสียงในแวดวงการค้าว่าเป็คนซื่อสัตย์และเก่งกาจ ทว่าเมื่ออยู่กับภรรยาและบุตรี มักแสดงความอ่อนโยนออกมาอย่างไม่ต้องเอ่ยคำ สายตาของเขาเมื่อมองภรรยาและลูกสาวจะอ่อนโยนลงทันที ราวกับคนละคนกับตอนที่เจรจาธุรกิจ
"หว่านเอ๋อร์ วันนี้ลูกค้ามาเยอะเลยนะ" เขาเดินเข้ามาหาภรรยาพร้อมกับยิ้มอ่อนโยน "เมื่อสักครู่ข้าเห็นฮูหยินจางจากฝั่งตรงข้ามแม่น้ำมาซื้อผ้าไหมถึงห้าม้วนเลย"
หลิวหว่านหันมายิ้มให้สามี "ใช่เ้าค่ะ วันนี้ยอดขายดีมาก คงเพราะใกล้เทศกาลแล้ว ทุกคน้าเสื้อผ้าใหม่"
ส่วนหลิวเหมย บุตรสาวคนเดียว อายุยี่สิบปี รูปโฉมงดงามราวเทพธิดาจากนิทานโบราณ ดวงตาโตกลมเป็ประกายดุจน้ำค้างยามเช้า ขนตายาวโค้งงาม คิ้วเขียวเรียวราวใบหลิว จมูกโด่งสวยงาม ริมฝีปากอิ่มเต็มสีชมพูธรรมชาติ ผิวพรรณขาวใสเนียนนุ่มไร้ที่ติ ผมยาวสลวยดำขลับราวไหมดำ มักปล่อยสยายหรือมัดหลวม ๆ เผยให้เห็น่คอระหงและเนินอกอวบอิ่มใต้ชุดผ้าไหมบางเบา รูปร่างเพรียวบางแต่มีเส้นสายที่เย้ายวน เมื่อเดินจะมีท่าทางที่นุ่มนวลงดงาม ทำให้ใครเห็นก็ต้องหันมามอง
นางเฉลียวฉลาด รู้เื่การค้าั้แ่เยาว์วัย สามารถคำนวณราคาและเจรจาต่อรองได้อย่างชำนาญ มีเสน่ห์ที่ทำให้ชายหนุ่มในเมืองต่างหมายปอง แต่นางกลับแสดงความสนใจกับพ่อของตนเองมากเป็พิเศษ มักจะเข้าไปอยู่ใกล้ชิดเกินกว่าที่ลูกสาวควรจะทำ
"ท่านพ่อเ้าคะ" หลิวเหมยเดินเข้ามาด้วยท่าทางเย้ายวน ชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนที่นางสวมใส่พลิ้วไหวตามลมเบา ๆ "วันนี้ข้าช่วยท่านแม่ขายผ้าได้เก่งมากเลยนะเ้าคะ ขายได้ถึงสิบห้าม้วนเลย"
หลิวเหว่ยมองลูกสาวด้วยสายตาภาคภูมิใจ แต่ก็มีอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้นแฝงอยู่ "เหมยเอ๋อร์ของพ่อเก่งจริง ๆ ไม่ช้าก็เร็วจะได้เป็ภรรยาที่ดีของจวิ้นกงจื่อแน่นอน"
หลิวเหมยเดินเข้าไปใกล้พ่อมากขึ้น มือเรียวััแขนของเขาเบา ๆ "ท่านพ่อ ข้ายังไม่อยากแต่งงานเร็ว ๆ นี้เลยเ้าค่ะ อยากอยู่กับท่านพ่อและท่านแม่อีกสักพัก"
บริเวณที่อยู่ติดกันนั้นมีคฤหาสน์ที่อยู่ติดกันเป็ของจางเหา คหบดีชายวัย 50 ปี ผู้ทำธุรกิจหลายอย่างั้แ่เรือสินค้า โรงเตี๊ยม สุรา และร้านทองรวมถึงการปล่อยเงินกู้ ทำให้เขามีฐานะร่ำรวยมาก หน้าตาของเขายังหล่อเหลาและไร้ริ้วรอยเมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกัน ผิวพรรณยังตึงเต่า ผมดำปนเงินหวีเรียบร้อย มุมปากมักมีรอยยิ้มที่มีเสน่ห์และดูลึกลับ รวมถึงประกายตาที่แฝงความเ้าเล่ห์ในแบบพ่อค้าผู้มีประสบการณ์ รูปร่างสูงใหญ่ มีกล้ามเนื้อและลงพุงเล็กน้อยตามวัย แต่ยังคงดูแข็งแรงและมีเสน่ห์
ลักษณะบุคคลิกของเขาเป็คนเข้าถึงง่ายและชอบคุยค้าสมาคม มีมารยาทดี รู้จักการเข้าสังคม ทำให้เขาสนิทกับหลิวเหมย แม้จะอยู่ต่างวัยกันพอสมควร ด้วยเหตุผลที่เขาบอกว่า นางมีนิสัยร่าเริง เหมือนหลานสาวที่อยู่บ้านเดิมของเขา แต่ความจริงแล้ว เขามีเจตนาที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก
"เหมยเอ๋อร์ วันนี้ดูสดใสดีนะ" จางเหาเดินผ่านมาหน้าร้านผ้า ยิ้มให้หลิวเหมยอย่างอบอุ่น "ช่วยท่านแม่ขายของอีกแล้วสินะ"
หลิวเหมยหันไปยิ้มหวานให้จางเหา "เ้าค่ะ ท่านลุงจาง วันนี้ข้าช่วยท่านแม่ขายได้เยอะมากเลย" นางเดินเข้าไปใกล้เขามากขึ้น "ลุงจางมาซื้ออะไรหรือเปล่าเ้าคะ"
"ไม่หรอก ลุงแค่เดินผ่านมาเห็นร้านคึกคัก เลยแวะมาทักทาย" จางเหาตอบพร้อมกับมองหลิวเหมยจากหัวจรดเท้าอย่างรวดเร็ว "เหมยเอ๋อร์โตเป็สาวแล้วจริง ๆ ไม่ช้าก็เร็วจะมีคนมาสู่ขอแน่นอน"
หลิวหว่านที่ยืนอยู่ข้างหลังยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "พี่จางพูดถูกแล้วเ้าค่ะ เหมยเอ๋อร์ของเราโตเป็สาวงามแล้วจริง ๆ"
หลิวเหว่ยเดินเข้ามาใกล้ มองจางเหาด้วยสายตาเป็มิตร "พี่จาง ่นี้ธุรกิจเป็อย่างไรบ้าง ได้ยินว่าเรือสินค้าลำใหม่ของพี่เพิ่งมาถึงท่าเมื่อเช้า"
"อ๋อ ใช่แล้ว เพิ่งขนของลงจากเรือเสร็จ" จางเหาตอบ "มีผ้าไหมเกรดดีจากเมืองเหนือมาด้วย ถ้าหลิวน้องสนใจ พี่จะให้ราคาพิเศษ"
"ขอบใจมากขอรับ ่นี้สินค้าขายดี เราคงต้องเพิ่มแน่นอน" หลิวเหว่ยตอบ
ขณะที่ผู้ใหญ่สองคนคุยกันเื่ธุรกิจ หลิวเหมยก็ยืนฟังอยู่ข้าง ๆ แต่สายตาของนางกลับจับจ้องไปที่ใบหน้าของบิดา มองดูรูปร่างกำยำของเขาด้วยความชื่นชม เมื่อเขาหันมามองนาง หลิวเหมยก็ยิ้มหวานและกระพริบตาให้อย่างเย้ายวน
"เหมยเอ๋อร์ ไปช่วยท่านแม่เก็บของสิ" หลิวเหว่ยพูดกับลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"เ้าค่ะ ท่านพ่อ" หลิวเหมยตอบ แต่ก่อนจะเดินไป นางเดินเข้าไปใกล้หลิวเหว่ยมาก ๆ จนเกือบจะแนบตัว "ท่านพ่อ เดี๋ยวข้าจะมาช่วยท่านพ่อคิดเงินนะเ้าคะ ข้าคิดเลขเก่งมากนะเ้าคะ"
หลิวเหว่ยรู้สึกตัวร้อนขึ้นเมื่อลูกสาวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจากผมและผิวกายของนางทำให้เขารู้สึกแปลก ๆ "อ๋อ... ได้ ๆ เหมยเอ๋อร์ช่วยพ่อได้เสมอ"
จางเหาสังเกตเห็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูก รอยยิ้มลึกลับเผยออกมาจากมุมปาก "น้องหลิว เ้ามีลูกสาวเก่งขนาดนี้ คงภูมิใจมาก"
"ใช่ครับ เหมยเอ๋อร์เป็ลูกที่ดีมาก" หลิวเหว่ยตอบ แต่สายตายังคงตามหลิวเหมยที่เดินไปช่วยมารดา
่นี้ บ้านตระกูลหลิวเต็มไปด้วยความยินดี เพราะตระกูลหลี่จากเมืองข้างเคียงได้ส่งคนมาสู่ขอกำหนดการหมั้นหมายบุตรสาวให้สมรสกับ หลี่จวิ้น บุตรชายคนโตวัยยี่สิบสี่ปี ชายหนุ่มหน้าตาดี รูปร่างสูงโปร่ง มีการศึกษาดี เป็บัณฑิตที่เพิ่งสอบบรรจุราชการในกรมทหารของเมืองหลวง มีอนาคตที่สดใส การสมรสครั้งนี้จะผูกมิตรระหว่างสองตระกูลการค้า และเปิดช่องทางขยายกิจการร้านผ้าไปยังเมืองหลี่เฉิง ซึ่งเป็เมืองการค้าที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง
ข่าวการหมั้นหมายนี้แพร่กระจายไปทั่วย่านการค้า ทำให้ใครต่อใครต่างแสดงความยินดีและอิจฉาไปพร้อม ๆ กัน เพราะหลิวเหมยเป็หนึ่งในสาวงามที่ชายหนุ่มในเมืองต่างใฝ่ฝันอยากได้เป็ภรรยา
"ได้ยินว่าตระกูลหลี่ส่งทองคำมาเป็สินสอดถึงสิบสลึงเลย" หญิงชราคนหนึ่งกระซิบกับเพื่อนขณะเดินผ่านหน้าร้าน
"ใช่แล้ว และยังมีผ้าไหมจากเมืองหลวงอีกยี่สิบม้วน" อีกคนตอบ "หลิวเหมยโชคดีจริง ๆ ได้สามีที่ดีทั้งหน้าตาและฐานะ"
หลิวหว่านที่ได้ยินก็ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ แต่ในใจก็มีความกังวลเล็กน้อย เพราะลูกสาวยังเยาว์วัยและดูจะยังไม่พร้อมสำหรับการแต่งงาน
ค่ำวันหนึ่ง หลังปิดร้าน ครอบครัวสามคนนั่งล้อมโต๊ะรับประทานอาหารเย็นในห้องโถงด้านหลัง โต๊ะไม้สักแกะสลักลายัวางอยู่กลางห้อง บนโต๊ะมีอาหารมื้อค่ำที่อุดมสมบูรณ์ ทั้งปลาน้ำจืดนึ่งซีอิ๊ว ไก่ผัดขิง ผัดผักคะน้า ซุปเห็ดหอม และข้าวหอมมะลิที่หุงสุกอร่อย แสงตะเกียงส่องให้เห็นใบหน้าของทุกคนอย่างอบอุ่น
หลิวหว่านตักซุปใส่ชามบุตรี ยิ้มอ่อนโยนแล้วเอ่ยว่า
"เหมยเอ๋อร์ วันนี้เ้าดูงดงามยิ่งขึ้นทุกวันเสียด้วยสิ ผิวพรรณเนียนใสเหมือนหยกขาว ไม่ช้าก็เร็วหลี่จวิ้นจะต้องหลงใหลแน่นอน"
หลิวเหมยยิ้มหวานตอบ น้ำเสียงนุ่มนวลเหมือนไหมใส
"ก็ต้องขอบคุณท่านแม่ที่ถ่ายทอดวิชาดูแลตนเองให้ข้านี่เ้าคะ ท่านแม่ยังงามสง่ากว่าลูกเสียอีก ท่านแม่ดูเหมือนพี่สาวของข้ามากกว่าจะเป็แม่เลย"
หลิวเหว่ยหัวเราะเบา ๆ วางตะเกียบลง มองบุตรสาวด้วยสายตาอ่อนโยนกว่าปกติเล็กน้อย แต่ก็มีอะไรบางอย่างที่ลึกซึ้งกว่านั้นแฝงอยู่
"ทั้งท่านแม่และเ้าก็งามจนข้าตัดสินมิได้แล้วกระมัง ข้าคิดว่าเหมยเอ๋อร์ของเรานั้นงามเลิศยิ่ง ไม่มีสาวใดในเมืองนี้เทียบได้"
หลิวเหมยเอื้อมมือไปจับหลังมือบิดา นิ้วเรียวลูบไล้เบา ๆ อย่างเอาใจใส่ การัันั้นนุ่มนวลและอบอุ่น ทำให้หลิวเหว่ยรู้สึกตัวร้อนขึ้นเล็กน้อย
"ท่านพ่อ ข้าเชื่อคำท่านพ่อที่สุดในใต้หล้า ขอให้ท่านพ่อดูแลข้าด้วยนะเ้าคะ ข้าจะเป็ลูกสาวที่ดีของท่านพ่อตลอดไป"
หลิวหว่านถอนใจเบา ๆ มองสามีและบุตรีด้วยความอบอุ่นในใจ แต่ก็สังเกตเห็นว่าสามีดูจะมีความสนใจในตัวลูกสาวมากเกินไปเล็กน้อย
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าดีใจนักที่ท่านทั้งสองเห็นด้วยกับการหมั้นหมายครั้งนี้ หลี่จวิ้นส่งจดหมายมาอีกฉบับวันนี้ บอกว่าจะมาเยี่ยมในอีกสองวันข้างหน้า พร้อมกับนำของขวัญมาฝากด้วย"
หลิวเหว่ยพยักหน้า น้ำเสียงหนักแน่นแต่ก็มีความกังวลแฝงอยู่
"ดีนัก ข้าจะได้คุยรายละเอียดวันแต่งงานให้ชัดเจน ตระกูลหลี่นั้นนับว่าดีเลิศทั้งฐานะและบุคลิกภาพ หลี่จวิ้นเป็ชายหนุ่มที่มีอนาคต เหมยเอ๋อร์จะได้มีชีวิตที่สุขสบาย"
หลิวหว่านพยักหน้ารับ แต่ในใจอดห่วงมิได้
"ข้ายินดีนักที่เหมยเอ๋อร์จะได้สมรสกับสามีที่ดี ทว่า... ข้าก็อดห่วงมิได้ เหมยเอ๋อร์ยังเยาว์วัยอยู่เลย ยังไม่รู้เื่โลกมากนัก"
หลิวเหมยยิ้มบาง ๆ ตอบว่า น้ำเสียงมีความมั่นใจที่แปลก
"ท่านแม่ ลูกโตพอแล้วเ้าค่ะ และข้าเชื่อมั่นว่าท่านพ่อกับท่านแม่จะคอยคุ้มครองลูกเสมอ ข้ารู้ว่าท่านพ่อรักข้ามากที่สุด"
หลิวเหว่ยเอื้อมมือลูบศีรษะบุตรีเบา ๆ การัันั้นอ่อนโยนแต่ก็มีอะไรที่ลึกซึ้งกว่านั้น
"เหมยเอ๋อร์ของข้าโตเป็สาวงามแล้วจริง ๆ ข้าจะดูแลเ้าให้ดีที่สุด ไม่ให้ใครมาทำร้ายเ้าเด็ดขาด"
ค่ำคืนนั้น หลังอาหารมื้อค่ำสิ้นสุด หลิวหว่านเข้านอนเคียงข้างสามี นางโอบกอดเขาแน่น แต่ััได้ถึงความห่างเหินที่เพิ่มขึ้นใน่หลายเดือนมานี้ การััของเขาดูเป็หน้าที่มากกว่ารักใคร่ เขาไม่ค่อยมีความกระตือรือร้นเหมือนแต่ก่อน นางถอนใจในใจ คิดว่าคงเพราะงานการค้าหนักหน่วงและความกดดันจากสาขาต่างเมือง หรืออาจเพราะอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้ความ้าลดลง
"ท่านพี่ ่นี้ท่านดูเหนื่อยล้ามาก มีอะไรกังวลใจหรือเปล่าเ้าคะ" หลิวหว่านถามด้วยความห่วงใย
"ไม่มีอะไรหรอก หว่านเอ๋อร์ ข้าแค่ล้าจากงานที่ยุ่งนิดหน่อย" หลิวเหว่ยตอบสั้น ๆ แล้วหันหลังให้ภรรยา
แต่ที่มุมมืดของเรือน หลิวเหมยยืนอยู่หน้าประตูห้องบิดามารดา มองบานประตูที่ปิดสนิทด้วยรอยยิ้มบาง ๆ ที่มีความหมายลึกซึ้ง ก่อนหันกายเดินกลับห้องตนเองอย่างเงียบเชียบ เสียงฝีเท้าเบาราวขนนก
ในห้องนอนของนาง แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างไม้แกะสลัก ทำให้เห็นเงาร่างของนางอย่างชัดเจน นางนั่งหน้ากระจกทองเหลือง ถอดปิ่นหยกออก ผมยาวสลวยพลิ้วไหลลงมาราวน้ำตก
คืนนั้น บ้านตระกูลหลิวเงียบสงบราวกับไม่มีคลื่นใด ๆ เสียงจิ้งหรีดร้องเศร้าใต้แสงจันทร์ ทว่าลึก ๆ แล้ว ไฟปรารถนาและแผนการลับเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน ราวกับเมฆดำที่กำลังรวมตัวก่อนพายุใหญ่จะมาถึง