" เสี่ยวหยุน เจ้าได้ของวิเศษอันใด รีบนำออกมาให้เกอชมดู " หวังเอ้อเหมารับทวงถามจางหยุนทันทีที่อยู่กันตามลำพัง
" เป็นไข่มุกเม็ดนึง ข้าก็ไม่ทราบชื่อ " จางหยุนกล่าวคำพร้อมกับล้วงมุกสีขาวนวลออกมาหมุนให้หวังเอ้อเหมาชมดู
" ดูธรรมดายิ่ง มันวิเศษยังไงเสี่ยวหยุน " หวังเอ้อเหมาเอ่ยถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสัย
" หากข้าถ่ายเทพลังปรานลงไปในมุกเม็ดนี้ มุกจะแผ่สายฟ้าออกมา ในตอนนี้ข้าก็ยังไม่อาจควบคุมมันได้ จึงไม่อาจแสดงให้เจ้าชมดู " จางหยุนกล่าววาจายิ้มแย้ม
" คงไม่ใช่ว่าเจ้าหยิบขยะออกมากระมัง ทางหอหมื่นสมบัติถึงได้ไม่ประกาศชื่อของวิเศษที่เจ้านำออกมา " หวังเอ้อเหมาอดแดกดันจางหยุนไม่ได้
โดยทั่วไปหลังจากมีการเลือกสมบัติออกมาจากหอหมื่นสมบัติ ทางหอจะทำการประกาศชื่อสมบัติที่ถูกเลือกออกไป เนื่องจากสมบัติทุกชิ้นได้มีการลงทะเบียนไว้เรียบร้อยหมดแล้ว ทุกผู้คนย่อยทราบได้ว่าชิ้นไหนถูกเลือกออกไป เหตุการณ์แบบนี้ยังไม่เคยมีมาก่อน อย่างน้อยก็ในความทรงจำของมัน แม้แต่ตัวจางหยุนเองยังเกิดความมึนงงสงสัยไม่น้อย หลังจากขบคิดอยู่สักพักมันก็ยอมแพ้ชั่วคราวเก็บข้อสงสัยนี้ไว้ไปถามผู้อาวุโสเซี่ยอันงดงามดีกว่า จางหยุนกับหวังเอ้อเหมาจึงรีบจัดเตรียมข้าวของเพื่อย้ายไปยังสังกัดหอของตนเอง
ที่ว่าขนข้าวของพวกมันกลับมีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชุดเท่านั้น หยิบจับเพียงชั่วครู่ก็หมดสิ้น หลังจากเก็บข้าวของเรียบร้อยแล้วพวกมันทั้งสองก็ช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาดห้องเป็นครั้งสุดท้าย
" น้องสาม เจ้าดูแลตัวเองดีๆด้วย หากมีเรื่องอันใดหรือถูกผู้ใดรังแก ให้รีบส่งข่าวหาข้า ไม่ว่าเป็นผู้ใด ข้าจะก็จะไม่ไว้หน้าเด็ดขาด " หวังเอ้อเหมากล่าวคำร่ำลา ถึงแม้ว่าเพียงแยกสังกัดแต่กับพวกมันที่อยู่ร่วมกันมายาวนานกลับทำใจได้ไม่ง่ายนัก
" ถึงแม้ว่าผู้ที่รังแกข้าจะเป็นสตรีหรือ " จางหยุนกล่าววาจาหยอกเย้า
" สตรีแล้วเป็นอย่างไร หากกล้ารังแกพี่น้องข้า ข้าจะทุบตีให้หมดสิ้น ข้าหาใช่ปิศาจราคะผู้หลงไหลความงามจนลืมพี่น้องไม่ " หวังเอ้อเหมากล่าววาจาขึงขัง จางหยุนอดหัวเราะไม่ได้ ขณะจะกล่าวคำกลับมีเสียงดังขึ้น
" ท่านหวังเอ้อเหมาเข้มแข็งยิ่ง พึ่งเข้าเป็นศิษย์ฝ่ายในก็เอ่ยวาจาจะทุบตีเราแล้ว " น้ำเสียงสดใสแว่วดังก่อนที่สตรีร่างเล็กสวมชุดสีฟ้าจะก้าวตามมา หวังเอ้อเหมาถึงกับสะดุ้งเฮือก
" ข้าพเจ้าไหนเลยกล้าทุบตีศิษย์พี่เซี่ยถง ข้าพเจ้าหมายถึงผู้ที่จะมารังแกเสี่ยวหยุนเท่านั้น " หวังเอ้อเหมากล้าวาจาประจบพร้อมกับแยกเขี้ยวหัวร่อ
" นี่เจ้ากำลังบอกว่าคนของหอคัมภีร์ข้าเป็นอันธพาลรังแกศิษย์น้องหยุนงั้นหรือ " เซี่ยถงกล่าววาจาขึงขัง พร้อมกับเริ่มขมวดแขนเสื้อ เตรียมจะเอาเรื่องหวังเอ้อเหมา
" เป็นข้าพเจ้ากล่าววาจาไม่ยั้งคิด ทำให้ศิษย์พี่ต้องมีโทสะ ต้องขอโทษศิษย์พี่ด้วย" เซี่ยถงเป็นถึงหลานของผู้อาวุโสเซี่ย หวังเอ้อไหนเลยจะกล้ามีปัญหาด้วย จึงรีบระงับโทสะของนางโดยเร็ว
" ข้าจะยกโทษให้เจ้าสักครั้งละกัน " หลังจากได้แสดงอำนาจของศิษย์พี่เซี่ยถงอารมณ์ดียิ่ง ที่ทำไปเพียงเพื่อหยอกเย้าหวังเอ้อเหมาเพียงเท่านั้น
" อาหยุนท่านอาเซี่ยเรียกเจ้าเข้าพบ ท่านบอกว่าหากเจ้าขนของเสร็จแล้วไปพอท่านที่เก๋งน้อยกลังกอคัมภีร์ด้วย " พอกล่าววาจาเสร็จเซี่ยถงสะบัดหน้าเดิมจากไป
" ทราบแล้วศิษย์พี่หญิง " จางหยุนขานรับ เมื่อเห็นนางเดินจากไปถึงหันไปกล่าวกับหวังเอ้อเหมาต่อ
" อาเหมา เมื่อไปถึงหอร้อยรบแล้วโปรดระวังคำพูดด้วย อย่าได้ไปยั่วโทสะผู้ใดจนเกิดเรื่องขึ้น หลังจากพวกเราบรรลุถึงขั้นจ้าวยุทธ์ เราจะไปทำภารกิจที่อาจารย์มอบหมายให้เสร็จสิ้น พร้อมทั้งออกตามหาพี่ใหญ่กับน้องเล็ก " แววตาของจากหยุนเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
" ยังมีต้องถล่มรังสุนัขเทียนหวางให้ราบอีกด้วย" หวังเอ้อเหมากล่าววาจาพร้อมขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เมื่อกล่าวจบสองพี่น้องจึงแยกย้ายไปยังสังกัดของตน
" หลังจากเด็กนั่นออกจากหอหมื่นสมบัติ ทางหอกลับไม่ได้ประกาศ ถึงรางวัลที่เด็กนั่นเอาออกไปด้วย นี่กลับผิกปกติเป็นอย่างยิ่ง " บุรุษสวมชุดยาวสีขาวนั่งอยู่หัวโต๊ะกล่าวตั้งข้อสงสัย
" ความเป็นไปได้มีเพียงสมบัติชิ้นนั้นไม่ได้ถูกจดบันทึกลงในทำเนียบหมื่นสมบัติ หรือไม่ต้องการปกปิดอะไรบ้างอย่าง " ชายกลางคนสวมชุดดำแสดงความคิดเห็น
" เป็นความผิดของเราเองที่ไม่อาจคว้าอันดับหนึ่งได้ ทำให้แผนการณ์ของเราต้องเลื่อนไปอีก หลายปี" ชายหนุ่ม เอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
" หากเป็นอย่างที่เราคาดคิด ของชิ้นนั้นอาจอยู่ที่เจ้าเด็กนั่น หากเป็นเช่นนั้นเรากลับไม่ต้องรออีกหลายปีแล้ว " บุรุษชุดสีขาวยิ้มเหี้ยมเกรียม
" ส่งคนจับตามองมันอย่างใกล้ชิด เตรียมคนติดต่อกับทางชุมนุมลับไว้ด้วย "
ที่พักศิษย์ฝ่ายในหอคัมภีร์
" ที่พักของพวกเจ้า อยู่ทางด้านนี้ ข้าพึ่งให้สาวใช้ทำความสะอาดไป เนื่องจากหอเราส่วนใหญ่เป็นเป็นศิษย์สตรี พวกเจ้าห้ามเดินเพ่นพ่านเด็ดขาดโดยเฉพาะทางด้านนั้นที่เป็นที่พักของศิษย์สตรี ลืมแนะนำตัวต่อพวกเจ้า ข้าชื่อมู่เจียง เรียกข้าว่าศิษย์พี่มู่ก็ได้ เก็บข้าวของเสร็จแล้วไปหาผู้อาวุโสเซี่ยด้วยล่ะ " หลังจากมู่เจียงพาจางหยุนและกัวหย่งมายังที่พัก นางก็เดินจากไป
ห้องพักของศิษย์ฝ่ายในกลับกว้างขวางกว่าห้องของศิษย์ฝ่ายนอกมาก เนื่องจากนี่เป็นที่พักของศิษย์ฝ่ายในซึ่งนับว่าเป็นศิษย์ของสำนักอย่างแท้จริง ภายในห้องแบ่งเป็นสองฝั่ง โดยที่มีเตียงอยู่คนละฝั่ง กลางห้องมีโต๊ะกลมอยู่หนึ่งชุด พร้อมกับมีชุดชงชาตั้งอยู่ หลังจากจัดของเสร็จแล้วจางหยุนจึงบอกกะบกัวหย่งแล้วจึงออกไปหาผู้อาวุโสเซี่ยที่เก๋งหลังหอคัมภีร์
ที่ว่าเก๋งหลังหอคัมภีร์กลับไม่สามารถเดินทางจากทางหอคัมภีร์ได้โดยตรง กลับต้องเดินอ้อมภูเขาจำลองอันมีทิวทัศน์งดงาม ด้านข้างสระน้ำมีต้นหลิวพริ้วไหวลูบไล้ไปตามแรงลม เมื่อจางหยุนเดินมาถึงเก๋งกลับพบเพียงเซี่ยหยูเฟยนั่งเอนกายหลับตาพักผ่อนอยู่เพียงลำพัง เมื่อเห็นดังนั้นจางหยุนจึงก้าวเท้าเข้าไปประสานมือโน้มตัวลงคำนับ
" ศิษย์จางหยุน น้อมพบผู้อาวุโสเซี่ย "
" นั่งลงเถอะ " เซี่ยหยูเฟยชี้มือไปยังเก้าอี้ด้านข้างโดยที่ยังไม่ลืมตา
จางหยุนโน้มกายทำความเคารพอีกครั้งแต่ไม่เอ่ยวาจาเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้อย่างว่าง่าย
" เจ้าเลือกสิ่งใดจากหอหมื่นสมบัติ " เซี่ยหยูเฟย ถามโดยไม่ใส่ใจนัก
" เป็นมุกเม็ดหนึ่งขอรับ " จางหยุนเอ่ยคำพร้อมกับล้วงมุกออกมาประคองส่งให้เซี่ยหยูเฟย
เซี่ยหยูเฟยค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ ขนตางอนค่อยๆขยับขึ้นตามเปลือกตา เหลือบตามองอย่างไม่สนใจนัก แต่ทันทีที่สายตากระทบเข้ากับมุกนางกลับอุทานดังอา พลางรำพึงรำพันในใจ
เจ้ากลับเลือกมุกทัณฑ์ฟ้าเช่นเดียวกับเขา
เซี่ยหยูเฟยสงบจิตใจอย่างรวดเร็ว พลางประกบมือสร้างตราประทับผนึกเป็นม่านวารีป้องกันเสียงขึ้นอย่างรวดเร็ว
" ทราบที่มาของมันหรือไม่ "
" ศิษย์ไม่ทราบ " จางหยุนตอบอย่างซื่อตรง
" นี่คือมุกทันฑ์ฟ้า หากทำการถ่ายพลังปรานเข้าไปมุกเม็ดนี้จะเปลี่ยนพลังปรานบริสุทธิ์เป็นปรานสายฟ้าที่มีพลังเกรี้ยวกราดรุนแรง อย่างที่เจ้าทราบธาตุสายฟ้าเป็นหนึ่งในธาตุพิเศษที่คนเราไม่อาจมีติดตัวตั้งแต่กำเนิด ต้องใช้วิธีการเฉพาะสร้างธาตุสายฟ้าขึ้นมาภายในร่าง และโดยทั่วไปมักจะใช้วิธีการนำเม็ดพลังจินตันไปรับการฟาดฟันจากสายฟ้านับพันครั้ง เพื่อค่อยๆเพิ่มธาตุสายฟ้าเข้าสู่เม็ดพลังจินตันจนค่อยๆแปรสภาพกลายเป็นธาตุสายฟ้าในที่สุด หลังจากเปลี่ยนธาตุโดยกำเนิดเป็นธาตุสายฟ้าคนผู้นั้นต้องทำการเริ่มทำความเข้าใจในกฎของพลังธาตุสายฟ้าตั้งแต่ต้น แต่ก็มักจะทำได้ค่อนข้างยากเพราะไม่ใช่ธาตุโดยกำเนิดทำให้ผู้ที่ฝึกยุทธ์ธาตุสายฟ้านั้นจะทะลวงด่านเป็นขั้นราชันยุทธ์มีน้อยยิ่งกว่าน้อย อย่าว่าแต่ขั้นเทพยุทธ์ที่พันปีมานี้มีเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น " เซี่ยหยูเฟยทบทวนอยู่ชั่วครู่จึงกล่าวต่อ
" มุกทัณฑ์ฟ้าเม็ดนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น สามารถเปลี่ยนพลังปรานบริสุทธิ์เป็นธาตุสายฟ้าโดยตรง แต่นี่ยังคงเป็นวัตถุภายนอกหาใช่เม็ดพลังจินตันที่ไม่ต่างกับอวัยวะชิ้นหนึ่งของร่าง ทำให้ผู้ที่ใช้มุกทัณฑ์ฟ้าศึกษากฎเกณฑ์ธาตุสายฟ้าได้ยากขึ้นอีกหลายเท่า และเงื่อนไขสำคัญคือความบริสุทธิ์ของพลังปรานที่ถ่ายเข้าไปในมุกยิ่งต้องการความบริสุทธิ์สูงยิ่งเจือปนพลังธาตุอานุภาพจะยิ่งลดทอนลงไปหลายส่วน ทำให้ในอดีตถึงแม้ว่าจะมีผู้คนทดลองนำมุกเม็ดนี้ไปใช้ก็ต้องนำมาคืนเพราะการแปรปรานบริสุทธิ์กลับทำได้ยากและช้าทำให้การใช้ธาตุโดยกำเนิดสะดวกดายกว่ามาก "
ถึงแม้ว่าจางหยุนจะพอทราบเกี่ยวกับธาตุสายฟ้ามาบ้าง แต่เมื่อฟังจากปากของเซี่ยหยูเฟยถึงตื่นตะลึง โดยเฉพาะวิธีเปลี่ยนเป็นธาตุสายฟ้ายิ่งทำให้ขนลุกขนชัน เม็ดพลังจินตันเปรียบได้กับแหล่งพลังของชนชั้นจ้าวยุทธ์หากถูกทำลายทิ้งย่อยต้องสูญเสียใหญ่หลวงอย่างน้อยพลังยุทธ์ถดถอย อย่างมากถึงขั้นพิการล้มตาย แล้วนี่ต้องถูกสายฟ้าฟาดเป็นพันครั้ง นั่นอันตรายถึงเพียงไหน
" ไม่ทราบว่าศิษย์จะใช้มุกเม็ดนี้ผ่านวิธีการใดขอรับ " จางหยุนเอ่บถามออกไปตรงๆดีกว่าต้องมางมหาวิธีการเอง
" นั่นกลับไม่ยากเย็น...."
หลังจากเซี่ยหยูเฟยบอกกล่าวจนหมดสิ้นจึงบอกให้จางหยุนกลับไปพักผ่อน แล้วจึงเข้าพิธีกราบอาจารย์ ในวันพรุ่งนี้ หลังจากที่นางสลายค่ายกลแล้วจางหยุนประสานมือคารวะจรดพื้นกล่าวคำอำลาพร้อมกับหันกายหมายจากไป
" เรื่องในวันนี้ห้ามบอกผู้ใดทั้งสิ้น ห้ามเอ่ยถึงของสิ่งนั้นด้วย " เซี่ยหยูเฟยเอ่ยคำทิ้งท้าย
จางหยุนงุนงงเพียงครู่ ขบคิดสักพักจึงเข้าใจได้ว่าเซี่ยหยูเฟยหมายถึงมุกทัณฑ์ฟ้า จึงก้มลงคารวะอีกครั้งแล้วหันกายจากไป