ตอนที่ 37 นายเป็นอัลฟ่า
“ที่นี่ไม่ใช่ห้องอ่านหนังสือ”“เอ่อ...ครับ ผมกำลังจะออกไปที่ห้องอ่านหนังสือเดี๋ยวนี้แหละ” “ใช้นี่แทนสิ”ลานเซลอตขยับมาขวางทางเฉินอันหลานไว้พร้อมกับล้วงไปหยิบโทรศัพท์มือถือออกจากกระเป๋าเสื้อสูทส่งให้คนตรงหน้า เฉินอันหลานขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเหลือบตามองอัลฟ่าที่มักจะเอาแต่แสดงสีหน้าไร้อารมณ์คนนั้นนิ่ง ๆ ดวงตาสีดำสนิทยังคงลึกล้ำและยากคาดเดาไม่เปลี่ยนไบรอัน ซิพที่นอนแผ่อยู่ด้านล่างยังส่งเสียงครางน่าอับอายให้ได้ยินอยู่เรื่อย ๆเฉินอันหลานมองไปทางลานเซลอตแล้วชั่งใจกับตัวเองอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายจึงตัดสินใจเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือมา ระหว่างที่เฉินอันหลานกำลังกดเบอร์ของฝ่ายบริการผู้โดยสารบนเรืออยู่นั้น เสียงทุ้มต่ำที่ดังอยู่เหนือศีรษะเขาก็ลอยมาเข้าหูชัดถ้อยชัดคำลานเซลอตบอกว่าไบรอัน ซิพเป็นโอเมก้าที่ใช้ยาเพื่อปกปิดสถานะของตัวเองยา...ปกปิด...มือที่กำลังกดโทรศัพท์หยุดชะงักลงในทันที เขาหันกลับไปมองคนพูดอีกครั้ง วินาทีที่ได้สบประสานกับนัยน์ตาสีดำคู่นั้น ความเคร่งเครียดก็ถาโถมเข้ามาในจิตใจของเฉินอันหลาน“ตกใจเหรอ?” ดวงตาคมที่จ้องมองและประโยคคำถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบถูกส่งมาจากผู้นำตระกูลเอสเต เฉินอันหลานพยายามบังตัวเองให้สงบลง จะให้คนตรงหน้ารับรู้ถึงความหวาดกลัวในจิตใจเขาไม่ได้เด็ดขาด เฉินอันหลานปั้นหน้านิ่งแล้วจ้องกลับไปยังลานเซลอต เขามองลึกเข้าไปผ่านนัยน์ตาสีดำสนิทที่ดูคล้ายว่าจะสามารถอ่านใจคนได้อย่างทะลุปรุโปร่งคู่นั้น“ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่น่าตกใจจริง ๆ ครับ แต่ถึงเขาจะเป็นโอเมก้า...มันก็เปลี่ยนความจริงที่ว่าเขาเป็นฆาตกรไม่ได้อยู่ดี”“นั่นสินะ” ลานเซลอตคุกเข่าลงด้านข้างโอเมก้าที่กำลังฮีท นิ้วเรียวยาวค่อย ๆ ลากไล้ไปตามกรอบหน้าของไบรอัน ซิพอย่างแผ่วเบาเพียงเศษเสี้ยวนาทีที่ปลายนิ้วนั้นลากผ่าน ไบรอัน ซิพก็ไม่ต่างจากคนติดยา เขายืดตัวตามนิ้วมือของลานเซลอตไปอย่างหน้าไม่อาย คลานเข้าไปใกล้อีกฝ่ายอย่างเชื่องช้าและนอนหมอบอยู่แทบเท้าอัลฟ่าผู้สูงศักดิ์ด้วยใบหน้าแดงก่ำ หมดสิ้นซึ่งศักดิ์ศรีความเป็นลูกรัฐมนตรี ไม่มีแม้แต่ความกระหายในการล้างแค้น เวลานี้เขากลายเป็นเพียงโอเมก้าที่ยอมสยบต่ออัลฟ่าเท่านั้นแต่ไบรอันก็ทำได้แค่นอนหมอบอยู่ที่ปลายเท้าอีกฝ่ายนิ่ง ๆ เพราะถึงจะอยากสัมผัสมากขนาดไหนแต่กลิ่นอายอัลฟ่าจากลานเซลอตนั้นแข็งแกร่งเกินไป และต่อให้กำลังฮีทอยู่ก็ตามแต่เขาก็ไม่กล้าแตะตัวอัลฟ่าตรงหน้าอยู่ดี แน่นอนว่าแทบไม่ต้องหวังถึงเรื่องอย่างว่าเลยลานเซลอตสามารถล่อลวงให้ไบรอัน ซิพตกอยู่ภายใต้การควบคุมของตัวเองได้อย่างง่ายดายเพียงปลายนิ้วลากผ่านเท่านั้น ล่อลวงให้โอเมก้ามองเห็นเพียงเขา ลุ่มหลงเพียงเขา มัวเมาอย่างไร้ศักดิ์ศรี และภาพตรงนี้ทำให้ความกรุ่นโกรธปรากฏขึ้นในใจเฉินอันหลาน ซึ่งเขารู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่นั้น...อัปยศอดสูนั่นแหละความรู้สึกของเขาเฉินอันหลานจำได้ดี ตอนฮีทครั้งแรกเขาก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่าไบรอันในตอนนี้เท่าไหร่นัก หรืออาจจะแย่กว่า...“เขาเสพยา และยานั่นทำให้เขาคิดว่าตัวเองเป็นอัลฟ่า”“ลงมือฆ่าคนเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นอัลฟ่า? ดูไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจเท่าไหร่เลยนะครับ”“แต่มันก็ทำให้เขามีความสุขที่ถูกปฏิบัติเหมือนเป็นอัลฟ่าจริง ๆ”“คุณจะหมายถึงการได้มีอะไรกับโอเมก้าคนอื่นเนี่ยนะ?”ลานเซลอตดึงนิ้วกลับแล้วยืนขึ้น เขาหมุนตัวกลับมาหาเฉินอันหลานอีกครั้ง ดวงตาคมสบประสานกับคู่สนทนา“ก่อนหน้านี้ฉันได้เจอโอเมก้าที่ใช้ยานี่เหมือนกัน”“เขาเหรอครับ?” เฉินอันหลานถามออกไปทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจลานเซลอตหยิบผ้าจากกระเป๋าหน้าอกออกมาเช็ดนิ้วตัวเองที่สัมผัสไบรอันเมื่อครู่ก่อนจะหันมาตอบคำถามเฉินอันหลาน“กลิ่นแตกต่าง เสียงก็เพราะกว่าเขามาก” ประกายบางอย่างวาบผ่านนัยน์ตาสีดำคู่นั้นได้ฟังแค่นั้น ใบหน้าของเฉินอันหลานก็เปลี่ยนสีไปในทันตา เขาเผลอกัดฟันแน่นอย่างลืมตัว“งั้นคุณจะบอกว่ามีคนอื่นที่ปกปิดสถานะของตัวเองเหมือนกับเขาอยู่บนเรือลำนี้ด้วยอย่างนั้นเหรอ?”“บางทีนายอาจจะเคยเจอ”“...”ลานเซลอตปลายตามองท่าทีของเฉินอันหลานอยู่แวบหนึ่ง จากนั้นจึงหยิบรูปภาพออกมาจากกระเป๋าเสื้อสูทของตัวเองแล้วยื่นส่งให้อีกฝ่าย เฉินอันหลานรับมาดู และทันทีที่ได้เห็นภาพนั้นหัวใจก็พลันร่วงหล่นไปถึงตาตุ่ม เขามัวแต่ลบพวกประวัติการโทรและบันทึกข้อความต่าง ๆ ในเครื่อง จนลืมนึกถึงรูปพื้นหลังในโทรศัพท์ของตัวเองไปเสียสนิท โลโก้สีดำเป็นรูปตัวอักษร ‘L’ ซึ่งมาจากพยัญชนะตัวแรกในชื่อภาษาอังกฤษของเขา ‘Leslie(เลสลี่)’“เคยเห็นไหม?” ลานเซลอตถามขึ้น “ไม่เคย” เฉินอันหลานยังคงไม่ยอมรับ แม้ว่าในใจเขาเวลานี้จะกำลังกระสับกระส่ายอยู่ก็ตาม แต่เฉินอันหลานก็เป็นถึงสายสืบแถวหน้าของกรมตำรวจ เรื่องการกักเก็บความรู้สึกของตัวเองภายใต้สีหน้าสงบนิ่งไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา เฉินอันหลานส่งภาพนั้นคืนให้ลานเซลอต“บางทีคุณอาจต้องลองไปถามคนอื่นดู ไม่แน่อาจมีคนเคยเห็นมันก็ได้”“แล้วอันนี้ล่ะ?”ลานเซลอตไม่ได้รับภาพนั้นมา แต่กลับยื่นเข็มกลัดเพชรอันหนึ่งให้เฉินอันหลานแทน จนถึงตอนนี้จิตใจของเฉินอันหลานคล้ายหยุดเต้นไปเสียดื้อ ๆ “ยังไม่เคยเห็นอยู่มั้ย?”“...เคย”“หืม?”เฉินอันหลานมองลานเซลอตก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่ง ๆ“นี่ของผม มันหายไปเมื่อสองวันก่อน ผมตามหาอยู่ตั้งนาน ไม่คิดว่าจะมาอยู่ที่คุณได้”ลานเซลอตหรี่ตาลงเล็กน้อย จากนั้นจึงโน้มตัวไปกระซิบที่ข้างหูอีกฝ่าย“อยากรู้ไหมว่าฉันไปเจอมันที่ไหน?”“ที่ไหน?” เฉินอันหลานยังคงนิ่ง“บนเตียง”“...”“เครียดเหรอ?”ลานเซลอตสัมผัสเบา ๆ ที่ใบหน้าของเฉินอันหลาน ลมหายใจอุ่น ๆ ปะทะผิวกายให้ความรู้สึกไม่ต่างจากลมหายใจของมัจจุราช เฉินอันหลานขนลุกซู่ขึ้นมาอย่างฉับพลัน ตัวสั่นเทาอย่างไร้สาเหตุ เป็นอาการคล้ายกับเวลาเจอสัตว์ที่ดุร้าย ร่างกายที่รับรู้ถึงอันตรายจะเปลี่ยนแปลงไปตามสัญชาตญาณ เฉินอันหลานรู้ดีว่าเข็มกลัดเพชรอันนั้นไม่มีทางไปอยู่บนเตียงได้อย่างแน่นอน เพราะมันหายไปตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว ดังนั้นการที่ลานเซลอตบอกว่าเจอมันอยู่บนเตียงจึงเป็นแค่การหยั่งเชิงเพื่อดูปฏิกิริยาของเฉินอันหลานเท่านั้น ดูว่าเขาจะแสดงท่าทีร้อนรนไหม จะกระวนกระวายหรือเปล่า...เป็นการทดสอบง่าย ๆ ทว่าแรงกดดันที่ถูกส่งมาจากลานเซลอตกลับไม่ธรรมดาเลย แรงกดดันมหาศาลระดับนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนธรรมดาจะรับมือไหว“หรือว่า...” ลานเซลอตขยับเข้าไปใกล้อีกฝ่ายมากกว่าเดิม “คน ๆ นั้นเป็นนาย?”มือของเฉินอันหลานสั่นระริกอย่างห้ามไม่อยู่ เขากำหมัดแน่นเพื่อซ่อนพิรุธของตัวเองก่อนจะหันไปสบตากับลานเซลอตที่ยื่นหน้าเข้ามาใกล้ พยายามกดความกังวลภายในจิตใจลงไปให้ลึกที่สุดแล้วเอ่ยตอบ“ผมไม่รู้ว่ามันหายไปได้ยังไง และก็ไม่รู้ด้วยว่ามันไปอยู่บนเตียงคุณได้ยังไง ผมว่าคุณอาจจะต้องไปตามหาคน ๆ นั้นแล้วลองถามเขาดูเอง”แววประหลาดใจวาบผ่านนัยน์ตาสีดำสนิท ลานเซลอตยังเอาแต่จ้องมองเฉินอันหลานในระยะประชิดอยู่แบบนั้นโดยไม่ยอมพูดอะไร “ดูเหมือนว่าบทสนทนาของเราจะไม่น่าอภิรมย์เท่าไหร่นัก” เฉินอันหลานพูดพร้อมกับถอยมาด้านหลังเพื่อเว้นระยะห่างจากลานเซลอต “ผมขอตัวก่อนดีกว่า”“Leslie”“...”“เป็นชื่อที่ดีนะ”เฉินอันหลานโค้งหัวให้ลานเซลอตอย่างสุภาพก่อนจะหมุนตัวเตรียมเดินออกจากห้องไวน์ไป ‘กึก’ประตูล็อก เฉินอันหลานพยายามลองดึงมันอยู่หลายครั้ง แต่ประตูบานเล็กกลับไม่ขยับเลยสักนิดลานเซลอตเดินเข้าไปใกล้แผ่นหลังของเฉินอันหลาน เขาโน้มตัวลงไปใกล้ ๆ แล้วเอ่ยกระซิบกับอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“นายเป็นอัลฟ่าสินะ?”เฉินอันหลานยืนนิ่งไม่ไหวติง มือที่กำลูกบิดประตูไว้ค่อย ๆ ออกแรงบีบมากขึ้น “หืม?”“คำตอบมันก็ชัดอยู่แล้วนี่”“นายคิดว่าคำตอบแบบนั้นจะทำให้ฉันเชื่อได้จริง ๆ เหรอ?”“ผมไม่ได้ขอให้ใครเชื่อ ไม่จำเป็น” ลานเซลอตหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง นัยน์ตาสีดำสนิทยากคาดเดา “แล้วถ้าฉันบอกว่าจำเป็นล่ะ?”ฟีโรโมนของอัลฟ่าชั้นสูงลอยมาแตะจมูกของเฉินอันหลานอย่างฉับพลัน อุณหภูมิในร่างกายเขาเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ใบหูร้อนผ่าว รูขุมขนทั่วร่างเปิดกว้างรับฟีโรโมนของอัลฟ่าให้แทรกซึมเข้ามาในร่างกายใช้เวลาไม่นานขาทั้งสองข้างของเฉินอันหลานก็เริ่มไร้เรี่ยวแรง... ※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※※ ตระกูลเฉินมีบุตรชายทั้งหมดสามคน คนแรกคือพี่ใหญ่เฉินหยิ่นหลินที่แสนสุขุม ไม่ค่อยแสดงอารมณ์และไม่ชอบสุงสิงกับใคร คนที่สามคือเฉินอันหลานซึ่งพูดน้อย ค่อนข้างมีโลกส่วนตัวสูงและคาดเดาได้ยาก ส่วนคนที่สองหรือพี่รองของเฉินอันหลานนั้นมีลักษณะนิสัยที่คล้ายกับเป็นการรวมเอาคุณชายอีกสองคนของตระกูลเฉินเข้าไว้ด้วยกัน ในตอนที่คุณชายรอง ‘เฉินหยินชิง’ เข้ารับสืบทอดกิจการของตระกูลในช่วงแรกนั้น ผู้คนต่างขนานนามเขาว่าเป็น ‘มัจจุราชแซ่เฉิน’ ไม่มีใครกล้ายุ่งกับเขา ไม่มีใครอยากแส่หาเรื่องเพราะเดี๋ยวจะตายไม่รู้ตัว... ดังนั้นเวลานี้ตั้งแต่ที่เฉินหยินชิงก้าวเท้าขึ้นมาบนเรือก็ไม่มีใครกล้าส่งเสียงใด ๆ ออกมาเลย ไม่ใช่แค่เหล่าพนักงานบนเรือเท่านั้น แม้แต่คุณหนูคุณชายทั้งหลายที่ชายหนุ่มพบเจอตลอดเส้นทางต่างก็พร้อมใจกันปิดปากเงียบและก้มหน้าก้มตาเดินผ่านเฉินหยินชิงไปให้ไวที่สุด หลังจากขึ้นเรือมาได้ไม่นาน เฉินหยินชิงก็โทรศัพท์หาเฉินอันหลานอยู่หลายสาย แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับ สุดท้ายคุณชายรองของตระกูลเฉินจึงพาลูกน้องยกโขยงไปถึงหน้าห้องพักของน้องชาย แต่หลังจากเคาะประตูอยู่นานสองนานก็ยังไม่มีใครออกมา เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ เริ่มผุดพรายขึ้นบนหน้าผากของกัปตันเรือที่เดินตามเฉินหยินชิงมาด้วย “เกิดอะไรขึ้น?” “เอ่อ...บางทีคุณชายเฉินอาจจะออกไปแล้วก็ได้นะครับ” “เปิดประตูให้ฉันเดี๋ยวนี้” กัปตันไม่กล้ารีรออีก เขารีบยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้คนเข้ามาเปิดประตูห้อง แต่หลังจากประตูเปิดแล้ว เฉินหยินชิงกลับไม่ได้รีบร้อนเดินเข้าไปด้านใน เขายังคงยืนนิ่งอยู่ด้านหน้าห้องคล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง“คุณชายรองครับ?” ลูกน้องยืนที่อยู่ด้านหลังเอ่ยเรียกเจ้านายหลังจากเห็นว่าเขาเงียบไปอย่างผิดปกติ“เปลี่ยนรหัสตัวสุดท้ายเมื่อไหร่?” เฉินหยินชิงมองไปที่รหัสล็อกประตูและเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบพนักงานที่มาเปิดประตูให้รีบก้มลงตรวจสอบบันทึกที่อยู่ในแท็บเลตแล้วเอ่ยตอบ“เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนครับ”หนึ่งชั่วโมงก่อน?นั่นคือตอนที่เขาคุยโทรศัพท์กับน้องชายนี่?เฉินหยินชิงหรี่ตาลง เขาไม่เข้าใจความคิดของน้องชายตัวน้อยคนนี้เลยสักนิด รหัสนี้แทบไม่ได้แตกต่างอะไรเลยกับรหัสอันเก่า หรือถ้าหากลืมรหัสเข้าห้องก็ยังมีวิธีอื่นอีกตั้งเยอะที่จะเข้าไปในนั้นได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนรหัส ยิ่งไปกว่านั้นคือเขาพึ่งคุยโทรศัพท์กับเฉินอันหลานไปเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว มีเหตุผลอะไรกันที่ทำให้คนที่กำลังจะออกจากเรือเปลี่ยนรหัสผ่านเข้าห้องอย่างกะทันหันแบบนี้?“เข้าไปดู”“ครับ คุณชายรอง”ลูกน้องสองสามคนที่มากับเฉินหยินชิงเดินเข้าไปสำรวจภายในห้องตามคำสั่งของเจ้านายภายในห้องไร้วี่แววของเฉินอันหลานใบหน้าของเฉินหยิงชิงเคร่งเครียดขึ้นเรื่อย ๆ มัจจุราชแซ่เฉินรีบหันไปออกคำสั่งค้นหาเฉินอันหลานโดยทันที ในสถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้ จู่ ๆ เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์ของเฉินหยินชิงก็ดังขึ้น เป็นข้อความจากเฉินอันหลานที่ส่งมา ‘ผมมีเรื่องต้องจัดการ ค่อยกลับตอนค่ำนะครับ’ เฉินหยินชิงพิจารณาข้อความในโทรศัพท์อยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจึงตัดสินใจยกเลิกคำสั่งแล้วพาลูกน้องเข้าไปนั่งรอน้องชายในห้องพัก คล้อยหลังกลุ่มของเฉินหยินชิง เว่ยเชียนเฉินก็เดินออกมาจากมุมทางเดิน ตามด้วยหมิงจวง “นายคิดว่าคุณชายรองตระกูลเฉินที่ฉลาดเป็นกรดขนาดนั้นจะจับได้ไหมว่าข้อความที่เราส่งไปเป็นเรื่องโกหก เป็นไปได้ไหมว่าพี่น้องจะมีความลับต่อกัน?” “ถ้าอยากรู้ก็ไปถามเขาเองสิ” “อย่าคิดว่าฉันไม่กล้านะ” เว่ยเชียนเฉินหัวเราะออกมาแล้วหันไปมองหน้าหมิงจวง “น่าเสียดายใบหน้ารูปไข่ที่แสนงดงามนั่นจริง ๆ ถ้าเขาเป็นโอเมก้าคงจะดีกว่านี้ แต่ดันเป็นอัลฟ่าเสียนี่” หมิงจวงปลายหางตามองคู่หูด้วยท่าทางเอือมระอา เขาส่ายหน้ากับตัวเองเล็กน้อยก่อนจะเดินจากไป เว่ยเชียนเฉินเลิกคิ้วขึ้นสูงคล้ายแปลกใจแล้วรีบเดินตามหลังเพื่อนสนิทไป