ถิงหลางเป็นบัณฑิตหนุ่ม ชั่วชีวิตไม่อาจฝึกยุทธ์ได้เฉกเช่นวีรบุรุษในตำนานหลายชื่อนาม จึงมุ่งมั่นฝึกฝนค้นคว้าหาวิชความรู้อยู่ไม่ขาด โชคดีครอบครัวพอมีฐานะอยู่บ้างจึงได้ร่ำเรียนหนังสือตำรากับสำนักมีชื่อในเมืองหลวงของหุบเขาอสูรทมิฬมาตั้งแต่เล็ก แต่อนิจจาชีวิตคนเรานั้นไม่เที่ยงคืนหนึ่งท่ามกลางแสงจันทร์อันหนาวเหน็บ ท่ามกลางบ้านเมืองที่ยากจนข้นแค้นขึ้นมากภัยสงครามที่สัตว์อสูรเริ่มคุกคามผู้คนมากขึ้นทุกขณะเผ่าปีศาจซ่องสุมกำลังคอย แวะเวียนมาสร้างความปั่นป่วนรอบหัวเขาอสูรทมิฬอยู่ทุกระยะ ผู้คนถูกกะเกณฑ์ไปเขตชายแดนมากยิ่งขึ้น จนวันหนึ่งในขณะที่ผู้คนหลับฝัน บ้านของถิงหลางกลับถูกปล้นชิงอย่างอุกอาจ ผู้คนในบ้านล้วนเสียชีวิต โชคดีที่ตัวถิงหลางออกไปเล่าเรียนในหอตำราฟ้ากระจ่างอยู่ จึงรอดชีวิตมาได้สุดท้ายเหลือตัวคนเดียว ร่อนเร่ออกเดินทางเพื่อหาหนทางที่ตนจะได้อยู่อย่างเป็นสุข สำหรับคนสามัญเช่นเขา การสอบราชการครั้งนี้มีความหมายนักแต่ชีวิตของมันเกือบจะดับสิ้นอย่างไม่คาดฝัน เพราะในจังหวะที่ชายถือค้อนเดินมาก่อเรื่องตัวของมันที่อยากจะขยับหนีกลับถูกบังเอาไว้ด้วยตัวเกวียน ทำให้ตัวมันติดอยู่ระหว่างเกวียนกับจุดเกิดเหตุ ยิ่งจังหวะที่ค้อนเหล็กกระทบกับพื้นตัวของมันท้องใส้ปั่นป่วนจนอยากจะอาเจียนเสียเดี๋ยวนั้น พลังลมปราณกับร่างของคนสามัญหาใช่สิ่งที่คู่ควรกันไม่จวบจนทุกอย่างจบลงมันจึงพานพบเรื่องราวที่อาจเปลี่ยนชีวิตมันทั้งชีวิตเด็กหนุ่มอายุเยาว์แต่ท่าทางเรียบเฉย ไม่ใช่ว่าเด็กมันขลาดเขลาจนไม่อาจขยับเนื้อตัว แต่เป็นเพราะจิตใจที่กล้าหาญและไม่หวั่นเกรงแม้แต่ความตายต่างหาก ที่มันทำให้เด็กคนหนึ่งมั่นคงได้ถึงเพียงนั้น และมันสามารถมองเห็นสิ่งที่มันคิดได้จากแววตาคมกล้าคู่นั้น สุดท้ายไม่รู้ว่า ถิงหลางเอาความกล้ามาจากที่ใด มันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนเดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มด้านหน้าหลังจากที่เหตุการณ์เมื่อครู่เพิ่งจะผ่านพ้นมันทรุดร่างลงนั่งก่อนที่จะเอ่ยถามเทียนฟางออกไปว่า“ท่านกำลังจะไปที่ใดกันนายน้อย”เทียนฟางหันมาตามเสียงที่ได้ยินก่อนที่จะพบว่ามีชายหนุ่มอายุราวยี่สิบต้น ๆ สวมใส่เสื้อแบบที่พวกบัณฑิตชอบสวมใส่ เพียงมองปราดเดียวเทียนฟางก็รู้ได้ทันทีว่าชายหนุ่มเบื้องหน้านั้นเป็นเพียงสามัญชนหาได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ เขสจึงเอ่ยตอบถิงหลางไปด้วยไร้ความกังวล“เมืองชายแดน ป้อมอสูร” เทียนฟางพอพูดจบก็ส่งเนื้อย่างไม้หนึ่งให้กับถิงหลาง เพราะเขาคิดว่าถิงหลางมาเพื่อสิ่งนี้“เกรงใจแล้วนายน้อย” ถิงหลางยกมือขึ้นทำท่าปฏิเสธ พร้อมกับส่ายหัว หากแต่มิได้ลุกออกไปยังที่ใด มันพูดขึ้นอีกครั้งว่า “ป้อมอสูรอยู่เหนือสุดของหุบเขาอสูรทมิฬทั้งยังนับว่าแร้นแค้นยิ่งเมื่อเทียบกับเมืองในหุบเขาเจ็ดเซียนแห่งนี้ มิทราบว่าเหตุใดท่านถึงต้องไปที่นั่นกัน”“กลับบ้าน” เทียนฟางตอบกลับพร้อมกับนำเนื้อย่างชิ้นที่ยื่นให้ถิงหลางขึ้นมากัดอย่างสบายใจอยู่หลายคำ“เป็นว่าท่านเป็นคนจากป้อมอสูร หายากนักที่ผู้คนที่ได้มาอยู่ในเมืองหลวงจะเดินทางจากไปยังที่ลำบากกว่าเดิมเช่นเมืองชายแดน ท่าอายุยังเยาว์ กลับสามารถเป็นศิษย์สายนอกของสำนักอัสนีครามได้นับว่าหาได้ยากยิ่ง”เทียนฟางหันมามองถิงหลางอีกครั้ง ก่อนจะจ้องมองไปยังดวงดาวบนท้องฟ้า เวลาค่อยๆเลื่อนไหล ถิงหลางไม่ได้ขัดจังหวะอันใดกับเทียนฟางเขาเฝ้ารออย่างใจเย็น ก่อนที่แววตาที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ประสบการณ์ที่เกินวัยจะฉายชัดออกมา เทียนหันมาพูดคุยอย่างจริงจังว่า“ผู้คนล้วนกำเนิดจากสามัญ เมื่อเติบใหญ่ ก็จะทะยานไปยังเส้นทางที่วาดฝัน แต่สุดท้ายเมื่อประสบกับพายุโหม แม้ไม้ใหญ่ยังต้องโน้มกิ่งกลับลงดิน ข้าเพียงอยากกลับบ้าน ไปทำบางสิ่งที่ค้างคาใจมาเสียนาน หลังจากนั้นจึงจะออกเดินทางอีกครั้ง”ถิงหลางเพียงหยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เด็กอย่างเทียนฟางแม้เก่งกล้าเพียงใดสุดท้ายก็ยังเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง“พูดคุยกันมาเสียนาน ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าถิงหลาง เป็นเพียงบัณฑิตไร้ชื่อ วันนี้มีวาสนาได้พบท่านจอมยุทธ์น้อยไม่ทราบว่าควรเรียกหาท่านเช่นไรดี”“เรียกข้าเทียนฟาง นั่นคือชื่อข้า” เทียนฟางตอบกลับไป “ฟังว่าท่านเป็นบัณฑิต สมควรมีความรู้อยู่บ้าง ข้าสามารถซักถามท่านสักสองสามข้อได้หรือไม่”“ได้ขอรับ เพียงแต่ข้าเองก็มีเรื่องอยากร้องขอจากท่านเช่นกัน ท่านจอมยุทธ์น้อย” ถิงหลางรู้ดีการพูดเช่นนี้อาจทำให้เทียนฟางไม่พอใจได้แต่นี่ก็เป็นโอกสที่ดีที่สุดแล้วที่จะทำให้เทียนฟางตอบข้อตกลงของเขา ฝ่ายเทียนฟางที่ได้ยินก็เอียงคอด้วยความสงสัย ว่าถิงหลางต้องการสิ่งใดกัน จึงถามกลับไปว่า“เจ้าต้องการสิ่งใดกัน”“ติดตามท่าน”“เพียงเท่านี้...ก็หาได้เป็นเรื่องใหญ่โตอันใด” เทียนฟางยักไหล่ก่อนที่จะเอ่ยต่ออีกครั้ง แต่ครั้งนี้ทั้งน้ำเสียงแววตาและท่าทางล้วนจริงจังแกร่งกร้าว น้ำเสียงที่ราบเรียบหากแต่คมกริบราวกับมีมีดปลายแหลมกำลังจ่ออยู่ที่ลำคอของเทียนหลางจนคนที่ได้ยินถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเฉียบออกมาเต็มแผ่นหลัง“ติดตามข้าหาใช่เรื่องยากง่าย เจ้าจะต้องเดินไปท่ามกลางเสียงร่ำร้องของความเจ็บปวด เจ้าต้องเดินไปท่ามกลางคมหอกกระบี่นับพัน ทั้งยังไม่อาจวางใจข่มตานอนในแต่ละค่ำคืนได้ลง ด้วยไม่อาจล่วงรู้ว่าจะตายในวันใด หากเป็นเช่นนั้นเจ้าจะยังติดตามข้า...หากเจ้าต้องถูกคนทั้งโลกเกลียดชัง เจ้ายังจะติดตามข้า!”ถิงหลางลอบกลืนน้ำลายอึกใหญ่ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของเขาสั่นคลอนแม้แต่น้อย มันพยักหน้าก่อนที่จะยืนยันเสียงหนักแน่นว่า “ข้ามั่นใจ และยังยืนยันจะติดตามท่านอย่างแน่นอน”“เหตุใดจึงเป็นข้า โลกนี้มีผู้คนมากมายให้เจ้าติดตาม”“เพราะท่านแตกต่าง และอาจเป็นลางสังหรณ์ของข้าเอง” ถิงหลางยิ้มตอบก่อนจะเอ่ยถามไปว่าเทียนฟางนั่นต้องการจะสอบถามเขาในเรื่องใด เดิมทีเขาคิดว่าเทียนฟางอยากรู้ความลับของสิ่งมหัศจรรย์ลึกลับอันใด ใครจะคาดคิดว่าคนที่เป็นถึงศิษย์สายนอกของสำนักอัสนีครามกลับไถ่ถามเพียงเรื่องราวของดินแดนหุบเขาเจ็ดเซียนราวกับเพิ่งหลุดออกมาจากป่าอย่างไรอย่างนั้น!