“หัวสมองเล็กๆ ของเ้าคิดแต่เื่หาเงินเสียแล้ว”เฉียวซงลูบหัวน้องสาวด้วยความเอ็นดู เมื่อไม่มีพ่อกับแม่แล้ว พวกเขาจึงทำได้เพียงบีบบังคับให้ตัวเองเป็กำลังหลักของครอบครัวให้ได้
“แน่นอน ว่าแต่พี่ใหญ่ ตอนที่พี่ไปเรียนหนังสือในเมืองใหญ่ ต้องใช้เงินปีละเท่าไรหรือ”เฉียวซีแสร้งถามอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“เ้าถามเื่นี้ทำไมหรือ” เฉียวซงมองน้องสาวด้วยสีหน้าจริงจัง
“จะให้ท่านไปเรียนหนังสือต่อไงเล่า ที่ดินไร้ความอุดมสมบูรณ์ 3 ไร่ของครอบครัวเรามีใครไปปลูกพืชหรือ” ที่ดินเช่นนั้นต่อให้เก็บผลผลิตมาก็ไม่พอจ่ายภาษี สู้คิดหาหนทางหาเงินทางอื่นไม่ได้เลยสักนิดคราวหน้าจะไปถามร้านขายของชำว่ามีเมล็ดพันธุ์ขายไหม ไว้ถึงเวลานั้นปลูกผักหลายๆ ชนิดน่าจะดีกว่าปลูกข้าวเป็ไหนๆ
“ให้ข้าไปเรียนหนังสือแล้วพวกเ้าจะทำเช่นไรข้าจะทิ้งพวกเ้าสองคนได้อย่างไร”
“ข้ากับน้องก็จะอยู่ที่บ้านอย่างไรเล่า พี่สอบซิ่วไฉกลับมาให้พวกเรา พวกเราก็จะไม่ต้องจ่ายภาษีแล้วจะประหยัดได้เยอะมากมิใช่หรือ” เฉียวซีรู้ว่าพี่ชายของนางจะไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอนนางจึงทำได้เพียงหลอกล่อ ด้วยการกล่าวถึงสวัสดิการของซิ่วไฉออกมาด้วยวิธีนี้พี่ใหญ่ก็จะรู้สึกหวั่นไหว ขอเพียงทำให้เขาลังเลได้นางก็สามารถโน้มน้าวเขาได้แล้ว
“เ้าคิดว่าสอบซิ่วไฉเป็เื่ง่ายเช่นนั้นเลยหรือ ซิ่วไฉจำเป็ต้องสอบ 5 ครั้ง และทุกครั้งต้องสอบผ่านทั้งหมดจึงจะเป็ซิ่วไฉได้ไม่เช่นนั้นจะเป็ได้เพียงถงเซิงเท่านั้น” เขาสอบไปแล้ว 2ครั้ง ยังขาดอีก 3 ครั้ง แต่สถานการณ์ในบ้านเป็เช่นนี้เขาจะมีกะจิตกะใจไปสอบได้อย่างไร อีกอย่าง ถึงจะสอบไปแล้ว ก็ไม่แน่ว่าจะสอบผ่าน
“พี่ใหญ่ไม่มั่นใจในตัวเองหรือ ท่านยังไม่ได้เรียนเลยทำไมรู้สึกว่าตัวเองจะสอบไม่ผ่านไปเสียแล้วเล่า” พี่ชายคนโตพอจะมีความสามารถอยู่ส่วนจะก้าวไปได้ถึงขั้นไหนนั้น นางก็ไม่กล้าเอ่ย แต่เื่ซิ่วไฉนางกล้ารับประกัน
“พี่ใหญ่ถนัดทำการเกษตรหรือ”
เฉียวซงตกตะลึงกับคำพูดนี้ เขาทำการเกษตรไม่เก่งเลยจริงๆ หากทำอะไรเพิ่มเติมเล็กๆน้อยๆ เขาพอจะทำได้ แต่หากต้องเริ่มเองั้แ่ต้นจนจบแล้ว เขา...
“เห็นไหม ท่านก็ตอบตัวเองไม่ได้มิใช่หรือ การทำไร่ทำนาเป็เื่พิถีพิถันมากเช่นกันนะพี่ใหญ่ ใน่ฤดูหนาวนี้เรามาพยายามเก็บเงินให้ท่านไปเรียนกันเถอะแล้วท่านก็ไปเรียนด้วยความสบายใจได้เลย ข้าจะดูแลน้องอยู่ที่บ้านเองท่านหยุดเรียนเมื่อไหร่ก็กลับมาที่บ้านได้เสมอ เช่นนี้ก็เป็การดีไม่ใช่หรือ”
“คือว่า…” เฉียวซงถูกเฉียวซีพูดให้รู้สึกลังเล แต่ต้องจากบ้านไปไกลมากจริงๆหากน้องสาวกับน้องชายเกิดเื่อะไรขึ้น เขาจะทำอย่างไรหลังจากนั้นเขาจะมีหน้าไปพบพ่อกับแม่ได้อย่างไร
“พี่ใหญ่ พี่ไม่ต้องคิดมากถึงเพียงนั้นไม่ต้องกังวลเื่ความปลอดภัยอะไรเลย ไม่มีทางเกิดเื่อะไรกับข้าและน้องหรอก”พื้นที่รอบๆ บ้านโดยปกติเป็พื้นที่ที่ญาติพี่น้องไม่ได้เดินผ่านเข้ามานางได้วางยาพิษเอาไว้ในพื้นที่เ่าั้บ้างแล้ว ยาพิษเหล่านี้ไม่ทำให้ถึงแก่ชีวิตแต่กลับสามารถทำให้รู้สึกเ็ปจนยากจะทานทน จะรู้สึกคันที่มือและเท้ามากความทรมานเช่นนี้จะคงอยู่ถึงครึ่งเดือน ซึ่งนี่จะทำให้พวกเขาจดจำและสิ่งนี้ก็ทำไปเพื่อป้องกันสิ่งไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้
“เ้าบอกว่าไม่เกิดอะไรขึ้นก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยเชียวหรือพวกเ้าเป็เพียงเด็กตัวเล็กๆ สองคน จะสู้คนเ่าั้ได้หรือ”พวกเขาสองคนไม่มีอาวุธอยู่ในมือเลย จะต่อสู้กับผู้ใหญ่ได้อย่างไร
“พี่ใหญ่ เช่นนั้นตอนที่ท่านอยู่ด้วยพวกคนไม่ดีก็จะไม่มาสินะท่านสามารถสู้กับพวกเขาได้ และจะชนะแน่ๆ สินะ”
“เื่นั้น...” เฉียวซงรู้สึกเหมือนเป็ดติดคอไม่สามารถโต้แย้งได้เลยแม้แต่ประโยคเดียวท้ายที่สุดแล้วเขาก็อายุมากกว่าน้องสาวเพียงสี่ปีเท่านั้นถือว่าเขาก็ยังเป็เด็กอยู่เช่นกัน
“ดังนั้นไม่ต้องเถียงข้าหรอกนะ เื่นี้ก็ตกลงตามนี้เลยแล้วกันปีหน้าหากมีเงินพอแล้ว ท่านก็ไปเรียนหนังสือต่อเสีย” เฉียวซีไม่อยากสนใจแล้ว อย่างไรเสียเื่นี้ก็ปักหมุดไว้ในกระดานเป็ที่เรียบร้อย
“น้องรองแบบนี้ออกจะกลับตาลปัตรไปหน่อยมิใช่หรือ ข้าเป็พี่ชายใหญ่นะ”เฉียวซงถูกน้ำเสียงที่ฟังดูไม่ยอมให้ถกเถียงของเซียวซีทำให้รู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเขาต่างหากที่เป็ใหญ่ที่สุดในบ้าน
“พี่เป็พี่ชายใหญ่หนิ และเป็มาตลอดด้วย”นางกล่าวว่าพี่ใหญ่ไม่ใช่พี่ชายใหญ่เมื่อไหร่กัน
“เช่นนั้นเ้าควรจะเชื่อฟังข้ามิใช่หรือเหตุใดในตอนนี้จึงกลับตาลปัตรไปแล้วเล่า” ในฐานะพี่ชายคนโตเขารู้สึกตกตะลึงกับคำพูดของน้องสาวมากกระทั่งยังถูกน้องสาวพูดให้ตนรู้สึกสับสนไปเสียแล้ว
เขารู้ดีว่าหากสอบซิ่วไฉได้จะได้รับผลประโยชน์มากมายซึ่งสามารถคลายแรงกดดันในครอบครัวได้ แต่การสอบซิ่วไฉก็มีความเสี่ยงเช่นกันหากสอบไม่ผ่าน ก็ยังต้องเรียนต่อไป จะสามารถดูแลสถานการณ์ในบ้านได้อย่างไรนี่คือปัญหาสำคัญ
“พี่ใหญ่ แบบท่านเรียกว่าเผด็จการ ทำอะไรคนเดียวไม่ถามความเห็นคนอื่นก่อนบ้านเราต้องเป็ประชาธิปไตย ทุกคนล้วนมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น”
“ข้าเผด็จการตรงไหน คำพูดของเ้าเมื่อครู่ต่างหากที่เป็เช่นนั้น” น้องรองเล่นงานผู้อื่นเก่งเสียจริง
“...”
“ไม่รู้จะพูดเช่นไรเลยสินะ”
“ข้าพูดเช่นนั้นก็เพื่อตัวท่านเองนะ น้องสามเ้าว่าพี่รองพูดถูกไหม”เฉียวซีรู้ว่าตนเป็ฝ่ายผิดเช่นกัน นางจึงหาน้องชายมาเป็พวก
ดวงตาของเฉียวไป่มองสลับไปมาระหว่างร่างของทั้งสองคนเขาห่อตัวลงแล้วพูดขึ้นเบาๆ “ข้าไม่เข้าใจว่าพวกท่านคุยอะไรกันอยู่แต่ว่าข้าเห็นด้วยเื่ให้พี่ชายใหญ่ไปเรียน”ความสามารถที่แสดงออกมาใน่นี้ของเฉียวซีทำให้เขาเชื่อว่าชีวิตของพวกเขาหลังจากนี้จะต้องดีขึ้นแน่ๆอีกอย่างเขาก็ติดพี่สาวั้แ่เด็ก เขารู้ดียิ่งกว่าใครว่าพี่สาวเก่งกาจถึงเพียงไหน
“ไอ้เด็กนี่ รู้จักแต่จะช่วยพี่รอง ไม่รู้จักช่วยพี่ชายบ้างเลยหรือ”เฉียวซงเอ่ยอย่างไม่พอใจ
“ข้าคิดว่าพี่รองพูดถูก พี่ใหญ่เรียนเก่งมาก ไม่ควรอยู่แต่ที่บ้าน”ครอบครัวเปลี่ยนไปอย่างมาก และพวกเขาทั้งหมดต่างเติบโตขึ้นในชั่วข้ามคืน
“พวกเ้านี่นะ… การไปเรียนที่สำนักศึกษามีค่าใช้จ่ายมากมายเท่าไรพวกเ้าไม่รู้หรือ”เฉียวซงยังคงยืนยันความคิดเห็นของตัวเองเขารู้สึกว่าความคิดของน้องสาวค่อนข้างเพ้อฝันยามนี้พวกเขาสามารถหาเงินได้แล้วเล็กน้อยแต่อย่างมากที่สุดก็เพียงพอแค่ประคองชีวิตให้รอดผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้เท่านั้นหลังฤดูใบไม้ผลิ ผักเหล่านี้ก็จะไร้ราคา แล้วพวกเขาจะหาเงินเช่นนี้ได้อย่างไรเื่เหล่านี้ล้วนเป็ปัญหาทั้งสิ้น
“รู้สิ เหตุใดข้าจะไม่รู้เล่า พี่ใหญ่เื่ที่พี่กังวลไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน ขอเพียงแค่ท่านไม่คัดค้านการค้าขายของข้าข้าจะต้องรวบรวมเงินได้แน่นอน”มีความรู้ความสามารถด้านการแพทย์อยู่ยังจะกลัวหาเงินไม่ได้อีกหรือ ไม่ว่าจะโลกไหนชีวิตล้วนเป็สิ่งมีค่ามีราคาที่สุด โดยเฉพาะบรรดาคนใหญ่คนโตพวกเขาจะหวงแหนชีวิตของตนมาก
โดยเฉพาะฮ่องเต้ พระองค์มักจะส่งคนออกไปค้นหายาอายุวัฒนะ เพื่อทำให้ชีวิตยืนยาวขึ้น
ประเทศที่เธออาศัยอยู่มีความมั่นคงพอสมควรกระทั่งทุกวันนี้ยังไม่มีาขนาดใหญ่เกิดขึ้นเลยมีเพียงการสู้รบตามเขตชายแดนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นรู้มาจากในหนังสือว่าต้าเฉวียนเป็ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในสี่ประเทศเื่การทหารถือเป็เื่รองด้วยเหตุนี้การทำมาค้าขายจะไม่สร้างรายได้ได้อย่างไร
“น้องรอง ข้าจะไม่ต่อล้อต่อเถียงกับเ้าแล้ว เรามีเวลาจำกัดเพียง 3 เดือนในฤดูหนาวนี้ หากเ้าสามารถหาเงินได้ 10 ตำลึงใน 3 เดือนนี้ ข้าจะยอมตอบรับเ้าทุกเื่รวมทั้งเื่ขึ้นเขาด้วย” เฉียวซงคิดจะใช้เงิน 10ตำลึงทำให้เฉียวซีเงียบไปและล้มเลิกความคิดที่จะส่งเขาไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษา
10 ตำลึง ในระยะเวลาสั้นๆ แค่ 3 เดือนต่อให้อาศัยการขายผักเ่าั้ของน้องรองก็ไม่มีทางเก็บเงินได้มากมายถึงเพียงนั้นแน่นอนเพราะผักต้องใช้ระยะเวลาในการเติบโตในระยะเวลาไม่ถึงสามเดือนนี้นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของครอบครัวแล้วการจะเก็บเงินให้ได้สัก 5 ตำลึงนั้นยังไม่ใช่เื่ง่ายเลย
พวกเขาไม่ได้ผลิตสิ่งใดเลย ข้าวของต่างๆ ล้วนต้องใช้เงินซื้อหามาทั้งสิ้นการส่งเขากลับไปที่สำนักศึกษานั้นยากมาก กระทั่งเป็ไปไม่ได้เลย