เมื่อซ่อมแซมจุดศูนย์กลางค่ายกลเสร็จสิ้น เจียงอีเฉินก็อุ้มลูกสาวกลับไปยังค่ายพัก ระหว่างนั้นเจียงซินกำลังดึงพู่กระบี่ของเจียงอีเฉินเล่น ทันใดนั้นนางได้ยินบางอย่าง จึงชะโงกคอหันไปมองด้านหลัง
เมื่อสังเกตเห็นท่าทางของลูกสาว เจียงอีเฉินจึงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ด้วยความระแวดระวัง เมื่อไม่พบสิ่งผิดปกติ เขาจึงก้มลงถามเจียงซินว่า "ซินซิน เป็อะไรหรือลูก?"
[พวกเผ่ามารที่จุดศูนย์กลางค่ายกลไปแล้ว]
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจของเจียงซินอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่ไม่นานนางก็สลัดมันทิ้งไปเสียสนิท แล้วหันกลับมาดึงพู่กระบี่ของเจียงอีเฉินเล่นอย่างมีความสุขต่อ ส่วนเจียงอีเฉินนั้นตกตะลึงถึงขีดสุด
ลูกรักของเขาถึงกับรับรู้สถานการณ์ในแดนมารได้เชียวหรือ?
ลูกรัก... เ้าช่วยพูดให้มากกว่านี้หน่อยเถิด ให้ท่านพ่อได้รู้เสียทีว่าในแดนมารเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เจียงอีเฉินนึกเสียดายที่ไม่อาจพูดออกมาตรง ๆ ได้ จึงได้แต่จ้องมองลูกสาวด้วยความกระวนกระวาย ทว่ายามนี้เจียงซินมีความคิดแบบเด็กน้อย ความสนใจจึงเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็ลูกวัวเกิดใหม่ไม่กลัวเสือ จึงไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของเื่นี้เลยแม้แต่น้อย
...
แดนิญญาปีศาจเปรียบเสมือนกระจกบานหนึ่งที่แบ่งแยกโลกมนุษย์และแดนมารออกจากกัน ค่ายกลผนึกมารฝังลึกอยู่ในแดนิญญาปีศาจทั้งหมด ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากฝั่งแดนมารเช่นกัน แดนิญญาปีศาจในฝั่งแดนมารมีหมอกหนาทึบปกคลุมตลอดทั้งปี และแทบไม่มีร่องรอยของมารปรากฏ
ลึกเข้าไปในแดนิญญาปีศาจ เหนือจุดศูนย์กลางของค่ายกลผนึกมาร มีรูปปั้นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในท่าคุกเข่าข้างเดียว รูปปั้นถือทวนยาว ร่างกายกำยำล่ำสัน ทั่วร่างปกคลุมด้วยฝุ่นละอองและวัชพืชจนไม่อาจมองเห็นใบหน้าได้ชัดเจน เห็นเพียงว่าบนศีรษะมีเขายาวแหลมหนึ่งคู่ ดวงตาหินที่ไร้แววตาจ้องมองไปยังค่ายกลที่ส่องแสงริบหรี่เบื้องล่างอย่างแน่วแน่ ราวกับจ้องมองมานับหมื่นปี
แต่สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดไม่ใช่สิ่งเหล่านี้ หากแต่เป็บนแก้มของรูปปั้นที่ปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำ มีรอยฝ่ามือเล็ก ๆ รอยหนึ่ง รอยฝ่ามือนั้นเล็กจิ๋ว ราวกับมือของทารกแรกเกิด จากร่องรอยที่ตะไคร่น้ำถูกตบจนหลุดออก สามารถบอกได้ว่านี่คือรอยฝ่ามือที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่
ไอปีศาจสีดำสายเล็ก ๆ แผ่ซ่านออกมาจากใต้เท้าของรูปปั้น ผสมผสานกับหมอกรอบด้าน กลายเป็สัตว์ประหลาดรูปร่างต่าง ๆ บางตัววนเวียนอยู่กับที่ บางตัวก็แยกย้ายกันวิ่งออกไปไกล ทั่วทั้งแดนิญญาปีศาจตกอยู่ในความเงียบสงัด
ทันใดนั้น เสียงสวบสาบก็ทำลายความเงียบงันอันน่าขนลุกนี้ลง เปลือกตาหินของรูปปั้นค่อย ๆ ปิดลงและกะพริบอย่างยากลำบาก ฝุ่นผงละเอียดแตกกระจายออกจากเปลือกตา ดวงตาหินคู่นั้นค่อย ๆ ปรากฏรูม่านตาสีแดงฉาน
รูปปั้นมีชีวิตแล้ว!
มือซ้ายที่ยันพื้นอยู่ค่อย ๆ ยกขึ้น เอื้อมไปััแก้มซ้ายของตนเองอย่างเชื่องช้าและยากลำบาก เมื่อััโดนรอยฝ่ามือเล็ก ๆ นั้น รูปปั้นหินก็ส่งเสียง "กึก ๆ " และแตกร้าว ราวกับหัวใจแก้วที่แตกสลาย
เขาขมวดคิ้วจ้องมองค่ายกลเบื้องล่าง จุดศูนย์กลางค่ายกลแข็งแกร่งดุจกำแพงเหล็ก ราวกับย้อนกลับไปใน่ที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ เขาไม่มีกำลังพอที่จะฝ่าผนึกได้อีกต่อไป จึงจำต้องลุกขึ้นยืนและหันหลังเดินจากไป ฝุ่นละออง ตะไคร่น้ำ และวัชพืชที่ปกคลุมร่างกายร่วงหล่นลงทีละชิ้น เผยให้เห็นชุดเกราะสีเงินขาวอันสง่างามและเสื้อคลุมศึกสีดำสนิท
สัตว์ประหลาดสีดำที่วนเวียนอยู่ในแดนิญญาปีศาจเมื่อถูกรบกวน ต่างก็พากันหนีกระเจิดกระเจิง บางตัวหนีช้าไปก้าวหนึ่ง จึงถูกแรงกดดันที่แผ่ออกมาบดขยี้จนกลายเป็ควันดำและหายวับไป
...
ภายในค่ายพัก หลังจากฉีหลานชิงนำเหล่าศิษย์สำนักเซียนขับไล่สัตว์ประหลาดไปได้ ก็พบว่าเจียงซินหายตัวไป นางจึงร้อนใจเป็อย่างยิ่ง โชคดีที่เจียงอีเฉินอุ้มลูกสาวกลับมาได้ทันเวลา ทำให้ฉีหลานชิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางกอดลูกสาวไว้แน่นและจุมพิตซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ลูกรัก เ้าทำแม่ใแทบแย่ เหตุใดจึงออกไปข้างนอกคนเดียว?"
"มีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งลักพาตัวซินซินไปที่จุดศูนย์กลางค่ายกล" เจียงอีเฉินอธิบายสั้น ๆ
ฉีหลานชิงทั้งหวาดระแวงและไม่เข้าใจ "ข้าติดตั้งค่ายกลไว้หลายขอบเขตในห้องของซินซิน หากมีใครบุกรุกย่อมต้องตรวจพบได้ ค่ายกลยังคงอยู่ แล้วสัตว์ประหลาดตัวนั้นเข้าใกล้ซินซินได้อย่างไร?"
เอ๊ะ มีค่ายกลด้วยหรือ? ทำไมข้าไม่เห็นรู้เื่เลย?
ลูกหมาปีศาจที่ซ่อนอยู่ในฝ่ามือของเจียงซินรู้สึกสับสนยิ่งกว่าฉีหลานชิงเสียอีก แต่ไม่กล้าส่งเสียง
[เพราะค่ายกลทุกแห่งย่อมมีประตูแห่งชีวิต ซิวโก่วโชคดีมากที่บังเอิญเดินถูกประตูแห่งชีวิตทุกบาน จึงไม่ได้กระตุ้นค่ายกลยังไงล่ะ เ้าหมาน้อยนำโชค! บุกเลย!]
เจียงซินชูมือเล็ก ๆ ฉลองให้กับซิวโก่วอย่างมีความสุข พร้อมกับเล่นผมของฉีหลานชิงอย่างไม่คิดอะไร และฮัมเพลงเบา ๆ ในใจอย่างร่าเริง
[ข้ามีซิวโก่วตัวหนึ่ง ต้องขี่ทุกวัน วันหนึ่งนึกคึกขึ้นมาจึงขี่ไปหาท่านพ่อ... ข้าเดินผ่านค่ายกลเล็ก ๆ อย่างมีความสุข ในใจช่างภาคภูมิใจ ไม่รู้ว่าทำไมเสียงดังโครมคราม ข้ามีพู่กันตั้งสิบด้าม...]
ฉีหลานชิงยืนอึ้งอยู่กับที่ วิถีแห่งฟ้ามีห้าสิบ ์กำหนดสี่สิบเก้า มนุษย์หลบเลี่ยงหนึ่ง ค่ายกลทุกแห่งย่อมมีประตูแห่งชีวิตหนึ่งบาน ซึ่งเป็โอกาสรอดเพียงเส้นด้ายเดียว โดยปกติจะมีเพียงปรมาจารย์ค่ายกลผู้ติดตั้งเท่านั้นที่รู้ตำแหน่งของประตูแห่งชีวิต และประตูแห่งชีวิตย่อมถูกซ่อนไว้อย่างมิดชิดที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น บางค่ายกลในขณะที่ทำงาน ตำแหน่งของประตูแห่งชีวิตจะเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ฉีหลานชิงในฐานะปรมาจารย์ค่ายกลระดับสูง ค่ายกลป้องกันที่นางติดตั้งให้ลูกสาวจึงเป็ประเภทที่ประตูแห่งชีวิตเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเช่นนี้ แม้แต่นางเองหากจะกลับเข้าห้องเพื่อไปหาลูกสาวอย่างปลอดภัย ก็ต้องคลายค่ายกลในห้องก่อน หากคนผู้หนึ่งเดินบนประตูแห่งชีวิตได้ทุกก้าว ก็จะสามารถหลบเลี่ยงจิตสังหารทั้งหมดในค่ายกลและผ่านไปได้อย่างปลอดภัย
ทว่าประตูแห่งชีวิตไม่ใช่ประตูที่มีตัวตนอยู่จริง แต่ต้องอาศัยการคำนวณโครงสร้างค่ายกลอย่างต่อเนื่อง รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของค่ายกล และตอบสนองได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว จึงจะสามารถผ่านประตูแห่งชีวิตเพื่อหาโอกาสรอดได้
หากไม่ได้คลายค่ายกลตามแิของปรมาจารย์ค่ายกล แต่เป็การสุ่มเดินมั่ว ๆ ในค่ายกล ก็เปรียบเสมือนคนที่ไม่มีเบาะแสเลยแต่พยายามเดารหัสผ่านที่มีตัวเลขเป็พันหลัก ในทางทฤษฎี คนผู้นั้นมีโอกาสที่จะเดารหัสถูกต้องในครั้งเดียว แต่ในทางปฏิบัติแทบจะเป็ไปไม่ได้เลย
ทว่ากลับมีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งทำได้
นี่มันดวงดีระดับไหนกัน!
สามีภรรยามองหน้ากันเงียบ ๆ โดยไร้คำพูด ส่วนจินกวางช่านซึ่งไม่ได้ยินเสียงในใจของเจียงซินขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ แล้วสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
จึ๊ จะจ้องตากันซึ้งกินใจทำไม? เป็สามีภรรยากันมานานแล้ว ยังจะมาอวดความหวานให้ข้าดูอีก ช่างไม่เกรงใจกันเลย เขารีบไปเตรียมหลอมพู่กันให้หลานสาวตัวน้อยดีกว่า
...
ชีวิตของทารกนั้นมีความสุขอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อเจียงซินเล่นจนเหนื่อยและส่งเสียงอืออา ฉีหลานชิงก็รู้ว่านางหิว จึงนำนมแพะฉางหลิงขวดเล็กมาให้ เ้าตัวเล็กดื่มอย่างเอร็ดอร่อยจนหมด แล้วกอดขวดนมหลับไปอย่างหวานชื่น เมื่อนางตื่นขึ้นมา เจียงอีเฉินและฉีหลานชิงก็ได้พานางกลับมาถึงสำนักเทียนสุ่ยแล้ว
ภายในห้องเงียบสงบ ไร้ผู้คน เจียงซินไม่ร้องไม่งอแง นางปล่อยเ้าหมาน้อยนำโชคที่ซ่อนอยู่ในฝ่ามือออกมา กอดไว้ในอ้อมอกแล้วขยำหัวหมาอย่างแรง นางนอนอยู่ในเปล ส่วนซิวโก่วใช้สี่เท้าเหยียบพื้น ทำให้ทั้งคนและหมามีความสูงต่างกัน เพื่อให้เจียงซินลูบหัวได้สะดวก ซิวโก่วจึงต้องยืดคอชะโงกหัวเข้าไปหา
แม้ในใจจะบอกว่าไม่ แต่ร่างกายกลับซื่อสัตย์ยิ่งนัก เงาสีดำโล้น ๆ ััไม่ค่อยดีเลย หากมีขนปุยคงจะดีกว่านี้
"อ๊า อ๊า อ๊า" เจียงซินสั่งให้เ้าหมาน้อยนำโชคกลายเป็ซิวโก่วขนปุย ซิวโก่วฟังไม่รู้เื่ จึงเอียงคอหันไปมองเจียงซินด้วยความหวาดหวั่น ในดวงตาสีดำสนิทนั้นฉายแววความโง่เขลาอันบริสุทธิ์
[เป็หมาน้อยที่บื้อจริง ๆ ถ้าไม่มีข้า เ้าจะทำอย่างไร?]
เจียงซินแสร้งทำเป็ผู้ใหญ่ถอนหายใจเบา ๆ มือเล็ก ๆ จิ้มลงที่หว่างคิ้วของซิวโก่ว ทันใดนั้นลูกหมาเงาสีดำที่เคยเลือนลางก็กลายเป็รูปร่างที่จับต้องได้ กลายเป็หมาดำขนสั้นที่ดูแข็งแรงตัวหนึ่ง
ซิวโก่วสับสน "โฮ่ง?"
ซิวโก่วตกตะลึง "โฮ่ง!"
ตอนมันกลับมาเกิดใหม่ มันไม่ได้อยากเป็หมาเสียหน่อย!
ภาพนี้ตกอยู่ในสายตาของเด็กหนุ่มที่อยู่นอกห้อง เขาใจนส่งเสียงโฮ่งออกมาพร้อมกับซิวโก่ว ดูเหมือนเขาจะค้นพบบางสิ่งที่น่าเหลือเชื่อเข้าให้แล้ว!