กลิ่นเหม็นคาวปลาอันแรงกล้านี้ไม่ต่างอะไรกับกลิ่นที่ติดตัวจางเฉียง ผีจมน้ำ
ผมรู้ทันทีว่า จางเฉียงตามมาถึงที่นี่แล้ว แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดคือเขามาได้เร็วขนาดนี้
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากนอกประตูห้องน้ำ
“ตึก...ตึก...ตึก...” เสียงแ่เบาเหมือนกับมาจากอีกห้องหนึ่ง
ผมจ้องไปที่ประตูห้องน้ำด้วยความระแวงจนหัวใจเต้นรัว
แต่ไม่นานเสียงฝีเท้านั้นก็เดินผ่านประตูเราไป มุ่งหน้าไปทางห้องนั่งเล่น
ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ บรรยากาศในห้องก็กลับมาสงบเงียบอีกครั้ง
ในห้องน้ำมีเพียงเสียงลมหายใจของผมกับลุงอวี๋เท่านั้น แต่กลิ่นเหม็นคาวปลาในอากาศยังคงชัดเจน
นั่นแปลว่า จางเฉียง ผีจมน้ำยังอยู่!
ผ่านไปประมาณสิบนาที เสียง “แกร๊กๆ” ดังขึ้นในความมืด จากนั้นก็มีเปลวไฟเล็กๆลุกวาบขึ้นในห้องน้ำที่มืดสนิท
ผมเงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าลุงอวี๋กำลังจุดบุหรี่
เปลวไฟสีแดงส่องให้เห็นใบหน้าของลุงอวี๋ชัดเจนขึ้นเล็กน้อยสีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีนัก
เขาพิงหลังกับประตูห้องน้ำ คิ้วขมวดแน่น
ลุงอวี๋สูบเข้าไปคำใหญ่ก่อนที่เปลวไฟจะดับลง
ในความมืดมิด การมีแสงสว่างเล็กๆ แบบนี้ช่วยลดความน่ากลัวลงได้เล็กน้อย
ลุงอวี๋พูดขึ้นเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่แ่ลง “เสี่ยวเจียงเอาสักมวนไหม จะได้ใจเย็นขึ้นหน่อย”
ในสถานการณ์กดดันแบบนี้ ผมไม่ปฏิเสธ รีบพยักหน้าตอบรับ “เอาครับ”
ลุงอวี๋คลำหาบุหรี่ในความมืด แล้วยื่นส่งมาให้ผม
ผมจุดไฟแช็ก “แกร๊กๆ” และจุดบุหรี่ขึ้นก่อนจะสูบเข้าไปเฮือกใหญ่
ถึงแม้ผมไม่ใช่คนที่ชอบสูบบุหรี่ ปกติแค่สองมวนก็เริ่มเวียนหัวแล้วแต่ในสถานการณ์กดดันนี้ ควันบุหรี่กลับทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ผมกับลุงอวี๋นั่งลงกับพื้นในความมืด สูบบุหรี่ท่ามกลางความเงียบงัน...
ด้วยแสงสลัวจากปลายบุหรี่ พวกเราสามารถมองเห็นเงาร่างของกันและกัน
ลุงอวี๋พ่นควันออกมาช้าๆ ก่อนพูดกับผมด้วยเสียงเบา “ไอ้เวรนั่นคงยืนเฝ้าพวกเราอยู่หน้าประตูแน่ๆ ตราบใดที่มันไม่เข้ามา พวกเราก็อย่าออกไปรอจนถึงเช้า ทุกอย่างจะปลอดภัยเอง”
พูดจบ ลุงอวี๋ก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาดู
เหลือเวลาอีกห้าชั่วโมงกว่าจะถึงเช้า
เขาใช้โทรศัพท์ส่องไปรอบๆ ห้องน้ำ
ภายในห้องน้ำค่อนข้างโล่ง นอกจากฝักบัว อ่างล้างหน้า กระจก ชั้นวางของและโถส้วม ก็ไม่มีอะไรอีก
แต่สิ่งที่สะดุดตาคือประตูห้องน้ำที่เราเข้ามานั้นมีสัญลักษณ์ยันต์ที่ถูกวาดขึ้นด้วยเืสด
ผมเหลือบมองไปที่นิ้วมือของลุงอวี๋ที่ยังคงมีเืไหลซึมออกมา
น่าจะเป็เขาที่กัดนิ้วตัวเองเพื่อใช้เืวาดยันต์นี้ไว้หลังจากที่เราเข้ามาในห้องน้ำ
ผมเห็นภาพนั้นอยู่ตรงหน้า แต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป...
ผมพ่นควันออกมาเบาๆ แล้วตอบลุงอวี๋ด้วยเสียง “อืม”
แต่ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าแ่เบาก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ตึก...ตึก...ตึก...”
และครั้งนี้ เสียงนั้นกำลังใกล้เข้ามาหาเรา
เสียงเบาราวกับกระดาษที่ร่วงลงพื้นหากไม่ใช่เพราะเราอยู่ในห้องที่เงียบสงัดและปิดมิดชิด คงแทบไม่ได้ยินเลย
เมื่อได้ยินเสียงนั้น ทั้งผมและลุงอวี๋ก็ตื่นตัวขึ้นมาทันที
ลุงอวี๋รีบปิดไฟจากโทรศัพท์ และหันไปมองที่ประตูห้องน้ำ
เสียงฝีเท้าหยุดลงหลังจากเดินมาได้ไม่กี่ก้าวเหมือนหยุดอยู่ที่หน้าประตูห้องน้ำ
ผมรู้สึกได้ถึงกระแสลมเย็นที่พัดเข้ามาจากรอยแยกของประตูความเย็นนั้นเหมือนจะแทงทะลุเข้าไปถึงกระดูก
ทันใดนั้น เสียงไอเบาๆ สองครั้งดังขึ้น
“แค็ก...แค็ก...”
เสียงนั้นไม่ดัง แต่ชัดเจนมาก และมาจากหน้าประตูโดยตรง
เห็นได้ชัดว่ามีใครบางคนยืนอยู่ตรงนั้น
ทั้งผมและลุงอวี๋ต่างจ้องไปที่ประตูห้องน้ำด้วยความระแวดระวัง เรากลั้นหายใจไม่กล้าพูดหรือขยับตัว
หลังจากความเงียบที่กดดันอยู่ไม่กี่วินาที เสียงนั้นก็ถูกทำลายลง
เสียงแหบพร่าของหญิงชราดังขึ้นจากหน้าประตูอย่างไม่ทันตั้งตัวว่า
“บ้านฉันไม่อนุญาตให้สูบบุหรี่!”
ได้ยินประโยคนั้น ผมกับลุงอวี๋ต่างก้มลงมองบุหรี่ในมือพร้อมกัน
ลุงอวี๋รีบโบกมือให้ผม ส่งสายตาให้รีบดับบุหรี่
ผมไม่รอช้า จัดการดับบุหรี่ทันที
หลังจากที่บุหรี่ดับลง เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ตึก...ตึก...ตึก...”
แต่ไม่นานนักเสียงนั้นก็เงียบหายไป
ห้องกลับมาสงัดอีกครั้ง
ลุงอวี๋เอาหูแนบประตูฟังอยู่สักพัก ก่อนจะพูดกับผมว่า “เสี่ยวเจียงไม่มีอะไรแล้ว นายงีบสักหน่อยเถอะ”
ผมยิ้มขมๆ พลางตอบด้วยเสียงเบา “ลุงอวี๋ ผมนอนไม่หลับหรอกครับ”
ในสภาพที่ตึงเครียดแบบนี้ ไหนจะอยู่ในห้องอาถรรพ์ที่มืดสนิทและปิดทึบจะให้หลับลงได้ยังไง
ลุงอวี๋ถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพูดว่า “ก็ได้ งั้นพวกเราก็อดทนจนถึงเช้ากันเถอะ”
ลุงอวี๋ตอบกลับมาเพียงคำเดียว จากนั้นก็เงียบไป ไม่ได้พูดอะไรกับผมอีก
เราสองคนนั่งพิงกำแพงอยู่บนพื้น สูดกลิ่นเหม็นคาวที่รุนแรงจนชวนเวียนหัว
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าและอึดอัด
ผมนึกว่าเราจะสามารถผ่านคืนนี้ไปได้โดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่แล้วเวลาประมาณตีสาม เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ตึก...ตึก...ตึก...”
เสียงนั้นค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนหยุดลงที่หน้าประตูห้องน้ำ
จากนั้นเสียงแหบพร่าของหญิงชราก็ดังขึ้นอีกครั้งว่า “เข้าห้องน้ำนานจริงนะข้างนอกยังมีคนรอพวกเธออยู่!”
คำพูดที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ทำเอาผมกับลุงอวี๋ตื่นตัวจนเส้นประสาทตึงไปทั้งร่าง
ผมไม่กล้าพูดอะไร แต่ลุงอวี๋กลับตอบออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบว่า “คุณป้าครับวันนี้ท้องเสีย นั่งนานหน่อย”
หลังจากลุงอวี๋พูดจบ ทุกอย่างด้านนอกก็กลับมาเงียบอีกครั้ง
ผ่านไปประมาณสิบกว่าวินาที เสียงฝีเท้าก็ค่อยๆ เดินห่างออกไป
ในขณะเดียวกันเสียงหญิงชราเอ่ยพึมพำดังแ่ๆ ตามมาว่า “ผู้ชายตั้งสองคนเข้าไปเข้าห้องน้ำด้วยกันแล้วยังอยู่นานขนาดนี้ ไม่อายกันบ้างหรือไง”
เสียงเบามากจนผมฟังได้ไม่ชัดเจน แต่ดูเหมือนว่าพวกเราจะรอดไปได้ในครั้งนี้
แต่เพียงหนึ่งชั่วโมงต่อมา เสียงฝีเท้า“ตึก...ตึก...ตึก” ก็กลับมาอีกครั้ง...
จากนั้นเสียงหญิงชราแหบพร่าก็ดังขึ้นอีกครั้งจากหน้าห้องน้ำ พูดกับเราว่า “คนส่งอาหารฉันถามหน่อย อาหารฉันอยู่ไหน”
อาหาร? ผมกับลุงอวี๋ไม่มีอะไรที่เรียกว่าอาหารติดตัวมาเลย
การมาที่นี่ก็เพื่อหลบภัย ใช้ห้องอาถรรพ์นี้หลบหนีจากการตามติดของจางเฉียง
ลุงอวี๋นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ “คุณป้าครับรอให้ผมเสร็จธุระในห้องน้ำก่อน เดี๋ยวจะเอาให้ครับ”
หญิงชราตอบกลับมาสั้นๆ ว่า “อ้อ” ก่อนจะเดินห่างออกไป
เห็นได้ชัดว่าลุงอวี๋แค่โกหกเพื่อให้หญิงชราข้างนอกสงบลง
แต่ในสถานการณ์แบบนี้ เราไม่มีทางเลือกอื่น เพราะหากโดนไล่ออกไป ผมกับลุงอวี๋ก็คงไม่มีที่ให้ซ่อนอีก
พวกเรานั่งอดทนอยู่ในห้องน้ำต่อไปอย่างอึดอัดเวลาผ่านไปอีกเกือบครึ่งชั่วโมง
จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากหน้าบ้าน
“ก๊อก...ก๊อกๆๆ...ตึง...ตึงๆๆๆ...”
เสียงเคาะประตูดังเป็จังหวะอย่างต่อเนื่อง และมันดังขึ้นถึงสี่รอบ...
นึกย้อนไปถึงสิ่งที่คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านเคยบอกไว้
การเคาะประตูมีความหมายแฝงอยู่เสมอ ‘คนเคาะสามครั้งผีเคาะสี่ครั้ง’
เสียงเคาะนี้ ฟังดูเหมือนจะไม่ใช่คนเป็และมีความเป็ไปได้สูงว่าเป็จางเฉียง ผีจมน้ำ ที่ทนรอไม่ไหวและ้าเข้ามาเอง
ผมคิดในใจแบบนั้น
จู่ๆ เสียงฝีเท้าของหญิงชราดังขึ้นอีกครั้ง และหยุดอยู่หน้าประตูห้องน้ำ
จากนั้นเสียงแหบพร่าของเธอก็ดังขึ้นว่า“เพื่อนของพวกเธอเกือบพังประตูฉันอยู่แล้วออกไปซะ ฉันไม่้าอาหารของพวกเธออีกแล้ว”
แต่เราจะกล้าออกไปได้อย่างไร
ผมกัดฟันไม่พูดอะไร ขณะที่ลุงอวี๋ตอบกลับไปว่า “ไม่รู้จักครับ คุณป้าพวกเราท้องเสีย ขออยู่อีกสักพัก ออกไปเดี๋ยวจะเอาอาหารให้”
ลุงอวี๋ยังคงพยายามหาข้อแก้ตัวเพื่อยืดเวลาไปเรื่อยๆ กระนั้นก็ดูเหมือนว่าแม้แต่ผีก็ยังหลงเชื่อ
แต่ไม่นานเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ตึง...ตึงๆๆๆ...”
เสียงนี้ไม่ได้ทำให้แค่หญิงชรารำคาญ แม้แต่ผมกับลุงอวี๋ในห้องน้ำก็รู้สึกกดดันและหัวเสีย
หญิงชราแค่นเสียงในลำคอเบาๆ ด้วยความหงุดหงิด ก่อนพูดขึ้นว่า “เคาะๆๆ น่ารำคาญ!คนส่งอาหาร โยนผ้าขาวมาให้ฉันผ่านช่องว่างใต้ประตู ฉันจะออกไปจัดการมันเอง!”