บทที่ 10 ราชสำนัก
แสงอาทิตย์สาดส่องทาทาบไปทั่วอาณาบริเวณความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วทุกสรรพสิ่ง เป็สัญญาณของวันใหม่เมืองหลวงที่เต็มไปด้วยผู้คนกวักไขว่เสียงผู้คนเดินจอแจเร่ทำมาหากินกันั้แ่ยามเช้า
เมืองหลวงแห่งแคว้นฝู
เสียงระฆังจากอารามใหญ่และสถานที่สำคัญๆดังทั่วเมืองเป็สัญญาณของเช้าวันใหม่พร้อมกับเสียงฝีเท้าเหล่าทหารยามต่างเดินตรวจตรากันอย่างเป็ระเบียบ
การผลัดเปลี่ยนเวรทั้งในและนอกประตูเมืองเป็ไปตามระเบียบบ่งบอกถึงความเกรียงไกรของกองทัพแคว้นฝูอันเกรียงไกรมาั้แ่ยุคก่อนเสียงเหล่านักบุญเทศนาดังในอาณาบริเวณอารามน้อยใหญ่
สิ่งที่สามารถเห็นได้ั้แ่ไกลคือกำลังและพระราชวังค์อันเป็รากฐานที่แสดงถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของแคว้นฝูแคว้นที่ไม่เคยแพ้ามานับั้แ่ต้นราชวงศ์อู่และขุนนางทั้งสี่ จ้าว เสิ่นเฉิน ไป่ ร่วมกันรวมแคว้น ยามนี้ นอกจากตระกูลไป่ที่ล่มสลายอีกสามตระกูลก็ยังคงเป็ร่มไม้ใหญ่แห่งราชสำนักที่มีไว้เพื่อคานอำนาจไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอำนาจมาก
ว่ากันว่าทั้งตระกูลอู่และสี่ตระกูลแรกเริ่มมาจากฐานะชนชั้นที่ต่างกันอู่ตระกูลแม่ทัพ จ้าวตระกูลพ่อค้า เสิ่นตระกูลบัณฑิต เฉินตระกูลทหารและไป่ตระกูลแพทย์ความเกรียงไกรของทั้งหนึ่งราชวงศ์สี่ตระกูลใหญ่เป็รากฐานที่มั่นคงส่งผลมาถึงยุคปัจจุบัน
“ถวายพระพร ขอให้อายุยืนหมื่นปี”
เสียงของคนหนุ่มผู้มาใหม่ทำให้โอรส์ที่มองทอดทัศนียภาพของเมืองหลวงเช่นทุกวันหันมามองทำเอาคนที่ถูกทักทายแปลกใจไม่น้อยก่อนที่บุรุษหนุ่มร่างสูงโปร่งจะเงยหน้าขึ้นพร้อมกับสานส์บางอย่างจากคนที่อยู่ที่ไกล
“ไป่ซุนหัวฝากสิ่งนี้มาให้ท่าน กำชับให้ข้านับมาให้ท่านถึงมือ”
บุรุษหนุ่มผู้มาใหม่ในชุดของขุนนางโค้งกายลงเพียงเล็กน้อยยื่นม้วนจดหมายจากใครบางคนที่ไม่ได้ติดต่อกันมานาน
“ไม่คิดว่ากุนซือเนื้อหอมเช่นเ้าจะมาด้วยตัวเองเช่นนี้”
โอรส์เอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ดวงตาแสดงความอ่อนโยนอย่างเคยขณะที่ผู้ที่มาเยือนขยับรอยยิ้มจางพลางมองออกไปทัศนียภาพเบื้องหน้าที่ผู้สูงศักดิ์มองทอดออกไป
“อันที่จริง ข้าก็คิดว่าจะส่งให้ท่านหลังการประชุมขุนนางวันนี้แต่มาคิดอีกที ท่าทางวันนี้จะมีแต่เื่ยุ่งๆ” โอรส์ถอนหายใจยาวด้วยความเหน็ดเหนื่อยหัวใจการเมืองในราชสำนักนับวันยิ่งรุนแรงจนคนเฒ่าคนแก่เช่นตนก็แทบจะรับไม่ไหว
“ขุนนางเฒ่าพวกนั้นไม่ยอมออกจากอำนาจ ตัวข้าก็ยังลงจากบัลลังก์ไม่ได้หากไท่จือเข้มแข็งได้ครึ่งหนึ่งของเ้าหรือจือหานก็คงจะดี”ใบหน้าหล่อของคนหนุ่มก้มลงเล็กน้อยในเวลานี้เป็่เวลาสำคัญขององค์รัชทายาทหรือไท่จื่อฮ่องเต้นับวันก็ยิ่งเก่าตัวลง พร้อมที่จะลงจากอำนาจได้ทุกเมื่อหากองค์รัชทายาทไม่มีผู้หนุนหลังที่แข็งแกร่งพอเกรงว่าจะถูกพวกขุนนางเฒ่าและฮองเฮาผู้นั้นกลืนกินเป็แน่
“ฝ่าา ที่ท่านเรียกข้ากับเฉินจือหานกลับมาก็เพื่อการนั้นมิใช่หรือ ตระกูลจ้าวแม้จะเป็เพียงพ่อค้าหาบเร่แต่ก็ไม่เคยตระบัดสัตย์...ข้าเองก็เช่นกัน”
จ้าวหานกล้าพูดเช่นนี้เพราะว่าเติบโตมาด้วยความหลากหลายจากเด็กกำพร้ากลายเป็ลูกชายของตระกูลหลิว สุดท้ายก็มาเป็คนแซ่จ้าว รวมถึง...ตัวตนที่แท้จริงของตนเอง เขาจึงไม่คิดจะทรยศคนตรงหน้าหรือองค์รัชทายาทไม่มีความจำเป็ต้องทำเช่นนั้น
หากแต่มิมีผู้ใดรู้ว่าเขารู้แล้วว่าใครคือพ่อแม่ที่แท้จริงนอกจากจ้าวอันหราน มารดาที่เลี้ยงดูมาั้แ่เด็ก
“ข้าไม่มีเหตุผลใดจะหักหลังองค์รัชทายาทที่เกิดจากหวางเฟยไป่ผู้นั้นและองค์รัชทายาทก็เชื่อใจข้าได้มากที่สุดในราชสำนัก ข้าขอตัว”
เขาไม่มีเหตุผลที่ต้องหักหลัง และ รัชทายาทไว้ใจเขาได้มากที่สุด?...
หรือว่า?...
โอรส์ทบทวนคำพูดของกุนซือตัวแสบ ทุกความคิดประกอบเข้าด้วยกันหากอ่านจากสายตาและท่าทางไม่ผิด ดูเหมือน
จ้าวหานผู้นี้จะรู้ตัวตนที่แท้จริงของตนเองแล้ว จึงได้มามอบจดหมายของ ไป่ซุนหัวให้เขาด้วยตนเอง
จ้าวหานผู้นี้ไม่ธรรมดาทั้งฝีมือและชาติกำเนิด เพราะแบบนั้นจ้าวอันหรานถึงทำทุกวิธีเพื่อรักษาชีวิตเด็กหนุ่มคนนี้เอาไว้แม้จะต้องแลกกับลูกสาวหรือชื่อเสียงของตนเองก็ตามหากแท้จริงแล้วตะหนักถึงความฉลาดและช่างสังเกตของหนุ่มผู้นี้คงจะรู้เื่นี้มานานแล้ว หากแต่ยังยอมรับไม่ได้จนถึงวันนี้
แผ่นหลังของขุนนางหนุ่มผู้นี้ยิ่งใหญ่และเชื่อถือได้ ดีจริงๆที่เติบโตมาอย่างแข็งแกร่งและปลอดภัยเช่นนี้
...... ...
แม้ว่าบ้านเมืองจะสงบสุขมาหลายปีด้วยความดูแลของเหล่าแม่ทัพและขุนนางน้อยใหญ่ทำให้อาณาเขตของแคว้นไม่ถูกตีแตกแต่ความกังวลของโอรส์กลับมาอยู่ที่การเมืองภายในเสียมากกว่า
ขุนนางเฒ่าพวกนั้นทำราวกับตนไม่มีตัวตนมักชอบทำอะไรตามอำเภอใจ สุดท้ายก็เอาปัญหามาให้ตนเองไม่หยุดหย่อน
บนบัลลังก์ัที่ประทับถูกทับถมด้วยราชสารเหตุการณ์บ้านเมืองจากทั่วทั้งแคว้นหนังสือคำร้องและฏีกาต่างๆ แม้พระองค์จะใส่ใจชาวบ้านมากเพียงใดแต่พวกขุนนางก็มักจะทำให้เกิดเื่ขัดข้องใจเสียทุกครั้ง
“ข้าขอทูลฝ่าายามนี้ตำแหน่งองค์รัชทายาทสำคัญมากควรจะให้ชินอ๋องครองเมืองสักเมืองเพื่อแสดงความจริงใจ” เสนาบดีเสิ่นบิดาของฮองเฮาผู้นั้นทูลขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งเื่ฐานะและตำแหน่งของราชวงศ์หญิงชาย
น้องชายของตนรั้งตำแหน่งชินอ๋องมาหลายสิบปีนับั้แ่ขึ้นเป็ขุนนางบู๊แรกเริ่มเดิมทีใครต่อใครก็ว่าน้องชายของเขาเหมือนเอาชีวิตไปทิ้งในสนามรบนานวันเข้ากลายเป็ว่าชื่อชินอ๋องกลายเป็สิ่งที่บ่งบอกถึงอำนาจทางการทหารที่มีมากไม่น้อยไปกว่าตระกูลเฉิน
ผู้สนับสนุนองค์ชายคนอื่นย่อมหวาดกลัวอำนาจและกำลังรบของชินอ๋อง
“ข้าเห็นตัวกับเสนาบดีเสิ่นการที่ท่านอ๋องยังคงอยู่ในเมืองหลวงล้วนสร้างความหวาดกลัวให้แก่ผู้คน”กรมเ้าโยธาเองก็กล่าวเสริม
“ชาวบ้านหรือพวกเ้ากันแน่ที่หวาดกลัว”เสียงทุ้มเ็าของโอรส์ถามขุนนางอย่างเหลืออด เื่นี้ถูกยกมาพูดทุกครั้งดูเหมือนคนเหล่านี้จะหวาดกลัวเด็กนั่นมากกว่าเ้าแผ่นดินที่นั่งอยู่ตรงนี้เสียอีก
“มิบังอาจ...”
“ข้ารู้ดีว่าพวกเ้าเกรงกลัวอำนาจและกำลังรบของชินอ๋องแม่ทัพเฉินก็ขอลาออกราชการมาสักพัก ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ผู้ถือครองตราพยัคฆ์ก็ยังว่างอยู่”
“ข้าเรียกประชุมในวันนี้เพื่อจะประกาศนามของแม่ทัพหลวงคนใหม่ที่มีความสามารถประจักษ์ มีผลงานที่ดี และเป็ที่นับหน้าถือตาในหมู่ทหาร”
ในท้องพระโรงยามนี้มีขุนนางฝ่ายบู๊อยู่กันเกือบครบ แม่ทัพภาคและแม่ทัพประจำเมืองสำคัญๆ ก็อยู่กันเกือบทั้งหมดการเรียกขุนนางฝ่ายบู๊มาเกือบทั้งหมดเช่นนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ไม่แปลก
“รองแม่ทัพเฉิน นับั้แ่วันนี้ไปเ้าจะเป็แม่ทัพใหญ่ของแคว้นกิจทางการทหารล้วนอยู่ในมือเ้า” มือของผู้สูงศักดิ์ขยับส่งสัญญาณให้ขันทีคู่ใจขันทีเฒ่าเดินไปพลางยิ้มไปพลาง ในมือถือกล่องไม้เล็กๆ ถูกสลักงดงาม
ทางด้านคนที่ถูกเรียกแม่ทัพเฉินจือหานที่วันนี้อยู่ในชุดขุนนางเรียบร้อยเดินออกมาท่ามกลางความเงียบและสายตาที่หลากหลายรูปร่างสูงโปรงไหล่กว้างรวมกับใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้มเล็กๆทำให้เขาดูเหมือนคนร้ายกาจ สำหรับขุนนางฝ่ายบุ๋น ใครๆก็รู้ว่าเฉินจือหานเป็บุคคลอันตราย ทำได้ทุกอย่างเพื่อชัยชนะทว่าทั้งฝีมือและผลงานล้วนแล้วแต่ประจักษ์แจ้ง จึงไม่มีใครกล้าคัดค้านขึ้นมาสักคน
ลองคัดค้านดูสิ คืนนี้อาจเป็คืนสุดท้ายที่ยังมีชีวิตอยู่!
แตกต่างจากขุนนางบู๊ที่มองด้วยความชื่นชมตำแหน่งนี้เหมาะสมกับรองแม่ทัพผู้นี้แล้ว ไม่ว่าเฉินจือหานจะปรากฏตัวที่ไหนนั่นหมายถึงชัยชนะ คนที่มีทั้งความฉลาดและกล้าที่จะลงมือไม่มีใครเหมาะไปกว่านี้แล้ว
ขันทีมอบกล่องตราพยักฆ์แก่เฉินจือหานชายหนุ่มโค้งรับตามธรรมเนียมอย่างดงามครบถ้วนทุกประการ
“ขอบพระทัยฝ่าา ข้าเฉินจือหานโน้มรับด้วยความยินดี”ว่าจบชายหนุ่มก็ลุกขึ้น
“หลังจากนี้เื่ในกองทัพ ทั้งตำแหน่งต่างๆ ล้วนให้เ้าตัดสินใจ”
เฉินจือหานโค้งรับก่อนจะเดินกลับไปยังที่ของตนเอง
“ส่วนจ้าวหาน ข้าขอแต่งตั้งเ้าขึ้นเป็รองแม่ทัพและให้ตำแหน่งโหวแก่เ้า”
“ขอบพระทัยฝ่าา” จ้าวหานกล่าวตอบรับอยู่กับที่เพราะไม่มีสิ่งใดที่มอบให้เขาจึงไม่จำเป็ต้องเดินออกไป
ปฏิกิริยาของขุนนางฝ่ายบู๊ที่ดูฮึกเหิมทำให้รู้แล้วว่าการแต่งตั้งทั้งสองคนขึ้นตำแหน่งล้วนเป็สิ่งที่ถูกต้องยิ่งขุนนางฝ่ายบู๊ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจ พวกขุนนางเฒ่าก็ได้แต่เงียบปาก
“จบการประชุมเท่านั้น”
“ถวายพระพรฝ่าา ขอให้อายุยืนหมื่นปี”
ขุนนางทุกคนต่างถวายพระพรตามธรรมเนียมขณะที่โอรส์เดินออกไปจากโรงพระโรง
ขุนนางน้อยใหญ่ทยอยเดินออกจาห้องพระโรง บ้างก็เดินออกเพียงลำพังบ้างก็เดินออกไปพร้อมกับสหาย บ้างก็เดินออกไปพร้อมกับพันธมิตรทางขุนนางฝ่ายบู๊ส่วนแต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้พบปะกันบ่อยนักจึงจับกลุ่มพูดคุยกันเสียงดัง บ้างก็เดินมาทักทาย พร้อมแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้ตำแหน่งใหม่บ้างเหล่าขุนนางบู๊ต่างก็คิดว่าอีกไม่นานคงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกองทัพแน่นอน
“ยินดีกับตำแหน่งใหม่ของเ้า”จ้าวหานเงยใบหน้านิ่งสงบมองผู้ที่เข้ามาร่วมวงสนทนาระวังตนกับผู้บังคับบัญชา
“ขอบคุณเ้ากรมหลิว”ผู้ถูกอวยพรกล่าวคำตอบรับอย่างขอทีเมื่อเห็นว่าบุรุษตรงหน้าคือผู้ชายคนเดียวกันกับที่ทำให้เขากับครอบครัวต้องแยกทางต้องย้ายไปอยู่ในที่ที่ห่างไกล
“กล่าวอะไรห่างเหินเช่นนั้นเล่าเราก็คนกันเอง ยินดีกับ
แม่ทัพเฉินจือหานด้วยเช่นกัน”หลิวซือิถือวิสาสะแสดงความใกล้ชิดกับขุนนางฝ่ายบู๊ทั้งสองคนที่พึ่งได้รับตำแหน่ง
เฉินจือหานค้อมหน้าให้ขุนนางผู้ใหญ่เล็กๆท่ามกลางสายตาของพี่ชายขุนนางทั้งบู๊บุ๋น อย่างไม่ถือตัวนั่นทำให้หลิวซือิยิ่งได้ใจ
“หากเ้ามีเวลาว่างก็ไปที่จวนสกุลหลิวบ้างก็ได้ทั้งท่านย่าของเ้าและแม่ของเ้าล้วนอยากเจอทั้งนั้น”จ้าวหานมองขุนนางาุโผู้นี้ด้วยสายตาที่แสดงความเรียบเฉยแท้จริงแล้วจุดประสงค์ของหลิวซือิคือการสานสัมพันธ์กับกองทัพที่เคยล้มเหลวสมัยแม่ทัพคนก่อนครั้งนี้เห็นว่าอดีตลูกเลี้ยงได้ขึ้น จึงรีบเดินเข้ามาหาทันที
จ้าวหานไม่กล้าคาดคะเนเลยว่าบุรุษตรงหน้ามีความระอายบ้างหรือไม่ยามสมัยเมื่อเป็เด็กตนถูกคนรังแกทั้งนายทั้งบ่าวจนมารดาต้องส่งไปอยู่จวนสกุลเฉินและได้ร่ำเรียนกับเหล่าองค์หญิงองค์ชายเมื่อยามที่ต้องแยกทางก็จะฆ่าทิ้งเสียให้สิ้นซาก หากจำไม่ผิด ในปีที่เขาสอบเป็ขุนนางเขาได้ระดับขั้นปังเหยียนฝ่าากรุณาให้ตนอยู่ในกรมขุนนางทว่าก็เป็หลิวซือิผู้นี้ใช้กลการเมืองทำให้ตนถูกแย่งชิงผลงานและถูกกล่าวหาอยู่หลายครั้ง
หากแม่ทัพในยามนั้นหรือท่านลุงเฉินหรงฟางไม่เข้ามาทูลขอตัวของเขาย้ายมาอยู่ในกองทหารก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาจะไปอยู่ส่วนไหนของราชสำนัก
“มารดาหรือ? ท่านย่าหรือ?มารดาข้านอกจากผู้ให้กำเนิดก็มีเพียงท่านหญิงเจี่ยลี่เท่านั้น ส่วนท่านย่า...”
รอยยิ้มแข็งขืนปรากฏบนใบหน้าของเ้ากรมการคลังถูกรองแม่ทัพคนใหม่หักหน้าเช่นนี้ มิรู้ว่าพรุ่งนี้จะมีคนขบขันมากแค่ไหนหรือบางทีอาจจะไม่ต้องรอถึงวันพรุ่งนี้ยามนี้ก็มีแม่ทัพคนปัจจุบันหัวเราะในลำคออย่างไม่เกรงใจ
“ถ้าข้าอยากไป จะไปเองขอบคุณที่ชวน”
ร่างสูงทั้งสองของบุรุษแห่งกองทัพเดินออกมาจากท้องพระโรงอย่างไม่ใส่ใจทิ้งให้ขุนนางเฒ่าหลิวคับแค้นอยู่ลำพัง ไม่สนแม้กระทั่งคำสบถเบาๆที่หลุดออกมาด้วยซ้ำ
“ไอ้เด็กอวดดี!”
...... ...
หลังจากประชุมขุนนางเสร็จสิ้นตามกระบวนการเป็ธรรมดาที่ฮ่องเต้มักจะเรียกขุนนางบางคนมาร่วมสนทนาหลังจากประชุมถึงปัญหาต่างๆหรืออาจจะแค่แก้เบื่อคลายเครียด ครั้งนี้ก็เช่นกัน
บุรุษร่างสูงที่พึ่งได้อวยยศใหม่ขอเข้าเฝ้าฝ่าายังห้องหนังสือส่วนตัวที่มีไว้พูดคุยเช่นนี้เมื่อขันทีขานชื่อ โอรส์รีบตอบรับทันทีอย่างไม่อิดออด
“ทักทายท่านลุง ลำบากท่านแล้ว” ยามเมื่ออยู่กันอย่างเป็ส่วนตัวครอบครัวก็คือครอบครัว เ้าแผ่นดินก็เพียงหัวโขนมักจะให้ลูกหลานทำตัวตามสบายเช่นนี้
“มันเป็หน้าที่ มานั่งสิจือหาน จ้าวหาน กงกงเอาชากับขนมมาเพิ่มสักหน่อย” โอรส์ผู้เคร่งครัดยามอยู่กับลูกหลานมักจะไม่คิดมากอยากจะคุยกับคนหนุ่มสาวสบายๆ มากกว่า
“ได้พักผ่อนหลังทำศึกมานาน เป็อย่างไรบ้างล่ะ ว่าไงเฉินจือหาน ว่างๆก็หาหลานสะใภ้ให้ข้าสักทีสิ” คนเป็ลุงหยอกล้อด้วยท่าทางขบขันอย่างอารมณ์ดีปีนี้เฉินจือหานอายุยี่สิบห้าแล้ว กำลังหนุ่มและมีอนาคตที่ดี ติดที่ไม่มีเมียจนเขากลัวว่าหลานชายจะเอาตัวไปตายในสนามรบ ตระกูลเฉินจะสิ้นในยุคนี้เสีย
“ข้าไม่รีบ” คนเป็หลานตอบนิ่งๆ
“แล้วเ้าล่ะ”
“่นี้ภรรยาของข้าเลี้ยงดูลูกเล็ก ข้าช่วยนางเลี้ยงไม่ได้มีอะไรพิเศษ” จ้าวหานนั้นแต่งงานมาหลายปีแล้วมีลูกชายคนหนึ่งปีนี้อายุสามขวบแล้วชื่อว่า จ้าวรุ่ยเพราะการศึกทำให้ห่างบ้านไม่ได้สนิทกับลูกชายจึงใช้โอกาสนี้เล่นกับลูกมากกว่าทำอย่างอื่น
“นั้นสินะ เอามาให้ข้าเล่นบ้างสิ”
จ้าวหานค้อมใบหน้ารับด้วยรอยยิ้มโดยไม่ปฏิเสธ
“อย่าเื่นู้นเื่นี้ท่านลุงเรียกข้ามีเื่อะไรกันแน่” แม่ทัพหนุ่มมีหรือจะไม่รู้ทันลุงของตนเองจนคนเป็ลุงจิ๊ปากอย่างไม่พอใจ
มือของเ้าแผ่นดินหยิบเอาฏีกาฉบับหนึ่งขึ้นมาให้บุรุษทั้งสองคนดูเป็ฏีกาที่ถูกส่งจากเมืองหลวนที่อยู่ทางใต้ของซีหยางและเมืองที่ติดชายแดนทางใต้ของแคว้นทั้งสองฉบับ
“เรียบร้อยดี ไม่มีสิ่งผิดปกติ?” เฉินจือหานอ่านรายงานเมืองหลวนด้วยความขบขันก่อนจะหัวเราะในลำคอด้วยความประหลาดใจ
“ปกครองได้ดีเสียจริงไม่มีสิ่งผิดปกติ”
จุดยุทธศาสตร์เมืองหลวนนั้นเป็เมืองท่าที่ติดกับคลองขนาดใหญ่ที่สามารถทะลุไปยังทะเลอันเป็สถานที่พักของนักเดินทาง เป็สถานที่เหมาะกับการค้าขายกับต่างชาติมากมายด้วยทำเลที่มั่นใจได้ว่าไฟาจะไม่มาถึงเพราะส่วนติดต่อที่ทับซ้อนกับซีหยางและแคว้นลี่ล้วนเป็ูเาสูงหากจะมาก็ต้องอ้อมมาทางเมืองเว่ย หรือใช้เรือเท่านั้น
ทำเลทองคำที่มีผู้คนเข้ามาค้าขายมากมายต่างภาษาและเผ่าพันธ์เช่นนั้นน่ะหรือ จะปกติไม่มีปัญหา เป็เทพเ้าหรือยังไง
“มีการปล้นสะดม และปล้นเสบียงของกองทัพอยู่หลายครั้ง แต่โจรมักจะเผาเสบียงและนำเสบียงไปไม่มาก”ทางด้านเส้นทางฝั่งใต้ที่ติดกับแคว้นปันนาแม้จะมีปัญหาเื่ชายแดนและชนเผ่าพื้นถิ่นอยู่บ้างแต่ก็ไม่เคยมีรายงานเื่การปล้น และนี่เหมือนจงใจปล้นแต่เสบียงของกองทัพเท่านั้น
เมืองฝั่งใต้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ต่อให้ไม่มีเงินทองก็น้อยที่จะมีขโมย
“ใช่ มีบางอย่างแปลกๆ ข้าอยากให้พวกเ้าส่งข่าวให้ ‘คนของเรา’ ไปตรวจสอบสักหน่อย”ทั้งสองคนเข้าใจตรงกันทันที คนของเราที่หมายถึงมีเพียงพวกเขาและคนอีกไม่กี่คนที่รู้ คนในเมืองที่รู้คงมีเพียงเฉินหรงฟางเท่านั้น
เฉินจือหานพยักหน้ารับโดยไม่เอ่ยอะไรเช่นเดียวกับจ้าวหาน
“ฝ่าา รุ่ยอ๋องทูลขอเข้าเฝ้า”ขันทีเดินเข้ามารายงานด้วยเสียงไม่ดังแต่ก็พอได้ยินฏีกาสองฉบับถูกเก็บเข้าที่ก่อนที่จะพยักหน้าให้เชิญเข้ามา
“ถวายพระพรท่านพ่อ ข้าขออภัยที่กลับมาไม่ทันประชุมขุนนาง”รุ่ยอ๋องท่าทางยิ้มแย้มเอ่ยทักทายจ้าวหานลุกขึ้นค้อมหน้าเล็กน้อยด้วยความตำแหน่งเล็กกว่ารุ่ยอ่องเองก็ก้มหน้าเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงที่นั่งที่ว่างอยู่
“เป็อย่างไรบ้าง”ฮ่องเต้ไถ่ถามลูกชายคนหนึ่งที่ตนโปรดมากด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
“ท่านอาเดินทางถึงซีหยางปลอดภัย สถานการณ์ก็สงบดี เป็เพราะทั้งสองคนที่ทำได้ดีทำให้พวกแคว้นลี่ไม่กล้าบุกยิ่งท่านอาไปประจำการที่เมืองซีหยางด้วยตนเองยิ่งสร้างขวัญและกำลังใจมาก”
น้ำเสียงของรุ่ยอ๋องล้วนเอ่ยอย่างปกติ บุคคลทั้งสามก็ฟังเงียบๆไม่มีใครขัดขึ้น
“ก็ดีแล้ว เ้าเองก็กลับมาเหนื่อยๆ พักก่อนก็ได้ค่อยมาหาข้า”
“ข้ากลัวว่าท่านจะเป็ห่วงท่านอามาก อีกอย่างข้าไม่ได้เหนื่อยอะไร”
“รู้ใจข้าเสมอ”
สองพ่อลูกคุยกันอย่างสนิทสนม ฮ่องเต้มองรุ่ยอ๋องด้วยความเป็ห่วงและภาคภูมิใจทำให้บุรุษทั้งสองหันมองหน้ากันอย่างเข้าใจความหมายว่าพวกเขาควรจะออกไปจากห้องนี้ให้พื้นที่ส่วนตัวทั้งสอง
“ท่านลุง งั้นข้ากับจ้าวหานขอตัวก่อน ลาท่านลุง ข้าไปก่อนแล้วเจอกัน”
เฉินจือหานเป็คนกล่าวจ้านหานก้มตัวลงลาตามมารยาทจึงเดินตามผู้บัญชาการไปเงียบๆ
“เ้าอยู่กับลูกกับเมียพักเถอะ แค่แจ้งข่าว เดี๋ยวข้าไปเอง”เฉินจือหานพูดกึ่งคำสั่งกับจ้าวหานเื่ที่ฝ่าากล่าวเมื่อครู่เมื่อมั่นใจว่าเดินออกมาพ้นผู้คนแล้ว จ้าวหานก็พยักหน้ารับเบาๆ
บุรุษทั้งสองในขุนนางกำลังเดินออกจากวังก็พบเข้ากับบุรุษร่างสูงอีกคนใบหน้าหล่อเหลามิไม่ได้ดูดุดัน กลับดูหล่อราวกับบัณฑิตทั้งลักษณะเสื้อผ้าและการวางตัว ผมเองก็ถูกรวบอย่างเรียบร้อย ผิวขาวราวกับสตรี
ชายหนุ่มทั้งสองหยุดก่อนจะก้มหัวลงด้วยความเคารพ
“องค์รัชทายาท”มือที่ถือพัดของชายหนุ่มผู้นั้นโบกมือเป็สัญญาณให้ทำตัวตามสบาย ก่อนจะไพล่หลัง
“ยินดีกับพวกเ้าด้วย เฉินจือหาน จ้าวหาน”น้ำเสียงอ่อนนุ่มของบุรุษเช่นบัณฑิตตรงหน้าอวยพรน่าฟัง
“พี่ชายใหญ่ เหตุใดที่เดินมาจากด้านนอก มีเื่ใดหรือเปล่า”เฉินจือหานกล่าวถามกับอีกฝ่ายราวกับญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง
“หึ เฉินจือหาน ข้าก็แค่อยากดูเมืองหลวงว่ายังปกติดีหรือไม่เท่านั้น”รัชทายาทหนุ่มตอบด้วยท่าทางสบายๆทว่าเฉินจิหานหรี่ตามองญาติผู้พี่คนนี้ด้วยความไม่ไว้ใจอย่างไม่ปิดบัง
“เช่นนั้นหรือ ข้าเชื่อก็ได้ งั้นขอตัวก่อน”เฉินจือหานพูดคล้ายจะรู้ทัน ก่อนจะขอตัวเดินแยกออกมาให้รัชทายาทหนุ่มยิ้มออกมาพลางส่ายหน้าให้ญาติผู้น้องคนนี้
“ระหว่างที่ข้าไม่อยู่ ก็จับดูคนแซ่อู่ไว้ให้ดีล่ะ”เฉินจือหานออกคำสั่งกับจ้าวหานด้วยใบหน้าผ่อนคลาย
ใช่แล้วเขากำลังสั่งให้จับตาดูราชวงศ์ทุกคน เพราะเขารู้สึกสังหรณ์บางอย่างที่ร้ายกาจมากๆกำลังจะเกิดขึ้นไม่ข้าก็เร็ว
#####