ตอนนี้ทุกคนออกมายืนอยู่ที่ท่าน้ำเพื่อเตรียมตัวลงเรือกันครบแล้ว
“ขุนพิมานท่านจะพาข้าไปเที่ยวที่ใดเ้าค่ะ”
ทิวาถามอย่างตื่นเต้นโดยไม่ได้หันมองหน้าขุนศรีสุนทรที่ยืนข้างๆเลยสักนิด ช้อยกับคำหล้าที่เห็นท่าไม่ดีก็ก้มหน้ากระตุกชายสไบของนายสาวให้รู้ตัว
“ไปที่...”
“มิไป! บ่ายมากแล้ว เ้าต้องกลับเรือน!”
ขุนพิมานยังพูดไม่จบก็ถูกขัดด้วยเสียงดุๆของขุนศรีสุนทรเสียก่อน
“อ้าว!”
ทิวาทำหน้าหงอยๆ เพราะรู้ว่าต้องอดไปเที่ยวแน่ๆแล้ว
“เช่นนั้นข้าขอตามไปที่เรือนเ้าด้วยหนาพ่อเด่น ข้ามิได้เอาเรือมา”
ขุนพิมานบอกสหายแต่สายตากลับจ้องมองทิวาและราตรีเสียหวานหยด
“ไปสิเ้าค่ะ ข้ามีเื่อยากคุยกับขุนพิมานเยอะเลยเ้าค่ะ”
ทิวาตอบรับแทนอย่างร่าเริง เพราะขุนพิมานนั้นบอกว่าเขาทำงานที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อกับพ่อค้าชนชาติต่างๆที่เข้ามาค้าขายในกรุงศรีอยุธยา ทำให้ทิวารู้สึกสนใจมากขึ้นเพราะเขาน่าจะมีเื่เล่าแปลกๆให้ได้ฟังมากมาย และด้วยความที่นางเป็คนที่เข้ากับคนง่ายจึงทำให้นางรู้สึกสนิทสนมกับชายตรงหน้าได้อย่างรวดเร็ว ช้อยกับคำหล้ายิ่งก้มหน้าหนักกว่าเดิม กระตุกสไบของนายสาวถี่ขึ้น
“แม่ทิวา! ฮึ่ม!”
ขุนศรีสุนทรที่บัดนี้หน้าตาบึ้งตึงอารมณ์คล้ายจะขุ่นมัวมากนักมองหน้าทิวาที มองหน้าขุนพิมานที โมโหจนนึกคำพูดไม่ออก
“เอาเถิดๆ พวกเ้าอยากไปที่ใดก็ไปเถิด ประเดี๋ยวจะเย็นย่ำเสียก่อน ไปกันเถิดแม่ราตรีข้าจะไปส่ง”
เป็หลวงสรศักดิ์ที่เอ่ยห้ามทัพอีกครั้ง แล้วร่างสูงจึงหันมาชักชวนราตรีกลับเรือนแทน
“เ้าค่ะ ออกหลวงท่าน”
ราตรียิ้มรับน้อยๆ แววตาก็ดูรื่นเริงไม่ได้เ็าเหมือนอย่างเคย มันทำให้ออกหลวงหนุ่มถึงกับใจกระตุกถี่รัวไม่รู้ว่านี่เป็ครั้งที่เท่าไรแล้วั้แ่ได้เจอนางในวันนี้
...นางยิ้มให้เช่นนี้ เอ็งจะทนได้อีกเท่าใดว่ะ ไอ้พาฬเอ๊ย
“แม่นายน้อย จะดีรึเ้าค่ะ มิงามหนาเ้าค่ะ”
ช้อยรีบหันมาห้ามนายสาว แต่พอหันไปเห็นสายตาคมดุของหลวงสรศักดิ์ก็รีบหุบปากก้มหน้างุดทันที
“พวกมึงสองคนลงเรือกลับไปได้แล้ว กูจะไปส่งแม่ราตรีเอง”
ออกหลวงหนุ่มสั่งช้อยและคำหล้าเสียงเฉียบขาด
“แต่..แม่นายน้อยเ้าค่ะ”
ช้อยเรียกแม่นายของมันอย่างลังเล มองหน้าคนนั้นทีคนนี้ทีอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร
“เ้าสองคนกลับไปก่อนเถิด ไปรอข้าที่เรือน ออกหลวงท่านมิทำกระไรข้าดอก ไปสิ”
ราตรีเอ่ยไล่บ่าวเสียงนุ่มนวล
“จะ..เ้าค่ะ/เ้าค่ะ”
ช้อยและคำหล้ายอมเดินลงเรือไปโดยมีไอ้ดำบ่าวชายอีกคนที่มากับขุนศรีสุนทรก่อนหน้านี้เป็คนพายเรือให้ แต่สายตาก็ยังมองมาที่นายสาวทั้งสองอย่างห่วงใย
“เราไปกันเถิดแม่ราตรี”
หลวงสรศักดิ์หันมาชักชวนราตรีลงเรือที่ไม้นำมาจอดรอท่าอยู่แล้วด้วยเสียงนุ่มทุ้ม โดยไม่หันไปสนใจหนุ่มสาวอีกสามคนที่ยืนเถียงกันก่อนหน้านี้อีกเลย
“เช่นนั้นเราก็ไปกันเถิดเ้าค่ะ ขุนพิมาน”
ทิวาหันมาชวนขุนพิมานกลับเรือนบ้างเมื่อเรือของหลวงสรศักดิ์กับราตรีออกจากท่าน้ำไปแล้ว โดยไม่หันมามองหน้าตาถมึงทึงของขุนศรีสุนทรเลยสักนิด
“ฮึ่ม! ไอ้เปี๊ยก! พายเร็วๆ!”
ท่านขุนหนุ่มที่ทำอะไรใครไม่ได้จึงหันมาลงกับบ่าวคนสนิทแทน ก่อนจะลงเรือตามสองคนนั้นไป
“หา!..ขอรับ”
เปี๊ยกรับคำอย่างงงๆ แล้วก็เร่งพายเรือกลับเรือนอย่างงงๆเช่นกัน
...
บนเรือของหลวงสรศักดิ์ที่มีไม้เป็ฝีพายนำพาทั้งคู่ออกจากท่ามาได้สักพัก มันรู้สึกว่าบรรยากาศบนเรือวันนี้แตกต่างจากที่เคยผ่านมาโดยสิ้นเชิงเพราะสองชายหญิงที่นั่งหันหน้าเข้าหากันตอนนี้ท่วงท่านั้นช่างสงบนิ่ง แต่หากจะสังเกตให้ดีจะเห็นว่าคนทั้งคู่ต่างลอบมองกันด้วยแววตาหวานซึ้งจนมดแทบจะขึ้นเรืออยู่แล้ว
“ไอ้ไม้ ไปทางนั้น”
“ขอรับ”
ออกหลวงหนุ่มชี้บอกทางสั่งบ่าวคนสนิท โดยที่สายตายังไม่ละจากวงหน้างาม
ราตรีเพียงหันมามองหน้าออกหลวงหนุ่มอย่างแปลกใจเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไร
“เ้ามิถามรึ ว่าข้าจะพาเ้าไปที่ใด”
ราตรียิ้มน้อยๆ ก่อนตอบ
“มิถามเ้าค่ะ อยากพาไปที่ใดก็ตามแต่ใจออกหลวงท่่านเถิดเ้าค่ะ”
...ฮึ่ม ว่าง่ายเช่นนี้ พากลับเรือนเสียดีมั้ยว่ะ
หลวงสรศักดิ์ผู้จนคำพูดเสใบหน้าไปทางอื่น มุมปากก็อมยิ้มน้อยๆริมใบหูหนาก็ซับสีนิดๆ
...
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ไม้ได้นำเรือมาจอดเทียบท่าที่ตลาดแห่งหนึ่งตามที่หลวงสรศักดิ์สั่ง ที่นี่เป็ตลาดค้าขายเครื่องประดับและแพรพรรณมีข้าวของจากทั้ง ไทย แขก จีน และฝาหรั่งให้เลือกมากมาย ราตรีที่เดิมทีเป็คนรักสวยรักงามอยู่แล้วจึงชื่นชอบที่นี่มากและดูสนอกสนใจกับทุกอย่าง สายตาหวานมองข้าวของอย่างเพลิดเพลิน โดยไม่ทันสังเกตชายร่างสูงที่เดินเคียงข้างว่าเขามองตนด้วยสายตาหวานหยดเพียงใด จนกระทั่งร่างบางมาหยุดยืนที่หน้าร้านขายเครื่องประดับร้านหนึ่ง
“ต่างหูนี่งามนัก”
ราตรีหยิบต่างหูคู่หนึ่งขึ้นมาดู แม่ค้าที่เห็นลูกค้าท่าทางมีเงินมากจึงรีบพูดขายของอย่างรวดเร็ว
“งามนักเ้าค่ะแม่หญิง เพิ่งมาใหม่เลยเ้าค่ะ เหมาะกับแม่หญิงมากหนาเ้าค่ะ”
“เ้าชอบงั้นรึ”
ชายหนุ่มถามอย่างสนใจ
“เ้าค่ะ ข้าคิดว่ามันเหมาะกับพี่หญิง ข้าจะซื้อไปฝากพี่หญิงเ้าค่ะ”
ร่างบางพูดไปยิ้มไป
“ข้าเอาต่างหูคู่นี้ ราคาเท่าใด”
“หนึ่งชั่งเ้าค่ะ”
แม่ค้าที่ห่อต่างหูใส่กล่องอย่างดีแล้วยื่นสินค้าให้ราตรี แต่ก่อนที่ร่างบางจะจ่ายเงิน ก็มีแขนยาวๆของออกหลวงหนุ่มชิงจ่ายเงินไปก่อนแล้ว
“มิต้องเ้าค่ะ ข้าจ่ายเอง”
ราตรีเอ่ยอย่างเกรงใจ
“ข้าพาเ้ามา ข้าต้องเป็คนจ่าย”
“แต่..”
“คุณลุงของเ้ามิได้บอกรึ ว่าผู้ใหญ่ให้ของต้องรับไว้ เอาตามที่ข้าว่า มิต้องแย้ง”
“เอ่อ..ขอบน้ำใจเ้าค่ะ”
ออกหลวงหนุ่มแสร้งทำหน้าดุเอ่ยตัดบทจนร่างบางไปไม่เป็ จำต้องยกมือไหว้ขอบคุณร่างสูง
...แก่กว่าข้าแค่หกเจ็ดปีเท่านั้น เหตุใดจึงดุนักเล่า
หลังจากนั้นราตรีก็เดินดูของต่ออีกหลายร้านอย่างเพลิดเพลิน ได้กำไลมาฝากคุณหญิงพวงทองและผ้าอีกสองพับมาฝากชดกับช้อย ทุกร้านหลวงสรศักดิ์ล้วนเป็คนแย่งจ่ายเงินทั้งสิ้น โดยมีไม้ที่เดินตามหลังคอยถือข้าวของให้
“ท่านจะจ่ายให้ข้าทั้งหมดจริงๆรึเ้าค่ะ”
ราตรีถามออกหลวงหนุ่มเมื่อเดินจนทั่วแล้ว
“เป็เช่นนั้น”
“แต่ข้ายังอยากได้อีกโข หนาเ้าค่ะ”
ร่างบางเอ่ยลองเชิงดวงตาคู่งามจ้องมองหน้าออกหลวงหนุ่มอย่างซุกซน
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะสั่งให้ทุกร้านเอาของทั้งหมดไปส่งให้เ้าที่เรือน เ้าจะได้มิต้องทนร้อนเดินเลือกซื้อดีรึไม่”
ร่างสูงตอบด้วยท่าทางผ่อนคลาย สายตาจ้องใบหน้างามนิ่ง ทั้งยังมีรอยยิ้มนิดๆติดอยู่ที่ริมฝีปาก มือหนายังไม่วายยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อเม็ดเล็กที่ผุดขึ้นตรงหน้าผากมน ท่าทางที่แสนอ่อนโยนนี้ทำให้ราตรีขัดเขินมากเสียจนต้องเสหน้าไปทางอื่นแทน
“เบี้ยเยอะจริงหนาเ้าค่ะ”
“มากกว่าที่เ้าคิด”
“คงจะเคยซื้อให้แม่หญิงทั่วทั้งกรุงศรีฯเป็แน่”
ราตรีเอ่ยประชดประชันด้วยความหมั่นใส้ในตัวพ่อบุญทุ่มผู้นี้ พลางสะบัดหน้าไปมองทางอื่น
ร่างสูงที่เดินมาประชิดกายบางเมื่อใดไม่รู้ ริมฝีปากหนากระซิบเอื้อนเอ่ยคำหวานด้วยเสียงหนักแน่น ชิดใบหูของร่างแน่งน้อย ลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดใบหูและถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ย ทำให้แก้มนวลขึ้นสีแดงระเรื่อทันตา
“ข้ามิขอปดเ้าว่ามิเคยซื้อให้ผู้ใด แต่ต่อจากนี้ข้าจะซื้อให้เ้าแต่เพียงผู้เดียว แม่ราตรี”
...
ั้แ่ที่ทั้งคู่ก้าวเข้ามาในตลาดแห่งนี้ทั้งสองก็ตกเป็เป้าสายตาของคนกลุ่มหนึ่งที่แอบมองอยู่ห่างๆ เพราะด้วยหน้าตา ท่าทางและการแต่งตัวของคนทั้งคู่นั้นโดดเด่นยิ่งนัก มองปราดเดียวก็สามารถบอกได้ว่าเป็ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่เป็แน่
“ใช่มันแน่ๆพี่เพิ่ม”
ชายคนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยขณะที่ก้มหน้าดูภาพวาดในมือแล้วเงยหน้ามองเป้าหมายทั้งสองไปด้วย
“หึ ท่าทางก็มิเท่าใดนี่หว่า งานครั้งนี้ง่ายเสียจริงแม่นางผู้นั้นก็งามนัก หากได้มาเชยชมกูคงจะเป็สุขเหมือนได้ขึ้น์ชั้นฟ้าแน่ๆเลยโว้ย”
ไอ้เพิ่มชายร่างใหญ่ผู้เป็หัวหน้ากลุ่มกล่าวกับลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างๆด้วยท่าทางหื่นกระหาย สายตาก็ยังคงจับจ้องเหยื่อทั้งคู่ไม่วางตา
“นั่นสิพี่ ท่าทางจะเป็ลูกผู้ดีมีเงินในถุงนั่นคงพกเบี้ยมาโข”
ลูกน้องอีกคนที่ร่างเล็กกว่าเอ่ยตอบ
“แต่ไอ้หนุ่มผู้นั้นท่าทางดุใช่เล่นหนาพี่เพิ่ม”
ไอ้เม่าผู้ที่เด็กที่สุดในกลุ่มกล่าวด้วยท่าทางกล้าๆกลัวๆ
“มึงจะกลัวกระไร มันมากับบ่าวแค่สองคน เรามากันตั้งเจ็ดคน แค่นี้มิคณามือคณาตีนกูดอก”
ไอ้เพิ่มกล่าวอย่างลำพอง
“งานนี้ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเสียอีก ได้ทั้งเงินได้ทั้งเมีย ฮ่าฮ่าฮ่า”
“ไอ้เม่ามึงหาทางไปล่อมันมาที่ท้ายตลาด กูจะฆ่ามันที่นั่น”
พวกมันทั้งเจ็ดนัดแนะกันแล้วจึงค่อยแยกย้ายกันไป
...
ราตรีที่บัดนี้กำลังยืนดูผ้าจากพ่อค้าชาวอินเดียอย่างสนใจ จนไม่ได้สังเกตรอบด้านเมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครา ชายร่างสูงที่มาด้วยกันก็หายไปแล้ว เหลือเพียงไม้ที่ยืนถือข้าวของอยู่ใกล้ๆเท่านั้น
“อ้าว..ออกหลวงท่านไปที่ใดแล้วเล่า”
ราตรีเอ่ยปากถามไม้ สายตาก็สอดส่ายหาร่างสูงไปด้วย
“ไป..”
ยังมิทันที่ไม้จะเอ่ยตอบ ราตรีก็ถูกร่างเล็กของเด็กหญิงชาวบ้านคนหนึ่งจับมือแน่นบนใบหน้าเล็กมีน้ำตานองหน้าอย่างน่าสงสาร
“นังหนูเ้าเป็กระไร ร้องไห้ด้วยเหตุใด”
ราตรีถามอย่างสงสัย
“ช่วย..ฮึก..ช่วยแม่หนูด้วย..ฮึก..แม่หนูป่วยอยู่ท้ายตลาด..ช่วยด้วย..ฮือ”
เด็กหญิงร้องไห้ไป พูดไป ใบหน้าเล็กมองไปรอบด้านอย่างหวาดกลัว มือน้อยก็พยายามดึงมือของราตรีให้เดินตาม
“แม่หญิงขอรับ จะดีรึขอรับ รอออกหลวงท่านก่อนเถิดขอรับ”
ไม้เอ่ยท้วง สายตาก็กวาดมองเด็กน้อยอย่างระแวง
“แต่ว่า..”
ราตรีอ้ำอึ้ง มองไม้ที มองเด็กน้อยที อย่างไม่รู้จะทำอย่างไร เด็กน้อยเห็นดังนั้นจึงร้องไห้หนักกว่าเดิม แล้วพยายามดึงราตรีไปด้วยกัน
“รีบ..ฮึก..รีบ..ไป..ฮึก..ช่วยแม่หนูด้วย”
“ก็ได้ๆ พ่อค้าหาก ชายที่มากับข้าตอนแรกมาถามหาข้า ช่วยบอกเขาให้ข้าที ว่าข้าตามแม่หนูนี่ไปที่ท้ายตลาดหนา”
“ได้จ้ะ แม่หญิง”
ราตรีหันไปบอกพ่อค้าขายผ้าก่อนจะเดินเร็วๆตามแรงลากของเด็กน้อยไป โดยมีไม้เดินตามหลังไปอีกที
...
เมื่อราตรีและไม้เดินมาถึงป่าท้ายตลาด อยู่ๆเด็กน้อยก็หยุดเดิน ร่างเล็กสั่นน้อยๆ สายตามองไปรอบด้านด้วยความหวาดกลัว
“นังหนู ถึงแล้วรึ ไหนแม่ของเ้าเล่า”
ราตรีเอ่ยถามเมื่อไม่เห็นใคร รอบด้านมีแต่ป่าไม่มีบ้านเรือนสักหลัง ไม้มองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง สัญชาตญาณในตัวร้องเตือนลั่นถึงเื่อันตราย แต่ไม่ทันไรอยู่ๆก็มีชายฉกรรจ์ท่าทางไม่น่าไว้ใจเจ็ดคนโผล่ออกมาจากหลังต้นไม้ เด็กน้อยที่ยืนข้างราตรียิ่งตัวสั่นหนักกว่าเดิม
“แม่หญิงขอรับ กลับเถิดขอรับ”
ไม้บอกราตรีที่ดันเด็กน้อยไว้ด้านหลัง พร้อมทั้งเตรียมก้าวถอยหลังช้าๆ
“จะรีบไปที่ใดเล่า แม่คนงาม”
ไอ้เพิ่มกล่าวทักด้วยน้ำเสียงยียวน
“พวกมึงเป็ใคร”
ไม้ก้าวออกมายืนด้านหน้าราตรีแล้วถามออกไป
“ขี้ข้าอย่างมึงมิต้องรู้ดอก เดี๋ยวมึงก็จะตายแล้ว เฮ้ย!มึงสามคน จับมันมัดไว้รอนายมันตามมาค่อยฆ่าทีเดียว แล้วพาแม่คนงามมาหากู”
...
ด้านหลวงสรศักดิ์ที่ตอนนี้กำลังเดินกลับไปหาราตรีบังเอิญเจอกับขุนพันยศที่มาเดินลาดตะเวนกับทหารในสังกัดเข้าพอดี
“ออกหลวงท่านขอรับ ข้าไหว้”
“อ้าว พ่อพันยศวันนี่มีลาดตะเวนแถวนี้รึ”
“ขอรับ วันก่อนมีคดีปล้นฆ่าและมีคนแจ้งว่าเจอกลุ่มคนท่าทางมีพิรุธอยู่แถวนี้ ข้าสังหรณ์ใจว่ามันอาจจะเกี่ยวกับเื่ที่เรากำลังสืบอยู่จึงมาลาดตะเวนดูขอรับ แล้วท่านเล่าเหตุใดจึงมาอยู่แถวนี้ทุกทีตอนนี้ท่านต้องฝึกซ้อมทหารอยู่ที่หน่วยมิใช่รึขอรับ”
หลวงสรศักดิ์ยิ้มน้อยๆก่อนจะตอบ
“อ้อ..ข้าพาคนมาเดินเล่นน่ะ”
ทั้งสองคนคุยไปเดินไปจนมาถึงร้านขายผ้าที่ราตรียืนดูอยู่เมื่อครู่ แต่บัดนี้นางไม่อยู่แล้วและไอ้ไม้ก็หายไปด้วย ออกหลวงหนุ่มจึงหันไปถามเอาความจากพ่อค้าขายผ้าแทน
“พ่อค้า แม่หญิงที่มากับข้าเมื่อครู่ ไปที่ใดแล้วเ้าเห็นรึไม่”
“อ๋อ..นางไปกับเด็กคนหนึ่งที่ท้ายตลาดน่ะขอรับ ได้ยินเด็กนั่นว่าแม่มันป่วยรึอย่างไรนี่ล่ะขอรับ”
พ่อค้าตอบตามที่นึกออก แต่หลวงสรศักดิ์ที่ได้ฟังก็หันไปมองหน้าขุนพันยศด้วยความสงสัย ขุนพันยศที่คิ้วขมวดเมื่อรับรู้ถึงความผิดปรกติจึงเอ่ยเตือนนายของตนด้วยความสงสัย
“ออกหลวงท่าน ข้าว่ามันพิกลนัก”
“ข้าก็ว่าเช่นนั้น นี่พ่อค้า เ้าขายของที่นี่มานานเท่าใด เคยเห็นเด็กคนนั้นมาก่อนรึไม่”
หลวงสรศักดิ์หันกลับไปถามพ่อค้าขายผ้าอีกครา ตอนนี้จิตใจของเขามันร้อนลุ่มแปลกๆชอบกล
“ข้าขายผ้าที่นี่มานานโขขอรับ แต่ข้าว่าข้ามิเคยเจอเด็กคนนั้นหนาขอรับ”
เมื่อพ่อค้าพูดจบ สัญชาตญาณในตัวออกหลวงหนุ่มมันร้องเตือนดังลั่นว่าเื่นี้นั้นไม่ชอบมาพากล ใจของออกหลวงหนุ่มยิ่งร้อนลุ่ม สองขาแกร่งรีบก้าวเดินไปตามทางที่ร่างบางหายไปทันที
ขุนพันยศเมื่อได้ยินคำของพ่อค้าจึงสอบถามอะไรไปอีกสองสามคำ แล้วจึงหันไปสั่งความกับลูกน้องของตน ก่อนจะก้าวตามออกหลวงสรศักดิ์ไปทันทีเช่นกัน
...
ที่ป่าท้ายตลาดเมื่อหลวงสรศักดิ์มาถึงภาพที่เห็นตรงหน้าคือ ไม้ที่ต่อสู้อยู่กับคนสามคน สภาพสะบักสะบอมใกล้หมดแรงเต็มที ด้วยสามคนนั้นรูปร่างสูงใหญ่กว่าและท่าทางจะเก่งกาจด้านการต่อสู้ไม่ใช่น้อย ออกหลวงหนุ่มจึงไม่รอช้ารีบวิ่งเข้าไปช่วยบ่าวของตนทันที จนสามคนนั้นสลบเหมือบไป
“ไอ้ไม้ แม่ราตรีเล่า”
หลวงสรศักดิ์ถามด้วยความร้อนใจ
“พวก..มัน..พวก..มันพาแม่หญิง..ไปตรงนั้น..ขอรับ”
ไม้ที่เหนื่อยจนใกล้จะหมดแรงยกมืออันสั่นเทาชี้ไปทางป่าด้านหลังอีกทางหนึ่ง
หลวงสรศักดิ์ออกวิ่งไปตามทางที่ไม้ชี้บอกแต่ก่อนที่เขาจะได้เจอกับราตรี เขาก็ได้เจอกับเขมที่กำลังต่อสู้ติดพันอยู่กับคนอีกสามคนเช่นกัน แต่สภาพของเขมดีกว่าไม้มากนักเพราะฝีมือที่เหนือชั้นกว่า
“เขม!”
“แม่หญิงถูกพาไปทางนั้นท่านรีบไปเถิดขอรับ”
“กรี๊ดดดด!”
ทันทีที่หลวงสรศักดิ์ได้ยินเสียงร้องของคนที่ใจกำลังห่วงหา สองขาแกร่งก็ออกวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตไปตามทางนั้นทันที
...แม่ราตรี เ้าอย่าเพิ่งเป็กระไรหนา รอพี่ก่อน
...
ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้โทสะของชายที่ขึ้นชื่อว่าดุดันที่สุดในอยุธยาพุ่งขึ้นสูงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน กายแกร่งรีบกระโจนเข้าไปถีบร่างบึกบึนที่กำลังคร่อมทับร่างบางของราตรีจนมันกระเด็นออกไปไกล ออกหลวงหนุ่มรีบก้มลงดูร่างงามด้วยความเป็ห่วง
“แม่ราตรี เ้า..เป็เช่นไร..บ้าง..”
เสียงเข้มที่เอ่ยถามค่อยๆขาดหายไปเมื่อเห็นสภาพร่างงาม ที่บัดนี้สไบผืนงามหลุดรุ่ยเผยให้เห็นเนินเนื้ออกขาวผ่องบางส่วน ผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็ทรง ที่แก้มงามปรากฎรอยช้ำจากการถูกร้าย มือบางยกกุมท้องด้วยความเ็ป ตามแขนเรียวยังมีรอยมือช้ำเป็จ้ำๆ โทสะที่มียิ่งพุ่งสูงเป็เท่าทวี ใบหน้าดุดันแดงก่ำด้วยความโกรธ มือหนาที่สั่นน้อยๆ ยกขึ้นลูบแก้มนวลที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาอย่างแ่เบา เสียงดุเอื้อนเอ่ยอย่างคนที่ข่มกลั้นอารมณ์อย่างเต็มที่
“เ้าถือไม้ตะพดนี่ไว้หนา มันผู้ใดกล้าเข้าใกล้จงใช้ไม้นี่ฟาดอย่าได้ออมแรง”
หลวงสรศักดิ์เอาไม้ตะพดให้ราตรีถือไว้ ร่างสูงลุกขึ้นก้าวเดินไปที่ร่างของไอ้โจรชั่วที่มันค่อยๆลุกขึ้นมาจากพื้นเช่นกัน ฝีเท้าของออกหลวงหนุ่มหนักแน่นมั่นคง มือสองข้างกำหมัดแน่น กลิ่นอายสังหารแผ่ออกมาจากร่างหนาท่าทางดุดันประหนึ่งมัจจุราชก็ไม่ปาน
“หึ..มาเร็วกว่าที่คิดน่ะ ไอ้หนุ่ม”
ไอ้เพิ่มที่คลายความจุกแล้วกล่าวออกมาอย่างยียวน
“มึงเตรียมใจมาแล้วใช่รึไม่ ถึงกล้ามีเื่กับกู”
หลวงสรศักดิ์กล่าวด้วยเสียงดุดัน
“ถุย! ก็แค่เศรษฐีพระนคร จะเท่าใดกันเชียวว่ะ”
ไอ้เพิ่มที่ยังไม่รู้ชะตาตน กล่าวออกมาอย่างถือดี
“เดี๋ยวมึงจะได้รู้ ว่าเท่าใด”
ว่าจบก็มีหมัดลุ่นๆพุ่งตรงเข้าใส่หน้าไอ้เพิ่มเต็มรัก เพียงหมัดเดียวก็เรียกเืให้ไหลออกมาจากทั้งปากและจมูกของมันได้เมื่อไอ้เพิ่มตั้งท่าจะสวนกลับ ออกหลวงหนุ่มที่บัดนี้ในแววตามีแต่ความอาฆาตก็ประเคนทั้งหมัด เท้า เข่า ศอก ใส่ไอ้เพิ่มไม่ยั้ง แรกๆไอ้โจรชั่วก็ยังพอสู้ได้ด้วยมันพอมีวิชาติดตัวอยู่บ้าง แต่ด้วยชั้นเชิงที่เหนือกว่ารวมกับแรงโทสะของหลวงสรศักดิ์ ไม่นานไอ้เพิ่มก็ลงไปนอนกองกับพื้นด้วยสภาพปางตาย
“ถุย! มึงมีดีแค่นี้รึว่ะ ไอ้ชาติไพร่ แค่นี้มันยังมิสาสมกับที่มึงกล้ามากระตุกหนวดเสืออย่างกูดอก”
ว่าแล้วหลวงสรศักดิ์ก็คว้ากริชทีี่เสียบอยู่ที่เอวออกมาหมายจะปาดคอมันให้ตายตกไป ทันใดนั้นมือบอบบางของราตรีที่พอมีแรงลุกได้แล้วก็คว้าเข้าที่ข้อมือหนาข้างนั้นไว้ได้ทันเสียก่อน
“แม่ราตรี! เ้ามายั้งข้าไว้ด้วยเหตุใด!”
หลวงสรศักดิ์ที่บัดนี้ในดวงตาคมมืดมัวไปด้วยแรงโทสะ กล่าวกับร่างบางอย่างดุดัน
“ออกหลวงท่าน พอเถิดหนาเ้าค่ะ”
ร่างบางเอ่ยอย่างแ่เบา
“สิ่งที่มันทำกับเ้า มันสมควรตายเพื่อชดใช้”
ออกหลวงหนุ่มกัดฟันพูดอย่างโกรธแค้น
“ข้ามิเป็กระไรแล้ว อย่าฆ่ามันให้มีบาปติดตัวออกหลวงท่านเลยหนาเ้าค่ะ”
“แม่ราตรี นี่เ้า..”
“เถิดหนาเ้าค่ะ ข้าขอร้อง”
ราตรีขอร้องด้วยเสียงที่แหบแห้งแต่ก็ยังแฝงแววออดอ้อนให้ได้ยิน จนโทสะที่พุ่งสูงเริ่มคลายลงมาบ้าง
“ฮึ่ม!”
ทันใดนั้นที่ด้านหลังของหลวงสรศักดิ์ ไอ้เพิ่มที่ประคองตัวลุกขึ้นมาได้ มันก็หยิบมีดเล่มเล็กออกมาหมายจะแทงออกหลวงหนุ่มจากด้านหลัง ราตรีที่เห็นก็ตาเบิกโพลงด้วยความใ
“ระวังเ้าค่ะ!”
ร่างงามที่ไม่ทันคิดอะไรอีกแล้ว โถมตัวเข้ากอดร่างหนาแล้วหมุนตัวไปด้านหลังหมายจะใช้ตัวเองเป็เกราะกำบังให้ออกหลวงหนุ่ม
หลวงสรศักดิ์เมื่อหันกลับไปเห็นคนด้านหลังก็กอดราตรีแน่นแล้วเบี่ยงตัวหลบมีดนั้นได้ทัน จากนั้นก็ยกเท้ายันโครมไปที่ท้องไอ้เพิ่มอีกครั้งจนมันจุกจนตัวงอ หลวงสรศักดิ์ที่คราวนี้ไม่ปล่อยให้มันตั้งตัวได้อีกครั้งก็ยกเท้าเตะเสยปลายคางมันไปอย่างแรงอีกที เมื่อเห็นไอ้เพิ่มสลบแน่นิ่งไปแล้วจริงๆ จึงวางใจแล้วหันกลับมาตั้งท่าจะดุคนตัวเล็กที่อาจหาญคิดทำเื่เกินตัว
“แม่ราตรี! เ้านี่มัน..”
“ออกหลวงท่านเป็กระไรรึไม่เ้าค่ะ เจ็บตรงไหนรึไม่”
สายตาที่ห่วงใย น้ำเสียงที่ห่วงหาและท่าทีที่ร้อนรนของราตรีทำให้คำพูดว่ากล่าวที่เตรียมจะออกจากปากหนาหยุดชะงักทันที เหลือไว้เพียงแต่ความอบอุ่นที่ก่อเกิดในหัวใจดวงโตเพียงเท่านั้น
“ข้ามิเป็กระไร เ้าต่างหากที่เป็”
สายตาคมก้มลงสำรวจคนตัวเล็กที่บัดนี้สีหน้าร้อนรนของนางช่างขัดกับสภาพร่างกายของตนนัก ฝ่ามือหนาจึงยกขึ้นลูบหัวนางช่วยจัดแต่งทรงผมให้ นิ้วยาวๆก็ลูบไล้ตามกรอบหน้าของนางสำรวจรอยช้ำที่ไม่ควรจะมีก็ยิ่งทำให้โทสะที่ข่มลงไปได้แล้วพาลจะปะทุขึ้นมาอีกรอบ
“ออกหลวงท่านเป็กระไรรึไม่ขอรับ..โอ๊ะ..ข้าขออภัย”
เสียงของขุนพันยศทำให้ร่างสูงได้สติ รีบหันหลังเอาตัวบังราตรีที่ยังแต่งตัวไม่เรียบร้อยให้พ้นจากสายตาของชายอื่น
“พ่อพันยศข้ามิเป็กระไร ไอ้คนที่นอนอยู่นั่นมันคงเป็หัวหน้าโจรตอนนี้มันสลบอยู่ รอสักครู่ค่อยมาเอาตัวมันไปเถิด”
เมื่อได้ยินหลวงสรศักดิ์ กล่าวเช่นนั้นขุนพันยศจึงรีบหันหลังเดินออกไปรอด้านนอกแทน
ไม่นานราตรีที่แต่งตัวเรียบร้อยดีแล้ว จึงเดินออกมากับหลวงสรศักดิ์ที่ยังคงมีใบหน้าบึ้งตึงดุดันไม่จางหาย มือหนากระชับจับจูงมือบางแน่นไม่ยอมปล่อย ด้านนอกทหารที่มากับขุนพันยศจับพวกโจรทั้งเจ็ดคนมัดรวมกันไว้ได้แล้ว ไม้ที่มีรอยฟกช้ำที่ใบหน้าและตามตัวกำลังนั่งตอบคำถามของขุนพันยศอยู่กับเด็กหญิงคนนั้นที่เป็นกต่อพาพวกเขามา ด้านหลังยังมีเขมที่ลอบมองราตรีและหลวงสรศักดิ์ด้วยความรู้สึกผิดอย่างเงียบๆ
“ไอ้ไม้มึงเป็อย่างไรบ้าง”
หลวงสรศักดิ์ถามบ่าวคนสนิท สายตาก็กวาดดูตามเนื้อตัวมัน แล้วหันสายตามองไปที่เด็กน้อย
“แค่ฟกช้ำตามตัว มิเป็กระไรมากขอรับ ออกหลวงท่านเล่าขอรับ เป็กระไรรึไม่”
ไม้ตอบสายตาก็มองสำรวจนายตนไปด้วยว่าาเ็ตรงไหนหรือไม่
“มึงมิเป็กระไรก็ดีแล้ว ขุนพันยศข้าฝากทางนี้ด้วย ข้าจะไปส่งแม่ราตรีก่อน แล้วจะตามเ้าไปที่คุกของหน่วยเราหนา”
“อ้อ..เชิญขอรับ นางคงอยากพักผ่อนเต็มที”
ขุนพันยศเอ่ย หลังจากนั้นทั้งสามจึงกลับมาที่ท่าน้ำที่ไม้จอดเรือทิ้งไว้ โดยมีเขมเดินตามมาเงียบๆไม่ห่าง หลวงสรศักดิ์จึงหันไปเอ่ยความกับราตรีหนึ่งประโยคด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“รอข้าอยู่ตรงนี้สักครู่หนา”
จากนั้นก็เดินห่างออกไปโดยมีเขมเดินก้มหน้าตาม เมื่อพ้นมาจากระยะที่ผู้ใดจะได้ยินแล้วผู้เป็นายจึงหันกลับมาเอ่ยกับมือขวาของตนเสียงนิ่ง
“วันนี้เ้าผิดพลาดหลายกระทงนัก มีกระไรจะแก้ตัวรึไม่”
“มิมีขอรับออกหลวงท่านได้โปรดลงโทษข้าเถิด”
“กลับไปเฝ้าเรือนนั้นให้ดีอย่าให้เกิดเื่เช่นนี้อีก”
“ขอรับ”
จากนั้นผู้เป็นายก็เดินจากไปโดยทันที ส่วนเขมก็รีบควบม้ากลับไปเฝ้าที่เรือนท่านมหาราชครูดังเดิม ในใจก็รู้สึกผิดที่ครั้งนี้ตนประมาทมากเกินไปจริงๆจนทำให้เกือบจะเกิดเื่ร้ายแรงขึ้นเสียแล้ว
...
สองหนุ่มสาวยังคงนั่งหันหน้าเข้าหากันโดยมีไม้ที่ฟื้นกำลังขึ้นมากแล้วเป็คนพายเหมือนเดิมแต่บรรยากาศในครั้งนี้แตกต่างจากตอนขามาโดยสิ้นเชิง เหตุเพราะั้แ่ลงเรือมาก็ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากพูดอะไรสักคำ โดยเฉพาะออกหลวงหนุ่มที่บัดนี้นั่งเงียบขรึมจนน่ากลัว ใบหน้าคมดุที่ชอบลอบมองหน้าหวานก็เอาแต่จดจ้องสองข้างทางนิ่งสองมือหนากำไม้ตะพดไว้แน่นพาลให้ราตรีอึดอัดใจยิ่งนัก
“ไอ้ไม้! มึงจอดเรือตรงนั้น”
เสียงเข้มเอ่ยสั่งเสียงดุ เมื่อไม้เอาเรือจอดเทียบท่าที่ริมตลิ่งได้แล้ว ร่างสูงก็ลงจากเรือก้าวเดินดุ่มๆออกไปทันทีไม่หันมามองใครเลย
“ออกหลวงท่าน โกรธมากเลยหนาขอรับแม่หญิง”
ไม้เอ่ยปากบอกราตรีด้วยใบหน้าเหยเก
“แล้วนี่ ออกหลวงท่านจะไปที่ใดรึ”
ราตรีถามอย่างงงงัน
“คงจะไปหาที่สงบอารมณ์ขอรับ”
“งั้นรึ เช่นนั้นเ้าก็รออยู่นี่ข้าจะตามออกหลวงท่านไปเอง”
ราตรีก้าวขึ้นฝั่งอย่างช้าๆแล้วเดินตามไปยังทิศทางที่หลวงสรศักดิ์ไป เดินมาได้สักครู่ราตรีก็เห็นร่างสูงของหลวงสรศักดิ์ยืนสงบนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง บริเวณโดยรอบเป็พื้นที่โล่งเงียบสงบไร้ผู้คน ร่างสูงที่ยืนตัวตรงใบหน้ายังคงบึ้งตึงริมฝีปากหนาเม้มเป็เส้นตรง ท่อนแขนแกร่งสั่นสะท้านเพราะมือสองข้างกำไม้ตะพดแน่นจนนิ้วมือขึ้นข้อขาว
ราตรีเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหลวงสรศักดิ์แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา สองตาก็ช้อนขึ้นมองหน้าคนตัวสูงอย่างหวาดหวั่น
“ออกหลวงท่าน โกรธข้ารึเ้าค่ะ”
“อย่าทำเช่นนั้นอีก!”
หลวงสรศักดิ์เอ่ยออกมาอย่างดุดัน สายตาคมยังคงไม่ยอมมองหน้านวล
“ข้าทำกระไรเ้าค่ะ”
“ก็ที่เ้าห้ามข้าแทงไอ้โจรชั่วนั่น แล้วยังจะเอาตัวเข้ามาขวางทาง อย่าได้ทำอีก!”
เสียงทุ้มกล่าวอย่างดุดันมากกว่าเดิม
“ข้าต้องทำเ้าค่ะ”
“ด้วยเหตุใด!”
หลวงสรศักดิ์หันมามองราตรีทั้งน้ำเสียงและแววตาช่างดุดันนัก ทั้งๆที่พยายามข่มกลั้นโทสะลงแล้วแต่เหมือนกับว่าคำตอบของนางจะยิ่งทำให้โทสะที่มีพุ่งสูงขึ้นไปอีก
...ดูเอาเถิดเ้าเจ็บถึงเพียงนี้ยังมีใจจะคิดปกป้องผู้อื่นไปด้วยเหตุใด
คนตัวเล็กไม่ตอบแต่ค่อยๆเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าออกหลวงหนุ่มในระยะที่มือเอื้อมถึง มือบอบบางข้างหนึ่งเอื้อมกอบกุมมือหนาที่กำหัวไม้ตะพดไว้แน่นด้วยแรงโทสะ ส่วนมืออีกข้างค่อยๆยกขึ้นแตะที่ข้างแก้มด้านซ้ายของออกหลวงหนุ่ม เบาๆ สายตาอ่อนหวานที่มุ่งมั่นจริงใจทอดมองลึกลงไปในดวงตาคู่คม ก่อนที่ปากบางจะเอื้อนเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้หัวใจดวงโตไม่อาจสะกดกั้นความรู้สึกใดๆได้อีกต่อไป
“ที่ข้าต้องห้ามท่านเพราะข้ามิอยากให้ท่านก่อกรรมกับผู้ใด และที่ข้าเอาตัวเข้าไปขวางเพราะหากท่านเป็กระไรไป ข้าคงมิอาจมีชีวิตอยู่ได้อีก”
ตึก ตึก ตึกๆๆๆๆๆๆ
ก้อนเนื้อในอกด้านซ้ายของร่างแกร่งที่เคยเต้นอย่างมั่นคงดุจหินผาเสมอมากลับสั่นระรัวด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคจากร่างบางอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้ใดมาก่อน คำพูดของราตรีเปรียบเสมือนไฟที่เผาทำลายความอดทนอดกลั้นที่หลวงสรศักดิ์เพียรพยายามสร้างขึ้นมาตลอดหลายปีจนก่อเกิดเป็เสียงคำรามเสียงหนึ่งะโก้องออกมาจากส่วนลึกของหัวใจดวงโต
...ไอ้พาฬ ทนมิไหวแล้วโว้ย
ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว มือหนาข้างหนึ่งยกขึ้นมาจับที่หลังท้ายทอยของราตรี ส่วนมืออีกข้างโอบรัดร่างน้อยให้แนบชิดกายแกร่งจนแทบจะจมลึกไปกับแผ่นอกกว้างของคนตัวสูง ริมฝีปากหนาฉกวูบลงมาที่ริมฝีปากบางอย่างรวดเร็ว จูบนี้แฝงไปด้วยความรักความโหยหาที่มากมายจนยากจะบรรยายได้ จากนุ่มนวลอ่อนหวาน ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็เร่าร้อนรุนแรงตามอารมณ์ของออกหลวงหนุ่ม มันดำเนินต่อไปจวบจนกระทั่งร่างบางในอ้อมแขนนั้นใกล้หมดลม ริมฝีปากหนาจึงละออกมาเพื่อให้ร่างบางได้มีอากาศหายใจ
หน้าผากหนากดแนบชิดกับหน้าผากบาง จมูกคมยังคงคลอเคลียกับจมูกเล็กไม่ห่าง ใบหน้านวลที่บัดนี้แดงกล่ำไปทั้งดวง ริมฝีปากบางที่เริ่มบวมเจ่อ ดวงตาคู่หวานที่ฉ่ำเยิ้มช่างยั่วยวนใจคนมองนัก
“จากนี้ไปพี่จะมิยอมปล่อยเ้าให้ผู้ใดเด็ดขาดแม่ราตรี”
ว่าจบริมฝีปากหนาก็กลับมาละเลียดชิมความหวานจากริมฝีปากบางของคนตัวเล็กอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง
….