เรย์ก้าวเข้ามาในโรงอาหารใต้อาคารประจำที่พักแสงแดดสุดท้ายของวันส่องลอดกระจกหน้าต่างที่เรียงรายตลอดแนวผนังสร้างเงายาวทอดไปบนพื้นกระเบื้องสะอาดตา เสียงพูดคุยจอแจของเหล่าผู้อพยพที่นั่งรับประทานอาหารกันอยู่ประปรายในมุมต่างๆ ให้บรรยากาศที่คล้ายจะผ่อนคลาย กระนั้นยังมีบรรยากาศของความห่างเหินไร้ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แสงนีออนที่ติดตั้งบนเพดานส่องสว่างทั่วโรงอาหารยิ่งเพิ่มบรรยากาศอันเย็นและนิ่งสงบแต่แฝงด้วยความอึดอัดจากสถานการณ์ปัจจุบัน
เสียงสนทนาของชายสองคนดังขึ้นขณะกำลังเดินสวนกับเขาลอยมาเข้าหู
“—มันดีอยู่หรอกนะที่เขตนี้ยังปลอดภัยแต่ช่วยทำอะไรกับวิธีปฏิบัติต่อพวกเราหน่อยได้ไหม...เอะอะก็ส่งสัญญาณเรียกใช้งานตามใจชอบ พอเสร็จงานก็ให้หมกตัวอยู่ในแต่ที่พักเห็นพวกเราเป็นหมารึไง”
ชายคนหนึ่งกล่าวอย่างหงุดหงิด
“เอาน่าทำใจซะเถอะลองชั่งน้ำหนักดูก็ยังดีกว่าไปเสี่ยงตายด้วยตัวเองอยู่ข้างนอกนั่นแหละนะ”
“ชิ... ห่วยแตกชะมัด”
เพื่อนของชายคนดังกล่าวที่เดินเคียงข้างกันพยายามปลอบใจก่อนพากันเดินออกไปจากบริเวณโรงอาหาร
เรย์ทักทายคนที่คุ้นหน้าเล็กน้อยเดินไปรับอาหารชุดหนึ่ง ยกไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามเพื่อนของเขาซึ่งบนโต๊ะมีกับข้าวหนึ่งอย่างเต็มไปด้วยผัก มีเนื้อสัตว์ผสมอยู่เพียงเล็กน้อยแถมด้วยน้ำแกงหนึ่งถ้วยค่อนข้างจืดชืด ทุกคนจะได้รับอาหารเมนูเดียวกันส่วนเรื่องปริมาณนั้นขึ้นอยู่กับคูปองที่ได้รับผ่านการทำงานในแต่ละวันแตกต่างจากเหล่าสาวกที่ได้รับสิทธิพิเศษมากมายไม่ว่าจะเรื่องที่พักหรืออาหารการกิน
“อ่าวแล้วรุนพี่นาคาจิม่าล่ะ”
เมื่อเห็นผู้ที่มานั่งลงตรงหน้าเป็นเรย์ฮารุโตะได้เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย เพราะทั้งสองต่างจับคู่ทำงานด้วยกัน
“เพิ่งแยกกับฉันเมื่อกี้เห็นว่าลืมของสำคัญไว้ต้องกลับไปเอาน่ะ”
“วันนี้ฟุรุคาว่าส่งคนมาตามหารุ่นพี่อีกแล้ว”
“อืม...ได้เจอกันแล้วล่ะ”
หลังจากนั้นเขาจึงเล่าเหตุการณ์เมื่อสักครู่ที่เกิดขึ้นให้ฮารุโตะฟังและกระซิบถึงเรื่องกำหนดการในตอนท้าย
“เท่าที่ฉันได้ยินมาโมนิมูระ ฮิราตะ คนนี้แหละที่เป็นคนคอยค้ำจุนที่นี่ในช่วงสัปดาห์แรกหลังเกิดเรื่องหากไม่ได้คุณหมอรวบรวมผู้ลี้ภัยจนเป็นปึกแผ่นขึ้นมามนุษย์แทบไม่มีโอกาสต้านทานพวกมันได้เลย ...ผู้คนซึ่งเคยสู้ร่วมกันมาก่อนพร้อมกับคุณหมอจึงไม่ค่อยพอใจนักที่ฟุรุคาว่าเริ่มเปลี่ยนกฎเกณฑ์ไปทั่วจนเข้มงวดอย่างที่เห็น”
ฮารุโตะยกขวดน้ำดื่มหนึ่งอึกก่อนเล่าต่อว่า
“แล้วไหนยังมีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้นทุกวันตามจำนวนสาวกที่ยังเพิ่มขึ้นไม่หยุดโชคยังดีคุณหมอโมนิมูระไม่อยากให้เกิดการนองเลือดขึ้นเขาจึงหลีกเลี่ยงและยอมข้อเรียกร้องที่อีกฝ่ายฉวยโอกาสเอาเปรียบอยู่เสมอ”
“เท่าที่เห็นฉันคิดว่าคงหลีกเลี่ยงได้ไม่นานเท่าไหร่แล้วล่ะ ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้นแล้วตอนนี้”
เรย์ประเมินจากเหตุการณ์ที่เจอในวันนี้ แต่ยังไงซะพวกเขาก็คงอยู่ที่นี่อีกไม่นาน ความวุ่นวายที่กำลังจะปะทุขึ้นพวกเขาไม่อยากมีส่วนร่วม
“ถ้าเคนจิได้มาเห็นฟุรุคาว่าทำตัวสวมบทบาทผู้นำเจ้าลัทธิแบบนี้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้างนะฉันล่ะนึกภาพออกเลย ...เป็นเจ้าบ้าแรงเยอะที่ชอบทำเรื่องบุ่มบ่ามเหมือนกอริลลาแต่ก็เป็นกอริลลาที่คอยเป็นห่วงเพื่อนเสมอ ฮ่าฮ่า...ฮ่ะ—”
ฮารุโตะกล่าวอย่างขบขันแต่เขาก็ต้องนิ่งเงียบไปในตอนท้าย พวกเขายังคงรู้สึกเหมือนกันว่าเคนจิไม่เคยจากไปไหนยังไม่มีใครปรับตัวกับความสูญเสียนี้ได้
“พอหมอนั่นไม่อยู่แล้วเนี่ยรู้สึกเหงายังไงไม่รู้แฮะ”
ทุกอย่างเปิดฉากขึ้นตั้งแต่พวกเขาไม่รู้ประสาถูกเหวี่ยงไปมาโดยความบ้าคลั่งของมนุษย์มีชีวิตรอดจนถึงตอนนี้ภายใต้เงื้อมมือสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตา
“ชิโฮะเป็นยังไงบ้าง”
เรย์เลือกที่จะเปลี่ยนเรื่อง
“อาการดีขึ้นมากแล้วล่ะ ตอนนี้ลุกขึ้นมาทานอาหารเองได้แล้ว”
“...งั้นเหรอ”
หลังจากวันนั้นชิโฮะก็ล้มป่วยด้วยพิษไข้ ทำได้แต่นอนซมอยู่บนห้อง
“นายเองก็ด้วยนะเรย์...อย่ากลัวที่จะเดินหน้าต่อ อย่าพยายามมองตรงจุดหมายที่ไร้ทางเดินความกลัวไม่ใช่เรื่องน่าอายหรอกระหว่างนั้นเราแค่ต้องช่วยประคับประคองคนที่ร่วมทางไปด้วยกันเพราะอย่างนั้นคนเราถึงต้องมีพวกพ้อง และเลือกที่จะอยู่ด้วยกันไงล่ะ...ฉันน่ะ—”
ฮารุโตะหยุดพูดกลางคันไม่เอื้อนเอ่ยอะไรอีก
เรย์พอเข้าใจเหตุผลคำตอบทุกอย่างได้แสดงผ่านใบหน้าซึ่งยังแง้มความหม่นหมองออกมาผ่านแววตาความเจ็บปวดและความเศร้า ส่งผลกระทบต่อจิตใจของพวกเขา
อีกฝ่ายเองก็กำลังพยายามอย่างมากเช่นกัน
“ฉันเชื่อว่าสักวันเธอจะต้องผ่านมันไปได้...รวมถึงพวกเราด้วย”
เรย์กล่าวเช่นนั้นด้วยความเชื่อว่าสักวันจะต้องทำได้อย่างที่พูด
ภายในห้องเดี่ยวแคบ ๆ และเรียบง่ายซึ่งแทบไม่ให้ความรู้สึกว่าเป็นห้องของตัวเองเรย์กำลังอ่านหนังสือที่อ่านค้างไว้แบบผ่าน ๆ เพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่าน
เขาหยิบกล่องของขวัญขนาดเท่าฝ่ามือออกมาจากกระเป๋ากางเกงวางไว้บนหัวเตียงเขายังคงพกของขวัญที่พ่อได้ฝากฝังไว้ไม่ห่างตัวเขาสัญญากับตัวเองว่าต้องมีชีวิตรอดกลับไปเพื่อส่งมันให้ถึงมือผู้รับให้จงได้
‘ป่านนี้เธอคนนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างปลอดภัยดีหรือเปล่านะ’
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เขาหลุดจากห้วงความคิดเมื่อได้ยินเสียงเคาะดังขึ้นเบาๆ ที่หน้าประตู
ช่วงเวลาหลังจากมื้อเย็นจนถึงเข้านอนเป็นเวลาอิสระแต่ก็จำกัดอยู่ในพื้นที่หากไม่มีเรื่องฉุกเฉินขึ้นกลางดึก
เมื่อเอื้อมมือเปิดประตูออกแม้ยังไม่ถึงเวลาดับไฟ แสงจากโถงทางเดินส่งให้เห็นร่างเล็กร่างหนึ่งพบว่าผู้มาเยือนคือชิโฮะ
“ไง—”
เขาเป็นฝ่ายเอ่ยทักขึ้นก่อนเมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่ยืนนิ่งคอตกเซื่องซึม
“…ไง”
เธอกะพริบตาช้า ๆ หนึ่งครั้งแล้วเว้นช่วงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบกลับมา
“อากาศเริ่มเย็นแล้วนะเดี๋ยวก็ล้มป่วยอีกหรอก”
เรย์หยิบเสื้อโค้ทที่แขวนอยู่บนราวข้างประตูออกมาคลุมตัวอีกฝ่ายไว้หลวม ๆ ชิโฮะกระชับเสื้อให้แน่นขึ้นกล่าวขอบคุณเสียงแผ่วเบา
“ได้แต่อุดอู้อยู่ในห้องตั้งหลายวันอยากไปเดินเล่นสูดอากาศกันหน่อยไหม”
เด็กสาวเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าตกลงตามคำชวนของเขา
“...เอาสิ”

เรย์พาชิโฮะเดินผ่านสวนหย่อมหน้าอาคารที่พักท่ามกลางความมืดที่ถูกเจือด้วยแสงจากโคมไฟถนน แสงไฟส่องผ่านใบไม้ทิ้งเงาลายลงบนพื้นดินสวนสาธารณะในยามค่ำคืนนี้เงียบสงบ มีเพียงเสียงลมพัดและใบไม้ที่สั่นไหวอยู่รอบข้างทั้งสองเดินมาถึงม้านั่งตัวยาวใกล้ ๆ แล้วนั่งลงข้างกันอย่างเงียบ ๆ
อากาศโปร่งโล่งและเย็นเฉียบพวกเขาทั้งสองแหงนหน้ามองฟ้าพร่างดาวที่ปกติไม่ควรปรากฏใจกลางเมืองเพราะถูกแสงไฟประดิษฐ์และเสียงอึกทึกภายในเมืองลบหายจนหมดสิ้นทั้งหมดอาจเป็นเพราะจำนวนมนุษย์ซึ่งอาศัยบนดินแดนแห่งนี้ลดลงจนหน้าใจหายดาวฤกษ์อันห่างไกลจึงพากันเปล่งประกายแสงนับไม่ถ้วนปกคลุมแผ่นฟ้า
ในคืนซึ่งมีดวงดาวพร่างพราวแต่สำหรับเรย์หรือชิโฮะ ภาพนั้นเพียงงดงาม หากไร้ซึ่งความการุณย์พวกเขาทำได้เพียงแค่จ้องมองและหลอมรวมกับความมืดใต้แสงดารา
“ตอนเด็ก ๆฉันเคยได้ยินว่าเวลาที่มีคนตาย เค้าจะไปเกิดเป็นดวงดาวบนฟากฟ้า...เวลาคนจะเกิดดวงดาวบนฟ้าก็จะหล่นลงมาบนพื้นโลก”
ชิโฮะช้อนตาขึ้นเมื่อได้ฟังเขาเล่าเช่นนั้น
“เรย์คิดว่าเคนจิอยู่บนนั้นงั้นเหรอ”
เธอถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“แน่นอนสิหมอนั่นต้องกำลังมองพวกเราอยู่แน่”
เขาตอบพร้อมรอยยิ้มบางซึ่งแฝงด้วยความเศร้า
“…อืม”
ชิโฮะซุกหน้ากับหัวเข่าแล้วตอบแค่นั้นเรย์เองรู้ว่าเธอนึกสิ่งที่จะตอบได้เพียงแค่นั้น
อีกคราที่ความเงียบโรยตัวปกคลุมความเงียบนี้สงบกว่าที่ผ่านมาและไม่ชวนให้อึดอัดใจ ชิโฮะเคลื่อนสายตาเหลือบเห็นตุ๊กตาหมีตัวใหญ่สภาพเยินวางพิงอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ไกลให้ความรู้สึกว้าเหว่ และเปล่าเปลี่ยว ทำเอาดึงความทรงจำที่อยากลบเลือนในวัยเด็กกลับคืนมา
“เรย์... ฉันน่ะนะเคยเกลียดช่วงเวลาที่ต้องกินข้าวมากเลยล่ะ...เพราะมันตอกย้ำว่าฉันเกลียดการอยู่คนเดียวมากแค่ไหน ...ตั้งแต่จำความได้พ่อแม่ของฉันแทบไม่เคยมีเวลาว่าง ถูกละเลยจนผ่านมื้อค่ำอันเดียวดายอยู่เสมอไม่ว่ากินอะไรก็ไม่รู้สึกอร่อยเลยสักอย่าง”
ไม่ว่าอะไรก็ตามพ่อกับแม่มักจะเลือกงานก่อนเธอเสมอ จนเธอผูกพันกับพี่เลี้ยงมากกว่าพ่อกับแม่ของตัวเองด้วยซ้ำพวกท่านแสดงความรักผ่านข้าวของทั้งที่เธอไม่เคยต้องการอะไรไปมากกว่าความอบอุ่นจากพวกท่าน
“แต่หลังจากที่ได้พบกับทุกคนฉันกลับรู้สึกอยากอาหารขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ว่าอะไร ขอแค่มีทุกคนอยู่ด้วยฉันก็รู้สึกอร่อยไปหมดจริง ๆ นะ”
ชีวิตของเธอจนถึงตอนนี้อาจจะพูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นชีวิตที่โชคดีแต่หากว่าเป็นชีวิตที่โชคร้ายแต่ทำให้ได้มาเจอกับทุกคนแล้วล่ะก็เธอคิดว่ามันดีแล้วล่ะ
เรย์ที่ได้ฟังผุดรอยยิ้มบาง เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่ทุกคนอยู่ร่วมกันเป็นบรรยากาศอันชวนให้อิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก
ดูแล้วมันชวนให้ตระหนักถึงสิ่งต่าง ๆในชีวิตที่ผ่านมาขณะเดียวกันก็ทำให้อยากจะมองไปวันข้างหน้าด้วยสายตาที่โน้มต่ำลงเล็กน้อยเพื่อจับจ้องมายังความงดงามที่อยู่รอบกายและสายสัมพันธ์ใกล้ตัวซึ่งเราอาจเคยหลงลืมและละเลย
เพราะคำว่า 'สักวัน' มันอาจมาไม่ถึงก็ได้ดังนั้นจงอย่ารีรอทำสิ่งที่ใจปรารถนา อย่ารีรอที่จะตักตวงช่วงเวลาแสนล้ำค่าและอย่ารีรอที่จะบอกคนที่ห่วงใยว่าเรารักเค้ามากแค่ไหนก่อนโอกาสเหล่านั้นจะผ่านพ้นไปอย่างไม่มีวันหวนคืน
“ทั้งที่ไม่เคยต้องการอะไรไปกว่าการได้ท่องเที่ยวกับทุกคนให้มากกว่านี้เดินทางตามหาของอร่อยกินด้วยกันทั่วประเทศ...อยากเดินทางอย่างสนุกสนานแบบที่บ้าบอจนต้องหัวเราะออกมาหลังมันจบลงไปพร้อมกับทุกคนแท้ๆ —มันเป็นคำขอที่มากเกินไปงั้นเหรอ”
คำพูดท้ายประโยคของเธอเหมือนรำพึงถามสิ่งที่เรียกว่าโชคชะตา ทว่านั่นกลับช่วยเรียกสติของเขาให้คืนมา
‘นั่นสินะเขายังมีคนที่ต้องปกป้อง มีภารกิจซึ่งเคนจิได้ฝากฝังไว้’
“ไม่— ไม่เลยสักนิดเราจะทำความฝันนั้นด้วยกัน ไม่ใช่แค่เพียงในประเทศ แต่เราจะออกเดินทางรอบโลกทิ้งความทรงจำดี ๆ ในทุกแห่งหนเอกเขนกจิบมาร์การิตาอยู่ริมหาดทรายขาวไหนสักแห่งที่มีปะการังกับต้นปาล์ม...และทำมันในส่วนของเคนจินั่นด้วยกัน”
เรย์กลับมาตระหนักชัดถึงสิ่งที่ตนต้องปกป้องพวกเขาจะออกเดินอีกครั้ง ก้าวข้ามผ่านความรู้สึกนี้ไปด้วยกัน
ความในใจที่หลั่งล้นออกมาแปรเปลี่ยนเป็นหยาดน้ำตาร่วงรินลงจากดวงตาของเธอ
“ฉันกลัว…เพราะงั้นนายช่วยสัญญากับฉันที ...ว่าจะไม่ทิ้งฉันไปอีกคน”
สิ่งที่พาดผ่านดวงตาชิโฮะในเวลานี้มีเพียงความหวาดกลัวของการสูญเสีย
"ตัวฉันในตอนนี้เรื่องที่จะต้องเสียเรย์หรือฮารุโตะไปนั้น... กลัวที่สุดเลย”
หางเสียงเธอพลันขาดห้วงด้วยความสะเทือนอารมณ์มันทั้งแผ่วเบาและอ่อนระโหยคล้ายต้องการวิงวอน
เรย์พยักหน้าอย่างนุ่มนวลเข้าใจในความหมายที่ไม่ได้เอ่ยออกมาเป็นคำพูด เขายื่นมือไปหาศีรษะเล็กนั่นลูบเรือนของเธอนั้นอย่างอ่อนโยน
“แน่นอนพวกเราจะผ่านมันไปด้วยกัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม”
เหตุผลที่คนเราจะมีชีวิตเพียงแค่นั้นก็พอแล้วอย่างแน่นอน
ชิโฮะระบายยิ้มขึ้นมาครั้งแรกในรอบหลายวัน
“เธอหมาะกับรอยยิ้มนะ เพราะรอยยิ้มคือเครื่องสำอางของผู้หญิงไงล่ะ”
ชิโฮะชะงักงันไปเมื่อได้ยินคำพูดอันคุ้นเคยนั่นอีกครั้งเรย์มองเห็นน้ำตาใสไหลอาบแก้มขาว
“…นั่นเป็นคำพูดที่ฉันเคยเกลียดมันมากเลยแท้ ๆ แต่ทำไมตอนนี้ช่าง—”
คำพูดปนสะอื้นกับน้ำตาที่ไหลเป็นทางลงบนสองแก้มทำให้เขาดึงเธอมากอดไว้
ชิโฮะแหงนมองฟ้าพร่างดาวยิ้มรับทั้งหยาดน้ำตาสายตาจับจ้องไกลออกไปที่ไหนสักแห่งซึ่งไม่ใช่ที่นี่หากอีกฝ่ายกลายเป็นดวงดาวเฝ้ามองอยู่บนท้องฟ้าแล้วจริง ๆ ล่ะก็—เธออยากให้เคนจิได้จดจำรอยยิ้มของเธอไว้ตลอดไป