ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไหร่อู๋จื่อหานที่เดินลมปราณขับพิษค่อยๆ ลืมตาขึ้น ั์ตาสุกสกาวบุษราคัมคมปลาบกวาดมองไปรอบห้องที่ไร้เงาสิ่งมีชีวิต รวมถึงหนุ่มไม่สำนึกบุญคุณคนนั้นด้วย
“เ้านั่นคิดยั่วโมโหข้าจริงๆ”
อู๋จื่อหานหมดอารมณ์เมื่อพบเป็ดราดน้ำแดงจานนั้นยังอยู่ที่เดิม
เขาว่าเขาชัดเจนพอว่า ร่างกายขยับไม่ไหว เ้าคนนั้นไม่เข้าใจตรงไหนกัน ไฉนยังทิ้งอาหารเอาไว้ คิดจะให้เขามองจนอิ่มทิพย์รึอย่างไร?
บัดซบ หากรู้แต่แรกว่าพิษในกายจะร้ายแรง เขาไม่มีทางตกปากรับคำช่วยเ้าวัวตาเขียวนั่น ถึงยังไงก็ยังมีอ๋องอะไรนั่นอีกคน ใจดีเกินเหตุแท้ๆ ตนเองจึงตกอยู่ในสภาพอนาถเสียยิ่งกว่าอนาถ
ย้อนกลับไปคืนนั้นอู๋จื่อหานหลบการไล่ล่าน่ารำคาญมาที่นี่ เนื่องจากเห็นว่าอาคมป้องกันผู้บุกรุกด้านหลังจวนหละหลวมจึงแหวกจุดอ่อนนั้นเข้ามาหลบภัย
เขาโซซัดโซเซหาที่หลบลมหนาวเข้ามาในเรือนแห่งนี้ หาที่ซ่อนตัวกลบกลิ่นอาย เผลอหลับไปจนได้ยินเสียงพูดคุยจึงตื่นขึ้นมา
ทีแรกว่าจะไม่เข้าไปยุ่งคิดหลบออกไป ใครจะรู้ไม่ทันขยับไปไหนก็ตกอยู่ในค่ายกลพร้อมกับสองคนนั้นเสียแล้ว แล้วค่ายกลชั้นต่ำพรรค์นั้นไม่ต้องใช้ลูกตาสักข้างก็เห็นเจตนาทะลุปรุโปร่งว่า้าทำลายชื่อเสียงของเ้าของห้อง
แม้นนิสัยเขาใช่จะใส่ใจเื่ชาวบ้าน กระนั้นมองๆ ดูรูปโฉมของวัวดื้อตัวนั้นก็…ไม่เลว รวมกับเขาเองตกอยู่ในฤทธิ์ยากำหนัดพอดี อารมณ์ชั่ววูบจึงเอ่ยปากหยิบยื่น ‘ความช่วยเหลือ’ อย่างผู้มีจิตเมตตา
เพียงแต่ว่าเื่กลับกลายเป็พลิกฟ้าดิน ได้ช่วยคนแต่ตัวเองกลับหมดสภาพ เสียตัวไม่พอยังไม่ได้รับการตอบแทนที่ดี
“เฮอะ คาดหวังอะไรกับมนุษย์”
อู๋จื่อหานเลิกคิด หันกลับมาพิจารณาตนเอง เป็เขากระมังที่มองคนสูงส่งเกินไป พวกมนุษย์ก็เช่นนี้ ทำดีด้วยก็เท่านั้น เอาใจไปเล่นด้วยก็เท่านั้น ราดน้ำมันจุดไฟเผาตนเองเห็นๆ ช่วยคนไม่หวังสิ่งตอบแทน ในเมื่อสถานการณ์ของฝ่ายนั้นคลี่คลายเขาก็ควรจะดีใจ หลังจากนี้เขาต้องหาทางปลีกตัวออกไป
ครืด…
ระหว่างอู๋จื่อหานกำลังไล่เรียงเื่ต่างๆ กลไกห้องลับพลันเกิดปฏิกิริยา ไม่นานวัวที่ดูดีในสายตาเขาพลันก้าวเข้ามา มือถือหม้อกับเตาขนาดกะทัดรัดชุดหนึ่ง
“ท่านตื่นเสียที”
เซียวอวี้ฉีทักทายเมื่อเห็นสองตาของคนบนเตียงเปิดอยู่ เขาเดินไปใกล้ ไล่สายตาสำรวจอาการอีกฝ่ายว่าเป็อย่างไร
“…”
อู๋จื่อหานไม่พูดไม่จา เพียงทำหน้าเฉย
เซียวอวี้ฉีไม่เซ้าซี้เพียงหมุนตัวหลบไปยังมุมหนึ่ง วางเตาเล็กและหม้อ ลงมือจุดไฟแล้วหยิบล่วมยาที่ซื้อมาเมื่อวานออกมาแกะห่อ
อู๋จื่อหานลอบมองการกระทำอีกฝ่ายเงียบๆ ผ่านไปสองเค่อกลิ่นยาฉุนๆ พลันตลบอบอวล
“ทำอะไรของเ้า”
อู๋จื่อหานหรี่ตาลงเมื่อช้อนกระเบื้องยื่นมาจ่อปาก ของแปลกประหลาดกลิ่นไม่พึงประสงค์ยังกล้าเอามาให้เขากินรึ
เซียวอวี้ฉีถือช้อนค้างไว้ กล่าวสั้นๆ
“ยาบำรุงหยาง”
“ยาบำรุงหยาง?”
คนฟังเลิกคิ้ว ขอคำอธิบายที่กระจ่างกว่านี้
เซียวอวี้ฉีเห็นเขาสงสัยไม่เลิกลดช้อนลงแจกแจง
“ท่านหมอบอกว่า ที่ท่านไม่มีแรงเป็เพราะหยางอ่อน บำรุงสักหน่อยย่อมหายเป็ปกติ”
ได้รับคำอธิบายแล้วอู๋จื่อหานหางคิ้วเหินสูงกว่าเดิม
เขาไม่ได้ฟังผิดไปกระมัง เ้าคนนี้คิดว่าเขาหมดสภาพเช่นนี้เพราะทำเื่อย่างว่ามากไป?
“นี่ ในสายตาเ้า ข้าดูใช้การไม่ได้เพียงนั้น?”
“นี่ไม่โทษท่าน เป็ข้าที่มิอาจยับยั้งชั่งใจ อย่างไรเื่นี้ข้าผิดเอง”
เซียวอวี้ฉียอมรับแต่โดยดี และตอนนี้ก็กำลังชดเชยให้อย่างที่สุด
“ไม่ ข้าหมายถึง เ้าเห็นข้าบอบบางแค่ไหนกัน”
อู๋จื่อหานกลอกตาลงล่าง พยักพเยิดให้อีกคนดูตนเองชัดๆ
ถึงตอนนี้จะมีอาภรณ์ปกปิด แต่เมื่อคืนััไปตั้งเยอะหมอนี่ก็ควรจะรู้ว่าว่าคู่นอนเป็บุรุษสุขภาพดีแกร่งกล้าคนหนึ่ง ถึงจะผ่านสมรภูมิไปสี่ห้ารอบ กระนั้นด้วยกล้ามเนื้อสมบูรณ์แบบพวกนั้น อย่างต่ำต้องค้ำยันได้เป็สิบรอบ!
เซียวอวี้ฉีไม่เข้าใจกับสายตาแปลกๆ นัก เขาคิดไม่ออกว่านอกจากเื่ที่ถูกรบเร้าอย่างเร่าร้อนทั้งคืนแล้วคนตรงหน้าจะอยู่ในสภาพพิกลพิการแขนขาใช้การไม่ได้ได้อย่างไร
มองสีหน้างงงวยเบื้องหน้าอู๋จื่อหานพลันถอนใจ กล่าวความจริง
“ข้าถูกพิษจึงมีสภาพเช่นนี้”
“ถูกพิษหรือ?”
ครานี้เซียวอวี้ฉีกระจ่าง ความสงสัยในทีแรกหายไปทันที
ในที่สุดก็เข้าใจ อู๋จื่อหานพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นกล่าว
“ดังนั้นยาบำรุงหยางอะไรนั่นไม่จำเป็”
“เช่นนั้นท่านมีวิธีถอนพิษหรือไม่ หาก้ายาข้าสามารถหาให้ได้”
เซียวอวี้ฉีอาสาช่วย เพราะเป็พิษที่ทำให้ทั้งตัวกลายเป็อัมพาตเกรงว่าจะร้ายแรงไม่น้อย
“เ้าไม่ถามข้าก็ว่าจะไหว้วานเสียหน่อย”
ในที่สุดทั้งสองก็พูดคุยเป็การเป็งาน เื่ถอนพิษจะชักช้ามิได้
“พี่ชายบอกมาได้เลย”
“ข้าจะวานเ้าไปส่งข่าวให้คนของข้า”
“ได้ ว่าแต่ข้ายังไม่ได้ถาม ท่านเข้ามาในเรือนของข้าได้อย่างไร ลองทบทวนดูแล้วในรายชื่อแขกรับเชิญไม่มีท่านอยู่เลย”
เซียวอวี้ฉีใคร่รู้นัก เขาหาใช่แขกที่มางานชมน้ำค้าง งั้นเขาเป็ใคร
“ไม่มีแน่หรือ? เ้ายังไม่รู้ว่าข้าเป็ใครด้วยซ้ำ”
อู๋จื่อหานยิ้มหยัน ยังจำได้ดีว่าอีกฝ่ายเมินเื่ชื่อแซ่เขาก่อนหน้านี้ มาตอนนี้กลับอยากรู้จักเสียแล้ว
“ข้าไม่ทราบว่าท่านเป็ใครก็จริง แต่คนที่มางานทุกคนข้าล้วนเคยพบเห็น” ดังนั้นแล้วคนที่เขาไม่รู้จักย่อมไม่อยู่ในรายชื่ออยู่แล้ว
อ้อ…เว้นแต่ติงอ๋องที่เขาไม่เคยพบมาก่อนอีกคน
“อ้อ…เช่นนั้นเ้ากำลังถามชื่อของข้าหรือไม่?”
อู๋จื่อหานยักคิ้วเบาๆ ดีที่เซียวอวี้ฉีใจเย็นลงนานแล้ว จึงไม่เห็นท่าทางยียวนในสายตา
“หากพี่ชายยินดีบอกก็ดี แต่ถ้าไม่สะดวกก็ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร อย่างไรเสียออกไปข้างนอกพวกเราก็ต้องทำเป็ไม่เคยพบเจอกันมาก่อน”
ดูคำพูดพวกนี้สิ แต่ละคำช่างตัดเยื่อใย ทั้งที่ทำอย่างนั้นๆ ไปมากมายกลับจะให้แสร้งว่าไม่เคยพบกัน ใจดำจริงๆ
“ช่างเถอะ คืนนั้นข้าถูกคนไล่ตามจึงหลบมาในเรือนเ้า ไม่ได้มีเจตนาร้าย หากไม่เพราะเกิดเื่ค่ายกลข้ากับเ้าคงไม่ได้พบกัน”
อู๋จื่อหานอธิบายอย่างขอไปที เหนื่อยจะเอาหน้าไปแนบก้นเย็นๆ เหมือนกัน รีบทำธุระให้เสร็จแล้วทางใครทางมันดีกว่า!
เซียวอวี้ฉีพยักหน้า จากคำบอกเล่านี้แสดงว่าความสามารถของชายคนนี้คงไม่ธรรมดา จวนสกุลเซียวกางเขตอาคมป้องกันผู้บุกรุก เขาเข้ามาได้ย่อมมีฝีมือระดับหนึ่ง
“ท่านพักที่นี่ก่อน ข้าจะนำข่าวของท่านไปแจ้งแก่พรรคพวกให้ท่านเอง”
“อืม ที่จริงอีกสามวันจากนี้เป็เวลาที่ข้านัดหมายกับเขาไว้ แต่วันนี้เ้าลองแวะไป หากเจอเขา ถูกถามอะไรก็ตอบตามจริง”
อู๋จื่อหานสั่งการ บอกรายละเอียดที่นัดพบและรหัสนัดพบแกเซียวอวี้ฉี
“เข้าใจแล้ว แต่ข้าว่าอย่างไรท่านดื่มยาเสียหน่อย เป็ยาบำรุงดีต่อร่างกาย”
เซียวอวี้ฉียังไม่วายกลับไปที่เื่ยา
วกกลับไปที่ยาอู๋จื่อหานชำเลืองมองแวบเดียว ก่อนทำหน้าสงสัย
“นี่คงไม่ใช่น้ำแกงให้ใจสงบกระมัง?“ (*น้ำแกงให้ใจสงบ = ยาคุมกำเนิด ในเื่นี้มักใช้กับคู่รักชายหญิงเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์)
“พี่ชายอย่าล้อเล่นเลย ท่านก็ทราบว่าน้ำแกงใจสงบไม่อาจขัดขวางการรับพร และข้าไม่ได้ล้อเล่นเื่บุตร ถ้าพี่ชายรับพรจริง เราสองคนแต่งงาน จัดงานมงคลสร้างครอบครัวอบอุ่นไม่บิดพลิ้ว”
หลังหลบไปสงบสติอารมณ์เซียวอวี้ฉีทำใจรับชะตากรรมในกรณีนี้ได้แล้ว
ได้รับสายตาหนักแน่นเช่นนั้นอู๋จื่อหานนิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นไม่รู้คิดอะไรเพียงเหยียดริมฝีปากยิ้ม บอกปัดๆ
“ช่างเถอะๆ เ้ายังเด็กคิดมากไปเดี๋ยวหัวดำๆ จะโล้นเอา ในเมื่อยานี้ดีก็ป้อนข้า แล้วก็เอาเป็ดนั่นไปอุ่นมาด้วย”
ได้รับท่าทีที่อ่อนลงเซียวอวี้ฉีสบายใจขึ้นรับคำ ชูช้อนป้อนยาคนบนเตียงทีละคำช้าๆ จากนั้นนำเป็ดไปอุ่นร้อนแล้วนำมาป้อนเขาอีกครั้ง
ด้านอู๋จื่อหานทานอาหารอย่างว่าง่าย เวลากินเขาจะไม่พูด ท่าทางผู้ดีขึ้นมา หลังละเลียดทุกอย่างลงท้องก็กลั้วปากด้วยน้ำสะอาด
“เดี๋ยวสามวันนี้ข้าจะไปจัดการเื่ของท่าน อาจไม่ได้เข้ามา แต่ท่านอย่าห่วง ข้าหาโอสถทิพย์มาให้ท่าน ทานลงไปไม่กินไม่ดื่มสามวันไม่มีปัญหา ใช้ได้ดีทีเดียว”
เซียวอวี้ฉีแจกแจงขณะเก็บจานสำรับลงกล่อง ก่อนจะล้วงเอายาเม็ดกลมสีตุ่นๆ เท่าไข่มุกมาให้เขาดู
อู๋จื่อหานมองแล้วไม่น่ามีปัญหาอะไรจึงกลืนลงไปง่ายๆ
จากนั้นทั้งสองกำชับเื่ต่างๆ สักพักแล้วเซียวอวี้ฉีถึงแยกไป
ตอนอยู่ในห้องคนเดียวอู๋จื่อหานหาได้อยู่เฉย ในเมื่อได้โอสถวิเศษมา การสลายพิษด้วยตนเองอาจพอทำได้
ั์ตาสีบุษราคัมปิดลง ปล่อยใจให้เข้าสู่ความว่างเปล่าช้าๆ…
ด้วยต้องเลี่ยงการตรวจร่างกายเซียวอวี้ฉีจึงหลบออกมาจากจวนโดยไม่บอกใคร
เวลายังไม่ทันเช้าเขาก็อาศัยยันต์ผ่านประตูที่อาจารย์ให้มาใช้ทะลวงกำแพงในจุดที่อาคมเปราะบาง
คราวนี้เขาตั้งใจจะไปหลายวัน ดูว่าร่องรอยร่วมหอเ่าั้หายเมื่อใดก็กลับเมื่อนั้น
ยาที่เขาให้ชายคนนั้นทานอย่างน้อยจะสามารถประคองพลังชีวิตได้เป็อาทิตย์ และห้องลับนั้นคนที่รู้ว่ามีอยู่มีเพียงสองคนเท่านั้น นั่นคือเขากับบิดา ตอนนี้บิดายังไม่กลับเื่ห้องลับที่มีคนแปลกหน้าซ่อนไว้ไม่มีทางถูกเปิดเผย นี่จึงไม่น่าห่วงมากนั้น
เซียวอวี้ฉีค่อนข้างอารมณ์ดี ก่อนออกนอกเมืองได้แวะไปซื้ออาหารและขนมมาตุนไว้กินระหว่างทาง และยังไม่ลืมว่าจะต้องแวะไปดูที่แห่งนั้นเพื่อเสาะหาคนที่ชายคนนั้นไหว้วานให้แจ้งข่าว
ย่านโคมแดงยังคงคึกคักแม้นใกล้ย่ำรุ่งเต็มที ผู้คนยังมีชีวิตชีวาเดินเข้านอกออกในหอนั้นทีหอนี้ที แม้จะมาครั้งแรกแต่เขาก็ไม่หลงทาง นั่นเพราะหอที่แม่นางหลีไป๋ไป๋ประจำอยู่หาไม่ยากเลย
อย่างแรกเป็หอที่ทำเลดี
อย่างที่สองเป็หอที่แสงไฟสว่างสุด
อย่างที่สามเป็หอที่ใหญ่ที่สุดในแถบนั้น
และอย่างสุดท้ายเป็หอที่แปะป้ายตัวใหญ่ว่า ‘เทพธิดาหลีไป๋ไป๋อยู่หอนี้’
“คุณชาย คุณชายเชิญก่อน วันนี้วันดีวันนี้วันดี ใกล้ปิดร้านพวกเราลดราคาครึ่งหนึ่ง!”
แม่เล้าที่อยู่โถงหน้าเห็นเหยื่ออ้วนพีเดินเข้ามาตรงดิ่งออกมารับ สองมือขาวเนียนประกบหากันอย่างนบน้อม สายตาเชื้อเชิญให้เขาใช้บริการสาวๆ ที่นั่งรอในท่าทางยั่วยวนด้านใน
ภายในนี้โคมสีแดงประดับไปทั่วบรรยากาศจึงเหมือนมีมนต์สะกด ต่อให้ไม่ตั้งใจมาหาความสำราญก็พาให้เคลิ้มได้ เซียวอวี้ฉีเปิดหูเปิดตา มองหญิงสาวในอาภรณ์นุ่งนิดห่มน้อยแล้วคิดว่าพวกนางสมเป็มืออาชีพ
ยังไม่ทันจะทำอะไรแค่สายตาพวกนั้นก็ทำคนละลายได้แล้ว นี่ขนาดไม่ใช่แม่นางหลีไป๋ไป๋ดาวเด่นของหอพลังโจมตียังรุนแรงเพียงนี้
มิน่าเล่าคนๆ นั้นถึงเอ่ยถึงไม่หยุดปาก
“ถ้ายังไม่ถูกใจ คุณชายชมชอบแบบใดลองบอกมา เดี๋ยวฮวาฮวาจะจัดหาให้ หอของเราจะอ่อนหวาน จะเผ็ดร้อน สาวน้อยหรือสาวใหญ่ล้วนมีครบรสเ้าค่ะ”
แม่เล้าฮวาฮวาทอดเสียงเชิญชวนอีกครั้ง ถือวิสาสะเกาะแขนชายหนุ่มทำทีใกล้ชิดไปด้วย
เซียวอวี้ฉีหันมามองในที่สุด เขาเบี่ยงตัวออกจากแขนที่คล้องอยู่ หยิบเอาเทียบเชิญในอกเสื้อออกมาอย่างเป็ธรรมชาติ
“นี่เป็เทียบเชิญจากสหายข้า รบกวนพี่สาวฮวานำทางด้วย”
บนเทียบเชิญสีแดงระบุเลขห้อง แม่เล้าฮวารับเทียบมาดูแย้มกว้าง
“ที่แท้คุณชายก็ได้รับเชิญนี่เอง เช่นนั้นคุณชายรอประเดี๋ยว”
แม่เล้าผละไป ทิ้งเซียวอวี้ฉีให้ยืนเด่นสง่าที่โถงหน้า แน่นอนว่าแม่นางทั้งหลายมิกล้าปล่อยให้หนุ่มน้อยยืนรอคนเดียว พวกนางกระแซะเข้ามาล้อม มีคนใจกล้าเลิกผ้าโปร่งเขาเบาๆ เห็นใบหน้ากระจ่างตาราวจันทร์กลางนภาพลันร้องอ๊ายพร้อมเพรียงกัน
“คุณชายรูปงามเหลือเกิน! มาเล่นทางนี้กับข้าน้อยนะเ้าคะ!”
“ไม่นะ! ลักษณะอย่างคุณชายข้าเดาว่าต้องชอบแบบข้าแน่ๆ มาเ้าค่ะ มานั่งกับข้าดีกว่า!”
“เ้าหลบไปนะ! เขาสุภาพเช่นนี้จะชอบแบบใดได้ ถ้าไม่ใช่เรียบร้อยอ่อนหวานอย่างข้า ใช่ไหมเ้าคะคุณชาย!”
“แหม! ถ้าเ้าเรียบร้อยในที่นี้ก็ไม่มีใครกล้าแก้ผ้ายั่วบุรุษแล้ว คุณชายอย่าไปมองเลยเ้าค่ะ หญิงเช่นนั้นทำลายลูกตาเปล่าๆ มามะ มองข้านี่…”
“แม่นางทั้งหลาย ข้าไม่ได้มาเที่ยว...”
ไม่ทันไรแขนซ้ายแขนขวาของเซียวอวี้ฉีก็ถูกรั้งไปรั้งมาทางนู้นทีทางนี้ที หน้าหลังล้วนถูกล้อมเป็วงกลม เดินหน้าถอยหลังล้วนเป็มวลบุปผา
เขาหัวเราะแห้งๆ พยายามเอ่ยปฏิเสธน้ำเสียงนุ่มนวลสุภาพ ใครจะรู้แม่นางคนหนึ่งอาศัยตอนเขาเผลอใช้สองมือประคองใบหน้าทำท่าจะหอมแก้มเขาเข้าให้
“เซียวอวี้ฉี! เ้ากล้ามากที่ทำร้ายอ๋องอย่างข้า!”
เสียงตวาดจากชั้นสองดึงเหตุการณ์ธาราบุปผาคลั่งข้างล่างชะงักงัน
ทุกคนในที่นั้นมองไปยังคน้าซึ่งทำหน้าโกรธเกรี้ยวปานว่าใครไปเผาหลุมบรรพชนบ้านเขาอย่างไรอย่างนั้น
เซียวอวี้ฉีเองก็มิคาดว่าจะมาเจอกันที่นี่ อึ้งงันไปเช่นกัน
“ติงอ๋อง?”
ในที่สุดเซียวอวี้ฉีก็ดึงสติกลับมาได้ เขามองร่างสูงก้าวฉับๆ ลงบันไดมา ยิ่งเข้ามาใกล้ก็ยิ่งเห็นชัดว่าบนหน้านั้นดำทะมึนเพียงใด
พวกสาวๆ ในหอมองสีหน้าคนเป็จึงรีบแหวกหลบเป็ทางให้ติงหลินต๋าได้ใช้เดิน
“ข้ายังไม่ได้สะสางเื่ที่ชู้รักของเ้าทำร้ายข้าวันนั้น”
ติงหลินต๋าเอามือไพล่หลังว่าน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม ตาที่ถูกต่อยยังม่วงความแค้นในใจยังคุไม่หาย