ย้อนเวลามาพร้อมลูกหมาแต่กลับต้องมาเลี้ยงลูกลิง
บทที่ 7 เงียบเดี๋ยวนี้
หลังจากล่าไก่ป่าได้แล้ว จางหย่งกับสุนัขของเขารีบเดินทางกลับบ้านในทันที แต่เพราะไม่คุ้นชินกับเส้นทาง ทำให้หนึ่งคนหนึ่งสุนัขเสียเวลาเกือบสองเค่อกว่าจะหาทางออกจากป่าแห่งนี้ได้
จากที่ตอนแรกจะเดินทางรวดเดียวจนถึงบ้าน กลับต้องมานั่งพักเหนื่อยอยู่ตรงหน้าชายป่า แต่จางหย่งไม่ได้ใช้เวลาพักโดยเปล่าประโยชน์ เขาได้ลองสอบถามเสี่ยวเหมาเกี่ยวกับรายละเอียดของมิติอย่างละเอียดอีกครั้ง
'นอกจากเ้าแล้วยังมีสุนัขมิติตัวอื่นๆอีกหรือไม่'
'ข้าเป็สุนัขมิติเพียงหนึ่งเดียว สัตว์มิติจะมีแค่ชนิดละตัวเท่านั้น แต่ข้าไม่รู้ว่ามีสัตว์อะไรบ้างที่เป็สัตว์มิตินอกจากข้า อาจจะมีเป็ดมิติ หรือจระเข้มิติก็ได้นะ'
จางหย่งขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนว่าข้อมูลนี้จะไม่เป็ประโยชน์กับเขา ดังนั้นเขาจึงถามขึ้นใหม่ว่า
'เสี่ยวเหมา แล้วมิติของเ้ามีข้อจำกัดอะไรหรือไม่?'
เสี่ยวเหมานิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
'ดูเหมือนว่าจะใส่สิ่งมีชีวิตได้ไม่เกิน 50 ชีวิต และต้องไม่ใช่ของที่ใหญ่จนไม่สามารถเก็บได้หมดในมิตินะเ้านาย'
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มันเดินเก็บสิ่งมีชีวิตเข้าไปในมิติด้วยความเพลิดเพลิน ทั้งต้นไม้ใบหญ้า แมลง และสัตว์ตัวเล็กๆจนระบบในมิติเตือนว่าไม่สามารถใส่สิ่งมีชีวิตลงไปได้อีกแล้ว ทำให้มันจำได้ว่ามิติมีข้อจำกัดนี้อยู่
จางหย่งพยักหน้าเป็เชิงรับรู้ตามความเข้าใจของเขา มิติแห่งนี้สามารถใส่สิ่งมีชีวิตได้สูงสุด 50 ชีวิต ทั้งยังมีประสิทธิภาพเร่งการเจริญเติบโตได้ถึงห้าเท่า หากสิ่งมีชีวิตในมิตินั้นยังไม่เคยถูกส่งเข้าระบบ จะมีคะแนนการส่งเข้าระบบตามความหายาก คะแนนที่มีสามารถแลกเปลี่ยนเป็สิ่งของตามรายการได้ ระบบนี้ก็มีข้อดีเหมือนกันนะ เขาได้แต่คิดในใจ
หลังจากนั่งพักอยู่ครู่หนึ่งทั้งสองก็เดินทางกลับบ้านด้วยความกระปรี้กระเปร่า เข้าป่าครั้งนี้ไม่เสียเที่ยว อย่างน้อยก็ยังได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง ดังนั้นตอนนี้จางหย่งจึงมีอารมณ์ดีเป็พิเศษ การมีสุนัขมิติตามเขามาด้วยก็ถือว่าเป็เื่ที่คิดถูกอย่างมากเลยทีเดียว ไม่เช่นนั้นหากเขาไม่ได้ไก่ป่าตัวนี้กลับไป เขาและลูกๆจะทำอย่างไร
ขณะที่จางหย่งเดินมาจนเกือบจะถึงทางเข้าบ้าน สายตาของเขาเหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งยืนออกันอยู่หน้าบ้าน เป็ชาวบ้านละแวกนี้ที่มายืนดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขารีบเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปทันที พบว่าที่หน้าบ้านตัวเองมีชายฉกรรจ์หลายคนยืนปิดทางเข้าบ้านไว้ พร้อมทั้งเสียงะโข่มขู่ที่หน้าบ้านว่า
"ไอ้เด็กเหลือขอ บอกมา พ่อแกอยู่ที่ไหน!!"
อี้กังผู้นำกลุ่มชายฉกรรจ์มาบุกบ้านจางหย่ง แต่กลับไม่พบคนที่้า ทำให้อี้กังรู้สึกอารมณ์เสียเป็อย่างมาก เขานำบ่าวรับใช้คนสนิทพร้อมอันธพาลมาด้วยอีกสามคน ระหว่างเดินทางมาที่นี่ชาวบ้านที่พบเห็นต่างรู้สึกสนอกสนใจพากันแอบเดินตามมา เมื่อพบว่าเป็คนจากตระกูลอี้มาหาเื่จางหย่งก็ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปยุ่งได้ แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ
เด็กๆทั้งสามที่ถูกถามหาบิดาต่างปิดปากเงียบสนิท อาเฟยพี่ชายคนโตกอดน้องชายทั้งสองไว้ในอ้อมกอด อาฟู่พี่ชายคนรองจ้องมองไปยังคนที่มาหาเื่เขม็งอย่างไม่หวาดกลัว แต่อาฟงน้องชายคนเล็กกลับร้องไห้ไม่หยุด ก็เขายังเป็เด็กเล็กอยู่นะ เมื่อมีคนมาตะคอกใส่จะให้เขาไม่หวาดกลัวได้อย่างไร
จางหย่งที่ได้ยินเสียงร้องของลูกชายคนเล็กก็รู้สึกโกรธจัด อาจเป็เพราะความรู้สึกผูกพันกันมายาวนานที่ฝังอยู่ในจิตใต้สำนึกของร่างนี้ ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเป็เสมือนพ่อแท้ๆของเด็กทั้งสามคน เขาเดินแหวกฝูงชนเข้าไปด้านใน ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
"นึกว่าใครมา ที่แท้ก็หมาขี้แพ้ไปเรียกพวกมานี่เอง"
"ไอ้สวะ แกว่าใครเป็หมาขี้แพ้"
กล่าวจบอี้กังก็ส่งสัญญาณให้อันธพาลจู่โจมจางหย่งจากทางด้านข้าง จางหย่งไม่ทันระวังเบี่ยงตัวหลบช้าไปหนึ่งจังหวะ ถูกปลายหมัดชกเข้าที่โหนกแก้มด้านซ้ายเป็รอยช้ำดวงใหญ่ เขาเซไปด้านข้างเล็กน้อยก่อนจะยืนประจันหน้ากับอันธพาลคนแรก อันธพาลที่กำลังได้ใจ บุกเข้าประชิดตัวอีกครั้ง แต่ไม่ได้เป็ดั่งที่หวัง เพราะจางหย่งไม่ได้พลาดท่าเหมือนครั้งแรก เขาหลบหมัดครั้งที่สองได้ และสวนกลับด้วยการจับอันธพาลทุ่มข้ามหัวกระแทกพื้น จนมีเสียงดัง กร๊อบออกมา
"อ๊ากกกก"
ดูเหมือนว่ากระดูกของอันธพาลคนนั้นจะเคลื่อนจากการกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง เขาร้องออกมาด้วยความเ็ป
คนอื่นๆที่ได้เห็นก็ต่างก็ตกตะลึง นี่มันเป็ความสามารถจริงๆของชายผู้นั้นหรือแค่บังเอิญ? เสี่ยวจิวผู้เป็บ่าวรับใช้ของอี้กังและอันธพาลที่เหลือเมื่อเห็นพรรคพวกถูกทำร้าย ก็วิ่งเข้าไปล้อมจางหย่งทันที หมายจะเข้าไปรุมจัดการคนตรงหน้า จางหย่งที่ตั้งตัวได้แล้ว ไม่มีทางยอมเสียชื่อนักกีฬามหาลัยชื่อดังอย่างแน่นอน ปกติแล้วเขาเรียนศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัวเพราะความชอบส่วนตัว ไม่เคยได้นำไปใช้จริง ดังนั้นนี่จึงเป็ครั้งแรกที่เขาได้นำสิ่งที่ฝึกฝนมาใช้ต่อสู้ ทุกศาสตร์ทุกแขนงที่เคยฝึกมา จะได้นำออกมาใช้แล้วในวันนี้
จางหย่งถอยตัวไปด้านหลังหนึ่งก้าว ปลายเท้าจิกลงพื้น ปักหลักอย่างมั่นคง ย่อตัวลงเล็กน้อย พร้อมทั้งยกมือขึ้นตั้งรับในท่าพร้อมสู้ เสี่ยวจิวตัดสินใจวิ่งโถมตัวเข้ามาจากด้านหน้าอย่างไม่มีแบบแผน ก่อนจะออกหมัดตรงมุ่งไปที่ใบหน้าของเป้าหมาย จางหย่งเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างอย่างช่ำชอง ใช้เท้าซ้ายสะกัดขาชายผู้ที่บุกมาโจมตีจนล้มคะมำลงกับพื้น อันธพาลสองคนที่เหลือพุ่งเข้าจู่โจมในทันที จางหย่งไม่ได้หวาดหวั่นแต่อย่างใด เขาเอี้ยวตัวหลบไปด้านหลัง เมื่อเห็นอันธพาลทั้งสองเสียหลัก จางหย่งที่จับจังหวะได้ก็สวนกลับไปด้วยชั้นเชิงมวยที่พลิ้วไหวแต่ดุดัน เขาปล่อยหมัดซ้ายทะลายไส้ ที่ได้ร่ำเรียนจากครูชาวต่างชาติชื่อดัง 'แขวนทราย กาแล็กโซ่' เข้าไปที่ลำตัวของศัตรู จนทำให้ผู้มาหาเื่ทั้งสองถึงกับคุกเข่าลงกับพื้น มือกุมท้องด้วยความเ็ป
เมื่อบ่าวรับใช้และอันธพาลทั้งสามถูกจัดการลงได้อย่างง่ายดาย ผู้คนรอบด้านที่มุงดูอยู่ถึงกับอ้าปากค้าง และตั้งปณิธานในใจขึ้นว่า อย่าได้ไปหาเื่ทำให้ชายคนนี้โกรธเป็อันขาด
อี้กังที่เห็นภาพคนทั้งสี่ที่นอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นก็เอ่ยขึ้นด้วยความโมโหว่า
"บัดซบ มีแต่พวกไม่ได้เื่ทั้งนั้น!!"
อี้กังที่กล่าวจบก็ไม่ได้เข้าไปใกล้จางหย่งแต่อย่างใด ตัวเขายังยืนอยู่ใกล้ๆกับประตูทางเข้าบ้านของจางหย่ง หากเข้าไปแล้วกลายเป็แบบอันธพาลพวกนั้นต่อหน้าผู้คนมากมาย เขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน แม้เขาจะมีพลังยุทธแต่ก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก จางหย่งที่เห็นตอนนี้ดูแตกต่างไปจากจางหย่งคนเดิมเป็อย่างมากจนเขาไม่อยากเชื่อ จางหย่งคนเดิมไม่มีทางออกมายืนต่อสู้กับคนมากมายแบบนี้ได้แน่ เพราะเขากลัวว่าลูกๆของเขาจะเดือดร้อน แต่จางหย่งผู้นี้กลับคิดไม่เหมือนกัน ยิ่งยอมก็จะยิ่งถูกรังแก ดังนั้นการลุกขึ้นสู้จึงเป็คำตอบที่ดีที่สุด
อี้กังกลอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด ก่อนจะเหลือบตามองไปทางเด็กสามคนที่อยู่ในบ้าน เขาแสยะยิ้มอย่างช่วยร้ายออกมา ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปในบ้านเพื่อฉุดเด็กที่อยู่ในอ้อมกอดของอาเฟยลูกชายคนโตออกมา ตอนแรกเขาตั้งใจจะนำอาฟงที่เป็เด็กเล็กออกมาเป็ตัวประกัน แต่อาเฟยพี่ชายคนโตกับอาฟู่พี่ชายคนรองช่วยกันบังอาฟงเอาไว้ไม่ให้อี้กังเอาตัวเขาไปได้ง่ายๆ อี้กังที่เห็นเช่นนั้นก็ใช้พลังแขนผลักเด็กทั้งสองกระเด็นล้มไปด้านข้าง ก่อนจะจับอาฟงออกมา อาฟงที่ถูกอี้กังลากแขนออกมาจากในบ้านร้องไห้เสียงดังสนั่นหวั่นไหวด้วยความเจ็บและความหวาดกลัว อี้กังรู้สึกรำคาญเสียงร้องไห้นั่นจึงเอ่ยด้วยความโมโหขึ้นว่า
"เงียบเดี๋ยวนี้ หากไม่เงียบข้าจะตัดลิ้นของเ้าซะ!!"
อาฟงที่ได้ยินก็เงียบเสียงลงทันที เขากลัวจนตัวสั่นไปทั้งตัว อี้กังพยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนจะหันไปพูดกับจางหย่งที่ยืนอยู่นอกบ้านขึ้นว่า
"ถ้าอยากให้ลูกปลอดภัย ถอยออกไป!!"