บทที่ 2
โดย ตี๋หยี่
“ สร้อยข้อมือนี้........มันนนน ” ฉันหันไปมองดูข้อมือของฉันตอนนี้ ที่มีสร้อยข้อมือสีแดงและจี้รูปดอกเดซี่เล็ก ๆ ห้อยอยู่ด้วยความสงสัย
“ มันคืออะไร ทำไมมันมาอยู่ที่นี่ ”
“ แล้วไอ้สร้อยข้อมือนี้มันคืออะไร ”
ฉันอึ้งซักพักก่อนที่จะไปเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา พร้อมกับดูนาฬิกาที่บอกเวลาตอนนี้เป็เวลา ตี 1 ครึ่ง ฉันจึงเดินลงมาจากห้องนอนเพื่อมาชงเครื่องดื่ม แล้วก็เดินครุ่นคิด เื่ที่ฉันฝันกับสร้อยข้อมือว่ามันคืออะไร แต่ก็นึกไม่ออก แล้วจู่ ๆ ก็มีลมแรงพัดมาโดยไม่ทราบสาเหตุจนฉันที่เกือบจะยืนแทบไม่ไหว
“ ลมจากไหนเนี้ย ่นี้ไม่มีพายุหนิ ” ฉันบ่นแล้วก็นึกถึงความฝันที่ฝันอยู่บ่อย ๆ
“ พายุแบบนี้ มัน.....เหมือนกับที่เราฝันเลยป่ะ ”
ฉันคิดได้ก่อนที่จะพยายามจะวิ่งเข้าบ้าน แต่แล้วจากนั้นพายุที่พัดรุนแรงนั้นก็พัดแรงขึ้นจน มองอะไรแทบไม่เห็น แล้วจู่ ๆ ก็มีแสงสีแดงสว่างขึ้นมาจากสร้อยข้อมือ กระทบกับแสงของดวงจันทร์ที่ส่องสว่างและเต็มดวง และมีกลิ่นหอมของดอกเดซี่อ่อน ๆ หลังจากนั้นฉันก็หลับไป พร้อมกับพายุนั้น
“ อ๋อยย!!~ มึนหัวจัง เหนียวตัวไปหมด ” ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับความอิดโรย
“ ? เกิดอะไรขึ้นวะเมื่อคืน “ ฉันมึนไปซักพัก ก็นึกขึ้นได้
“ อ๋อใช่ ใช่ ใช่ๆๆ เมื่อคืนเราโดนพายุหนิ ”
“ เห้ออ!! ปวดไปทั้งตัวเลย ”
จากที่พึ่งตื่นแล้วยังสะลึมสะลืออยู่ ก็เลยยังไม่ได้ดูรอบ ๆ ที่ ๆ ตัวเองนอนอยู่พอตั้งตัวได้ก็มองไปบริเวณรอบ ๆ ถึงกับต้องช็อค เพราะที่พักอยู่นั้นไม่ใช่ห้องนอนของฉัน ตายแล้ว ตายแล้ว ฉันมาอยู่บ้านใครล่ะเนี้ย บ้านทั้งเก่าทั้งโบราณ แต่มีความคลาสสิคเหมือนยุค 90 , 80 เลย ก็เท่ดีเหมือนกันนะ หรือนี่มันคาเฟ่เนี้ย ฮ่าๆๆๆ จากนั้นฉันก็เดินไปรอบ ๆ เพื่อดูภายในห้องด้วยความสงสัยและสนใจ
“ โห โคตรเท่เลย แต่ก็ดูเก๊าเก่า ”
“ มันห้องใครวะ โคตรเท่เลย ”
แล้วจากนั้นฉันก็เดินออกจากห้อง ห้องที่ฉันนอนอยู่จะอยู่ชั้นสองลักษณะบ้านจะเป็เหมือนตึกแถวสองชั้น แต่ก็กว้างพอใช้งาน ฉันจึงเดินลงมาตัวด้านล่างของบ้าน ด้านล่างก็จะเป็ร้านค้าอารมณ์เหมือนร้านขายขอชำสมัยก่อนในยุค 80s 90s ที่จะมีโต๊ะเก็บเงินหรือเค้าน์เตอร์ด้านหน้า ส่วนของที่ขายก็จะห้อยติดกับผนังเต็มไปหมด โหคลาสสิคมากอ่ะ ร้านนี้ทำไมไม่เคยเห็น เท่ขนาดนี้ต้องมีคนอัพรูปมาเที่ยวบ้างแหละน่า ฉันพลาดร้านนี้ไปหรอเนี้ย แย่สุด ฉันที่ชอบความคลาสสิคและความคูล ๆ แบบย้อนยุคอยู่แล้วก็ตื่นตาตื่นใจสุด เดินจนทั่วของที่ขายก็มีแต่อันแปลกตาแต่บอกได้เลยว่าบางอันนี่คลาสสุด ๆ แบบไม่คิดว่าจะเหลืออยู่แล้ว
“ ว้าวว~ ร้านเท่แบบนี้ ทำไมไม่เคยเห็นเลยล่ะ 90s สุด ” ฉันเดินไป เดินมาด้วยความตื่นเต้นซักพักก็มีเสียง เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
“ อาหลิง ลื้อตื่นแล้วหรอ เป็อาไรทำไมไปนอนอยู่กลางถนนแบบนั้น ” เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่อายุอานามราว ๆ 40 ปลาย ๆ คุยกับฉัน
“ อ๋อ นี่ร้านคุณน้าหรอคะ เท่ดีนะคะ ”
“ เปิดมานานหรือยังคะ ทำไมหนูไม่เคยเห็นร้านนี้มาก่อนเลย ” ฉันก็ถามด้วยความสงสัยตามประสา
“ ลื้อพูดอะไรของลื้อ ตอนล้มหัวกระแทกพื้นรึไง พูดจาแปลก ๆ ”
ฉันทำหน้างง แล้วก็ถามคุณน้าว่ามันเกิดอะไรทำไมฉันถึงได้มานอนที่นี่
“ อืมมม~ คุณน้าคะ ทำไมหนูถึงได้มานอนที่นี่ล่ะคะ ”
“ อั้ยหยา~ นี่ลืมจำไม่ได้หรอ ก็ลื้อบอกจะออกไปหาอาฟุ้ง แต่ลื้อก็ไปนอนสลบอยู่กลางถนน ดีนะที่อากิมอี้มาเจอลื้อก่อน ไม่งั้นลื้อโดนเหยียบไปแล้ว ”
พอฉันฟังคุณน้าฉันก็งงหนักเข้าไปใหญ่
“ แล้วนี่ลื้อจะไหนอาหลิง หิวข้าวป่าวเดี๋ยวม๊าทำกับข้าวให้กิน ”
“ ม๊า? ”
“ ใช่สิม๊า ”
“ เดี๋ยวก่อนนะคะคุณน้า ที่นี่มันคือที่ไหน ”
“ ลื้ออย่ามามัวล้อเล่น มาคุณนงคุณน้าอะไร จะกินมั้ยข้าว ไม่กินก็นู่นเฝ้าร้าน ”
“ อะไรเนี้ย บ้าป่าว ”
ฉันมองที่น้าคนนั้นก่อนจะเดินออกจากร้านไปพร้อมกับเสียงที่ร้องตามมาจากข้างหลัง
“ อาหลิง ลื้อจะไปไหนอาพี่หมอของลื้อจะเข้ามาดูอาการอีกซักประเดี๋ยว ”
ฉันก็เดินออกโดยไม่ได้สนใจ แต่จะใมากกว่าก็ตรงที่ บริเวณโดยรอบที่ั้แ่เดินออกจากร้านมา เป็ที่ ๆ ทั้งไม่คุ้นตาเลยทั้งร้านค้าผู้คนหรือแม้แต่ถนนที่แสนจะเก๊าเก่า ฉันเดินไปรอบ ๆ เดินวนไปวนมาก็ไม่คุ้นเคย ตึกสูงเชียดฟ้าที่เคยเห็นก็ไม่มีซักตึกแต่กลับมีตึกแถว 3 ถึง 4 ชั้น ตลอดทั้งทาง แต่ละตึกก็เป็ร้านค้า บาร์ หรือโรงน้ำชา ผู้คนก็แต่ตัวคลาสสิคย้อนยุคเหมือนกับกำลังถ่ายละครอยู่ ฉันที่กำลังงุนงงกับสิ่งต่าง ๆ ก็วิ่งไปชนเข้ากับคนคนหนึ่ง
“ โอ้ยยย!! ”
“ เป็อะไรมั้ยครับ ”
“ เจ็บสิคะ ชนขนาดนี้ “
“ ขอโทษจริง ๆ ครับ ผมไม่ทันได้มอง ”
“ ( เห๋ยยย อะไรกันหนักกันหนาเนี้ย ) ”
“ คุณ ”
“ ......... ” ฉันโอดโอยพร้อมเงยหน้าขึ้นไปมอง พระเ้าผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าฉันคนนี้ช่างหล่อเหลาเอาการ ผิวขาวเนียนละมุนเหลืองอมชมพู ตาคมกริบ ราวกับคนจีน จมูกเป็สันดูสะอาดสะอ้านแถมกลิ่นตัวยังหอมอีกด้วย
“ อาหลิง ”
“ ฮึ๊? ”
ผู้ชายคนตรงหน้า ทำหน้าตาเหมือนรู้จักฉัน แถมยังเรียกฉันเหมือนกับน้าที่เจอเมื่อกี้เลย
“ เรียกชั้นว่าอะไรนะคะ ”
“ หายแล้วหรอทำไมมาอยู่ตรงนี้ นี่พี่กำลังจะหาที่บ้านพอดี แล้วนี่ออกมาทำอะไร ”
“ เอ่อออ!~ คือ? ”
“ ฮึ๊? อะไร เป็อะไรไ ทำไมท่าทางแปลก ๆ ”
“ คือ? เอ่อ....ที่นี่คือที่ไหนหรอคะ ”
“ ? ”
“ พอดีคือชั้นลืมอ่ะค่ะ ”
“ ลืม? ”
“ ใช่ค่ะ เอ่ออ! มันน่าจะเป็ Effect จากที่ฉันล้มกลางถนน มั้งคะ ”
ฉันที่รู้สึกว่ามันมีอะไรแปลก ๆ จึงแกล้งจะถามผู้ชายคนนี้ฉันเลยจำเนต้องโกหกไปก่อน (อโหสิกรรม อโหสิกรรมน๊า )
“ Effec พูดภาษาอังกฤษเป็แล้วด้วย สมองต้องกระทบหนักแน่เลย ”
“ นี่ฉันดูโง่ขนาดนั้นเลยหรอคะ ”
“ การพูดก็แปลกไปสินะ ลืมบางอย่างแล้วได้ความสามารถบางอย่างมา ”
“ คุณๆๆๆ ฟังชั้นป้ะเนี้ย ”
ชายคนนั้นพูดพร้อมกับเอามือมาทาบบนหน้าผากของฉันแล้วก็พูดขึ้นว่า “ สงสัยจะยังเบลอ ๆ แดดอยู่ ”
เห่ย!! พ่อคุณเอ้ยฟังกันซักหน่อยมั้ยอ่ะ ฉันพูดกับใครอยู่เนี้ย ฮัลโหลลลลลลล~
“ ป้ะเดี๋ยวพี่ไปส่งดีกว่า ”
“ เดี๋ยวก่อนคุณ ส่งไหน? ”
“ ส่งบ้านไง ”
“ รู้จักบ้านฉันด้วยหรอ ”
“ ต้องรู้สิ พี่กับพี่เราเป็เพื่อนกันนะลืมแล้วหรอ ”
เอ๊ะ! กูมีพี่ชายด้วยหรอ?? เดี๋ยวก่อนพี่ชายไหน ฉันอยู่คนเดียวนี่
“ คุณ ฉันมีพี่ชายด้วยหรอ ”
“ ไปหมดแล้วสมงสมอง ไปกับพี่ก่อนดีกว่า ไป ”
“ เดี๋ยวค่อยไปดูอาการกัน ”
“ แต่ฉันไม่..... ” พูดยังไม่ทันจบฉันก็โดนลากออกไป อยากจะบ้าเจอคนแปลก ๆ สถานที่ก็แปลก แล้วนี่จะพาชั้นไปไหนก็ไม่รู้เนี่ย
ณ. ร้านแป้นลี้
ฉันโดนลากมาถึงหน้าร้าน ๆ หนึ่งซึ่งร้านนั้นก็คือร้านที่ฉันเดินออกมา ตามซอยต่าง ๆ ร้านนี้ก็ถือว่าใหญ่กว่าร้านอื่น ๆ เอาเื่
“ อาหลิง กลับมาจนได้นะ ”
เสียงผู้ชายทุ้ม ๆ แหบแต่ฟังแล้วรู้เลยว่าเป็เสียงชายหนุ่มและต้องหล่อมากแน่ ๆ ฉันหันไปมองตามเสียง ก็เห็นเป็ชายหนุ่มที่หล่อเหลาเอาการ เดินมาทางฉันพร้อมกับดึงฉันหา
“ ม๊าบอกว่าแกยังไม่หายดี แล้ววิ่งออกไหน แล้วทำไมได้มาพร้อมกัน ”
“ เรารู้จักกันหรอ ”
“ นี่พี่แกไง ฉันพี่แกไง ทำไมจำไม่ได้หรอหรือยังไง อย่ามาแกล้งตบตา ”