ตอนที่สี่สิบสาม การแก้ปัญหาในชีวิตจริง
แน่นอนผมเตรียมใจไว้แล้วในการใช้นภาไร้ขอบเขตของผมในการแก้ปัญหาในชีวิตจริง
รู้ว่าต้องอาศัยข้อมูลมหาศาล
รู้ว่าต้องอยู่ในโลกที่เรารู้ข้อมูลทั้งหมดในนั้นจึงจะสามารถจัดการทุกอย่างให้เป้นไปตามที่เราคำนวณ
แต่ตามสภาพความเป็นจริง ก็ทำให้ผมผิดหวังเล็กน้อย
พอได้พลังมาจากอาภรณ์ปราณของอี้จิง ก็ทำให้เธอได้เปรียบเหนือผมอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับความมุ่งมั่นที่แสดงความแปลกประหลาดของกระบวนท่าอยู่เสมอ
แต่ก็มีข้อดีที่หากกำหนดอี้จิงไว้ที่ 700% ของความเร็วของคนปรกติในการเรียนรู้
ผมอยู่ที่ประมาณ 150% เนื่องจากความเป็นจริงมีองค์ประกอบเล็กน้อยที่เราไม่คาดคิดและข้อมูลที่เราคาดไม่ถึงมากเกินไป
ทำให้ตอนแรกที่ผมใช้วิธีที่แน่นอนในการคำนวณ ทำให้ต้องเปลี่ยนไปอีกสมการหนึ่งที่เน้นความรวดเร็ว แต่ความถูกต้องลดน้อยลง
หากเปรียบเปรยสมการเก่าที่ผมใช้มีความถูกต้องที่ 57% แบบใหม่ที่ผมใช้ก็มีความถูกต้องแค่ประมาณ 12% แต่ความเร็วมากขึ้น 1500% ในการคำนวณ
ซึ่งผมไม่คิดมากเท่าไรเพราะในอัลฟ่าโกะก็ใช้วิธีนี้นั่นล่ะ
แต่มันมีข้อได้เปรียบที่สามารถใช้สมการสองสมการได้พร้อมกันในการแข่งโกะ
ไม่ใช่ในโลกความจริงที่ต้องหลบอาภรณ์ปราณที่จะดูดซึมพลังกระบี่ของเราและฉากไปมาราวกับงูฉกมาในแง่มุมที่เราคาดไม่ถึง
กระบี่ของผมพลิกแพลงอีกคราหนึ่งจัดอาภรณ์ปราณที่จะมาถึงของอี้จิงออกไปได้ด้วยควงามรวดเร็ว
เพราะนั่นเป็นแค่แง่มุมเดียวเท่านั้นที่สามารถโจมตีเข้าหาผมได้จากการตั้งท่าของผม
ด้วยนภาไร้ขอบเขตทำให้ผมสามารถหาตำแหน่งมุมที่เริ่มได้ดีที่สุดเท่าที่สามารถจะทำได้
แต่ความได้เปรียบนี้จะน้อยลงเรื่อยๆหากการต่อสู้ดำเนินไปมากขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงความถูกต้องของข้อมูลและความคลาดเคลื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ
ปึง ปึง ปึง
การโจมตีจากอาภรณ์ปราณมาจากสามแง่มุมที่ผมกะเอาไว้ก่อนแล้วและ
ปึง
ผมเซถลาจากการโจมตีในแง่มุมที่ผมคาดไม่ถึง
“ได้รับการออมมือแล้วค่ะท่านพี่”
อี้จิงยิ้มแย้มหลังจากกระแทกผมลงไปนอนกับพื้นได้
สมกับเป็นพระเอกโชวเน็น เอ๊ย นางเอก ก้าวหน้าระหว่างการต่อสู้ได้ด้วย
ผมแพ้เร็วกว่าที่คิดประมาณสามกระบวนท่าเห็นจะได้
อาภรณ์ปราณของผมกลายเป็นสีฟ้าอย่างอี้จิงและนั่งคิดทบทวนการโจมตีเมื่อกี้
“ซ่อนการโจมตีไว้ในการโจมตี ระเบิดพลังหนึ่งเพื่อซ่อนอีกพลังหนึ่ง ฉลาดมากอี้จิง”
อาภรณ์ปราณของผมเคลื่อนไหวอย่างช้าช้าจำลองการโจมตีที่ทำให้ผมล้มเมื่อกี้ขณะที่ผมลูบหัวเธอ
“แฮะ แฮะ เก่งไหมล่ะคะ”
อี้จิงยิ้มแย้มอย่างยินดีที่ถูกชม
หือ คนในโลกนี้ชอบคำชมและป้อยอสินะนี่ เราต้องอย่าลืมเรื่องนี้และได้โอกาสต้องชมคนบ่อยๆ
ความคิดสร้างสรรค์ของอี้จิงช่วยในการพัฒนาฝีมือของผมได้อย่างมาก
“เอาล่ะ เราไปเรียนอย่างอื่นเพิ่มเติมกันเถอะ ฝึกร่างกายและต้องฝึกสมองให้พร้อมพรักด้วย”
“ค่ะท่านพี่”
..
การฝึกสมองด้วยการศึกษาศาสตร์คำนวณและศาสตร์พยากรณ์ต่างๆ ทั้งสำเร็จและล้มเหลว
ล้มเหลวคือ อี้จิงมองศาสตร์พยากรณ์ที่มีการคำนวณก็บอกว่า
“ปวดหัวแล้วค่ะ ท่านพี่ ตาลายไปหมดเลย”
คนที่คิดอะไรซับซ้อนได้กลับตาลายหรือนี่?
ผมก็คิดในใจว่าเงื่อนไขร่างกายของคนไม่เท่ากันผมจึงบอกว่า
“ลองอ่านพวกตำรามารยาทหรือแนวทางที่อี้จิงสนใจไปก่อนก็ได้นะ”
“ค่ะท่านพี่ น้องจะทำตนให้เป็นกุลสตรีให้ได้”
“ฮา เติบโตอย่างเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ยอมแพ้ท้อถอยต่อความยากลำบากและเปี่ยมด้วยคุณธรรม นั่นก็พอแล้วสำหรับพี่”
ผมลูบหัวเธอ
และที่ผมบอกว่าสำเร็จคือเรื่องส่วนตัวของผมเอง
วิชาคำนวณหรือศาสตร์วิศวกรรม โหราศาสตร์ พยากรณ์ นรลักษณ์ การดูดาว
ที่ผมใช้ให้หวังม่อรวบรวมตำรามาให้นั้น ผมเรียนรู้ท่องจำ ทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็วมาก
เพราะมันมีความแน่นอนในหลักการของมัน
ความเร็วที่ผมเรียนรู้นภาไร้ขอบเขตเทียบกับคนทั่วไปน่าจะอยู่ที่ 75000%
และยิ่งมากขึ้นไปอีกเมื่อผมเปิดใช้หยกที่สลักเคล็ดวิชาที่เกี่ยวกับสายการคำนวณไว้
ทำให้ผมมีวิชาคำนวณการเคลื่อนไหวล่วงหน้าได้รวดเร็วมากกว่าเดิม
ผมรวบรวมนภาไร้ขอบเขตของผมสร้างเป็นรูปร่างดวงดาวต่างๆที่หมุนรอบดวงอาทิตย์
“กลศาสตร์ดาวเคราะห์น้อย”
วิชาคำนวณที่คนสมัยนี้ต้องคำนวณจนหน้ามืดแต่ผมสามารถจำลองภาพได้ด้วยพลังปราณของผมและความสามารถในการคำนวณ
“สวยจังเลยค่ะท่านพี่”
อี้จิงปรบมือชมอยู่ใกล้ๆเมื่อผมใช้ปราณจำลองภาพดวงดาว
“กลศาสตร์ดาวเคราะห์น้อย” ทำให้ผมเหมือนกับมีเครื่องรางประดับเสริมดวงติดตัวตลอดเวลา
โหราศาสตร์ทำให้เราดูดาวและจำลองภาพต่างๆ ผมจำลองทั้งหมดเท่าที่ผมจะคำนวณได้ จนเหมือนกับมีดาวนำโชคติดตัวผมเสมอ
ในนภาไร้ขอบเขตของผมเริ่มประกอบด้วยดวงดาราและจักระราศีเต็มผืนฟ้า
ในภาษาเกมส์นี่คือกระบวนท่าที่อัพค่า Luck ของผมนั่นเองและเพิ่มพลังป้องกันด้วย
“ดาวเคลื่อนดาราคล้อย”ที่สลายพลังที่โจมตีมาที่อาภรณ์ปราณของผม
จากนั้นผมรวบรวมวิชาสายคำนวณของไท่ซานจนหมดกว่าสี่สิบแผ่นหยกในคืนเดียว
จากที่เมื่อก่อนหน้านี้ได้เพียงคืนละเจ็ดแผ่นเท่านั้น
อืมหากให้วิจารณ์ผลเสียของการได้นภาไร้ขอบเขตคือเราจะ ลำเอียง bias ต่อวิชาสายคำนวณแฮะ เพราะมีความก้าวหน้าในวิชาสายนี้อย่างเทียบกันไม่ติดหากเทียบกับสายอื่น
ระหว่าง 150% กับ 75000%
ผมจึงพยายามไม่จำกัดตนเองด้วยสายคำนวณแต่ลองไปทางสายอื่นเช่น การแพทย์ สมุนไพร ต่างๆด้วย เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ดีกว่าเดิม
การเรียนรู้กับอี้จิงผ่านไปเรียบง่ายอีกหนึ่งสัปดาห์ที่เราได้เข้าสู่ขั้น คุรุยุทธสองดาวกันทั้งสองคน
..
ในที่ประชุมผู้อาวุโสของสำนักไท่ซาน
แต่ละคนทำสีหน้าเคร่งเครียด
มีแต่นักพรตคิ้วขาวคนเดียวที่ทำสีหน้าปรกติ แต่ทุกคนที่รู้จักนักพรตคิ้วขาว ดูออกว่านี่คือสีหน้าของคนที่ดีใจจนกลั้นแทบไม่อยู่ของคนอย่างนักพรตคิ้วขาวแล้ว
“เอ่อ เรียนเจ้าสำนักและผู้อาวุโสทุกท่าน จากทางหอตำราและเก็บข้อมูลได้เรียนแจ้งว่า .. หวังลี่ ศิษย์เมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ได้เบิก หยกสกัดเคล็ดวิชาไปกว่าสองพันรายการในช่วงสัปดาห์มานี้และน้ำยาปราณขั้นต่ำไปสิบขวด ขั้นกลางสามขวด ขั้นสูงหนึ่งขวด”
ผู้อาวุโส ฮือ กันสักพัก
“เอาน้ำยาไปแค่นิดเดียว?”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเผลอพูดออกมาและหยุดลงเมื่อเจอสายตาจากผู้อาวุโสที่คุมห้องปรุงยา
หยกสกัดเคล็ดวิชาเป็นเรื่อวที่ผู้อาวุโสรับรู้อยู่แล้ว ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใจแต่อย่างใดเมื่อทราบจำนวนแต่เรื่องการปรุงยาเป็นปริมาณที่น่าแปลกใจหากเทียบกันแล้ว
“ฮา วิชาของสำนักเรานั้นล้ำเลิศ ส่วนการปรุงยายังต้องปรับปรุงอีกมากนัก”
ผู้อาวุโสท่าทางคงแก่เรียนคนหนึ่งพูดสัพยอกผู้อาวุโสร่างอ้วนที่สังกัดห้องปรุงยา
“เพ้ย เคล็ดวิชาของที่เจ้าเก็บไว้อีกหน่อยก็ไม่พอใช้นั่นล่ะ ข้าจะเข้าปรุงยาเพิ่มด้วยตนเอง คราวนี้ดูสิว่า หวังลี่จะมาขอใช้ยาของข้ามากขึ้นหรือเปล่า”
ผู้อาวุโสร่างอ้วนรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อยแต่ก็สัพยอกกับสหายอย่างอารมณ์ดี
สำนักเรามีผู้สืบทอดแล้วเมื่อมีอัจฉริยะเช่นนี้ในสำนัก
นั่นคือสิ่งที่ผู้อาวุโสเข้าใจตรงกัน ตั้งแต่มีแนวคิดการบ่มเพาะเมล็ดพันธ์รุ่นใหม่ของฝ่ายธรรมะสำนักใหญ่ต่างๆ
“ฮา เด็กหนุ่ม ใจร้อน พวกเจ้าก็ต้องดูแลหวังลี่ให้มากไว้”
นักพรตคิ้วขาวลูบเคราสีขาวพร้อมกับกล่าวกำชับผู้อาวุโสทุกคนในห้อง
“พวกเราทราบแล้ว”
ทุกคนรับคำพร้อมกัน
“เฮ้อ แต่ข้าหากไม่ใช่เห็นด้วยตา ข้าไม่เชื่อจริงๆว่าจะมีอัจฉริยะเช่นนี้อยู่ในแผ่นดินจริงๆ”
ผู้อาวุโสท่าทางคงแก่เรียนลูบเคราที่เรียวยาวของตนเองอย่างครุ่นคิด
“หากอย่างข้าต่อให้เป็นตอนนิ้ เรียนแค่สักห้าสิบแผ่นต่อวันสมองข้าคงแทบแตกตายไปแล้ว “
“หากไม่ใช่ข้าทดสอบความรู้เขาว่าที่เขามีความรู้จากหยกฝึกวิชาจริงๆหรือเปล่า ข้าก็คงไม่เชื่อเหมือนกัน”
“คงมีแต่เจ้าเฒ่าคิ้วขาวที่เสียใจที่โดนทำลายสถิติ”
ชายร่างอ้วนจากห้องปรุงยาสัพยอกนักพรตคิ้วขาว ที่สมัยก่อนเขาเคยภูมิใจกับสถิติของตนเองในการได้เรียนวิชาได้อย่างรวดเร็ว
“เจ้าอ้วนเสียใจที่เขาไม่สนใจการปรุงยาของเจ้าก็อย่ามาระรานกัน” นักพรตคิ้วขาวพูดสัพยอกกับเพื่อนของตนองและรู้สึกดีใจปะปนกับโล่งใจที่ได้ห้ามหวังลี่ไว้ทันในการไม่ให้หวังลี่เรียนปรุงยาก่อน ไม่อย่างนั้น เจ้าอ้วนโหวซีไหลได้เยาะเย้ยข้าไปอีกนานแน่นอนหากศิษย์สายตรงของข้าสำเร็จเคล็ดวิชาปรุงยาของเจ้าอ้วนไปก่อน
เจ้าอ้วนคงได้ล้อข้าไปอีกนานแสนนาน
ต้องลองสอนวิชากระบี่ของสำนักให้มากขึ้น ข้าจะได้เยาะเย้ยเจ้าอ้วนได้ต่อไป
“ตกลงพวกเราเฝ้าจับตาดูและสนับสนุนเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ของเราต่อไป”
นักพรตคิ้วขาวโบกมือเรื่องนี้และจะประชุมเรื่องอื่นกันต่อ
“เอ่อก็มีปัญหาเล็กน้อยในการที่พวกลูกศิษย์สำนักใหญ่ระดับกลางบ่นเข้ามาว่าพวกเขาไม่ได้รับตราหยกฝึกวิชาบ้าง”
ในสำนักใหญ่ที่เมืองหลวง แม้จะขนาดเล็กกว่าสาขาดั้งเดิมที่ภูเขาไท่ซาน แต่ศิษย์ที่อยู่ที่นี่แม้จำนวนน้อยกว่าแต่ก็ต้องคัดกรองแล้วอย่างดี
ทุกคนได้พยายามกันอย่างเต็มที่เพื่อใช้แต้มภารกิจของสำนักในการได้แผ่นหยกฝึกวิชาและพัฒนาวิชาฝีมือ
ลูกศิษย์มีมากมาย อาจารย์ที่ใส่ใจไม่เพียงพอ บางคนอาจจะแทบไม่ได้พบหน้าอาจารย์ระดับอาวุโสเลยหากไม่ใช่งานรวมตัวครั้งใหญ่
“ไร้สาระ ให้เจ้าพวกนั้นขยันฝึกวิชากว่าเดิมหรือ จะให้ศิษย์เมล็ดพันธุ์ของข้า ต้องฝึกวิชาช้าลงเพื่อคอยศิษย์ระดับล่างพวกนั้น?”
ทุกคนเงียบกันสักพักและหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“ฮา ฮา ฮา ฮา เจ้านี่ก็ช่างล้อเล่นกันได้”
ผู้อาวุโสร่างอ้วนเช็ดน้ำตาที่หัวเราะจนไหลออกมา
พวกผู้อาวุโสดีใจที่พวกเขาจะได้ศิษย์เมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ที่จะกดข่มสำนักอื่นได้อย่างแน่นอน จนหัวเราะออกมาพร้อมกันอีกครั้ง