“แม้นที่นี่จะเป็พิมานเ้าราชบุตร ก็ใช่เื่ที่มึงจะเอ่ยประโยคเช่นนี้ออกมา หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง หัวมึงจะขาดมิรู้ตัว”
สหายที่กำลังมึนเมาถึงกับหน้าถอดสี เมื่อรู้ตัวว่าตนได้หลุดออกปากในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป
“มันก็แค่คนกร่างน่ารำคาญ หาได้ทำให้กูเดือดร้อนไม่ เอาไว้วันใด หากมันก่อเื่ให้กูต้องทุกข์ใจ บัดนั้นกูก็หาใช่คนที่อดทนใจดีต่อมันไม่ เื่นี้มิต้องให้พวกมึงคิดแทนดอก”
“ปัง! …”
เสียงเหมือนอะไรกระแทกเข้ากับข้างฝาของเรือน ทำเอาทุกคนที่กำลังนั่งกินดื่มพูดคุย พากันเงียบเสียงลง มองหน้ากันไปมาเลิ่กลั่ก ไอ้แสนเป็งแลเ้าแสนเมืองสิงห์ รีบลุกขึ้นจ้องมองไปในทิศทางของต้นเสียงด้วยความระแวดระวัง กับสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น
“ปัง! …” เสียงเดิมแต่ดังกว่าเดิม รอบนี้ทำเอาคุณท้าวบัวแก้วแลนางเล็ก ๆ ลุกขึ้นวิ่งโผเข้ากอดกันด้วยความหวาดกลัว
“คุณท้าว พาพวกนางไปหลบด้านในเถิดหนา อย่าเอ่ยอย่าถามอย่าทักทาย ไม่ว่าจะได้ยินสิ่งใด เข้าใจหรือไม่”
นางกำนัลวัยกลางคน ที่ทำงานสนองเบื้องบาทมานาน รีบพยักหน้าแล้วพาเหล่านางกำนัลให้ไปหลบยังเรือนด้านหลังตามพระบัญชา
“ปัง! ...” หนที่สามดังสนั่นะเืไปถึงขื่อคา เสียงนั้นมิใช่เพียงไม้กระทบกัน แต่มันแฝงด้วยกระแสเย็นเยียบที่แล่นปราดเข้าสู่กระดูกสันหลัง บรรยากาศรอบด้านนิ่งสงัดจนน่ากลัว แม้แต่เสียงแมลงกลางคืน ที่เคยระงมก็กลับใบ้เงียบไปถนัดใจ
“เอาอย่างไรดีอินทร์ถวาย” เ้าเมืองสิงห์เอ่ยถาม พลางกระชับดาบในมือแน่น เหงื่อกาฬเริ่มผุดซึมตามไรผม ทั้งที่เป็คืนเดือนดับที่ลมหนาวโชยพัดอ่อน
“กลิ่นอายอัปมงคลเข้มข้นจนแทบหายใจไม่ออก...มันคืออาคมของไอ้อินทร์สรงเช่นนั้นฤา” เ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวายเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ ดวงตาคมปลาบจ้องเขม็งไปยังความมืดด้านนอกเรือน
ประตูเรือนพิมานเปิดอ้าออกสู่ความเวิ้งว้าง ลมหนาวประหลาดพุ่งเข้าปะทะหน้า มันไม่ได้มาเพียงลม แต่หอบเอากลิ่นสาบสางคล้ายซากศพเน่าเปื่อยมาด้วย ทหารทวารบาลที่ยืนเฝ้าหน้าประตู ถึงกับจับหอกมือสั่นเมื่อเห็นเงาดำทมิฬเริ่มก่อตัวขึ้นจากพื้นดิน
มันมิได้มีเพียงหนึ่ง...แต่ร่างเงาสูงตระหง่านหลายร่างค่อย ๆ ผุดขึ้นมา ลำตัวผอมเกร็งจนเห็นซี่โครง ิัดำคล้ำติดกระดูกราวผีตายแห้ง ดวงตาเป็โพรงลึกมีแสงเรืองสีแดงหม่นดุจถ่านไฟที่ใกล้ดับ พวกมันลอยวนเวียนอยู่กลางอากาศ เปล่งเสียงร้องหวีดหวิวโหยหวน ที่ฟังดูคล้ายเสียงหัวเราะปนสะอื้นไห้
“นะ...นี่มัน...” แสนเป็งอุทาน เสียงสั่นเครือ “นี่มันไม่ใช่ผีตายโหงธรรมดา”
“โหงพราย... ที่ถูกเลี้ยงด้วยโลหิตอาถรรพ์” เ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวายขยับกายไปเบื้องหน้า ความสงบนิ่งของพระองค์คือสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวขวัญของบ่าวไพร่ไว้ “พวกมันถูกสั่งมาให้ฉีกทึ้งเกาะกุมขวัญหัวกู”
“ไอ้เป็ง! ไปเอาขันน้ำมนต์อาคมที่หอพระมาให้กู! เมืองสิงห์มึงรู้หรือไม่ ว่าไอ้อินทร์สรงมันจัดตั้งประกอบพิธีอยู่ที่ใด”
เ้าเมืองสิงห์คิดอยู่อึดใจ “กูไม่รู้ แต่กูเชื่อว่าไอ้ใจแก้วองครักษ์ของมัน จักต้องรู้ ว่านายของมันกำลังทำเื่ชั่วอันใดอยู่”
“เช่นนั้นมึงเอาคนไปจับกุมตัวไอ้ใจแก้ว แลให้มันพามึงไปทำลายพิธีปลุกผีห่าของไอ้อินทร์สรงนี่เสีย แล้วกุมตัวมันมาให้กู”
“พระเ้าข้า…” ข้ารองบาททั้งสอง เร่งรีบไปกระทำการตามพระบัญชา
เ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวาย ทรงยืนจ้องมองพวกมันอยู่ท่ามกลางวงล้อมของเหล่าภูติผี เงาดำร่างหนึ่งโฉบวูบลงมาใกล้จนพระองค์ััได้ถึงไอเย็นที่บาดิัดุจใบมีด พระองค์หลับตาลงช้า ๆ ริมฝีปากขยับร่ายพระเวทคุ้มภัยเบา ๆ ทันใดนั้น แสงสีทองเรืองรองจาง ๆ พลันปรากฏขึ้นรอบพระวรกาย
พวกโหงพายกรีดร้องลั่น เมื่อปะทะเข้ากับข่ายมนตรา มันพยายามพุ่งเข้าใส่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความโกรธแค้น แต่ร่างของพวกมันกลับสลายเป็ควันดำ แล้วหมุนวนม้วนกลับเข้ารวมตัวกันเป็ร่างใหม่ในพริบตา ราวกับใส้เดือนดินที่ถูกตัดเป็ท่อนแต่มิยอมตาย
“มาเถิด...หากพวกมึงไคร่อยากลองดีต่อครูบาอาจารย์ของกู”
เ้าขุนอินทร์ถวายลืมตาขึ้น ดวงตาฉายแววดุร้ายดุจราชสีห์ พระองค์คว้าประคำนวโลหะที่คล้องคอออกมาพันรอบหมัด หมัดแรกที่ชกออกไปปะทะเข้ากับเงาผีจนมันแตกกระจายพร้อมเสียงโหยหวนที่บาดแก้วหู แต่ความมืดรอบกายกลับยิ่งหนาตัวขึ้น ราวกับว่าป่าทั้งป่ากำลังเคลื่อนตัวเข้ามากลืนกินเรือนพิมานแห่งนี้!
“ฝ่าพระบาทเ้า น้ำมนต์มาแล้วพระเ้าข้า”
ไอ้แสนเป็งรีบเข้าไปนั่งคุกเข่า เทินขันน้ำมนต์ขึ้นไว้เหนือเศียร
เ้าราชบุตรขุนอินทร์ถวายใช้มือข้างที่กำประคำนวโลหะ จับไม้หญ้าคาพรมน้ำมนต์จุ่มลงในขัน พร้อมปริกรรมคาถาพระฤาษีไฟ เพื่อป้องกัน๓ติผีปีศาจ ก่อนที่จะซัดใส่ผีพราย จนเงาดำแตกกระจายสลายไป พร้อมเสียงร้องบาดหูชวนขนลุก
“จตุทิสะสาคุณาวันต๋า จะตุทิสาโจ๋ระพะยะฆังหา สะหัตถีปะติกะมันตุ ภุต๋านิโสหะนะโม”
ประตูเรือนของไอ้องครักษ์ใจแก้ว ถูกฝ่าตีนของเ้าเมืองสิงห์ถีบจนเปิดอ้าไม่เป็ท่า บ่าวไพร่ลูกเมียของมันกรีดร้องใ เมื่ออยู่ ๆ ก็มีทหารหลวงจากเรือนพิมานเ้านาย บุกมาถึงเรือนมันในกลางดึก บ่าวไพร่ผู้ชายคนใดขัดขืน ก็ถูกทหารจับตัวไว้จนสิ้น
“ไอ้ใจแก้ว! ไอ้เนรคุณ มึงอยู่ที่ใด ออกมาบัดเดี๋ยวนี้นะ…ไอ้ใจแก้ว!…” เ้าแสนเมืองสิงห์ะโเรียกมันลั่นเรือน
รออยู่พักใหญ่ ไอ้ใจแก้วถึงเดินออกมาจากห้องด้านใน พร้อมขยับผ้านุ่งเข้าที่ “เรียกหากูอันใดนักหนา นี่มันเพลาใดแล้ว พวกมึงมิรู้ฤา”
มันมั่วแต่ก้มหน้าก้มตาจัดผ้านุ่ง จึงไม่รู้ว่าผู้ที่มายืนคอยท่าเป็ถึงเชื้อพระวงศ์
“แต่งตัวเสร็จแล้วรึ”
เสียงคุ้นหู ทำเอาไอ้ใจแก้วถึงกับหยุดชะงักมือ มันค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น พอเห็นเป็เ้าแสนเมืองสิงห์ ที่ยืนจ้องมองมันอยู่ด้วยความโกรธแค้น มันก็ถึงกับเข่าอ่อน ทรุดฮวบลงไปกองอยู่กับพื้นเรือน
“ฝ่าพระบาท ข้าพเ้า…”
“มึงมิต้องเอ่ยอันใดไอ้ใจแก้ว เร่งบอกกูมาบัดเดี๋ยวนี้ ว่าไอ้อินทร์สรงนายมึง คืนนี้มันตั้งประลำพิธีปลุกผีอยู่ที่ใด หากมึงพูดความจริง แลไม่ทำให้กูต้องเสียเวลา กูจะทูลข้อลดโทษเื่นี้ให้แก่มึง แต่หากมึงห่วงนายมากกว่าตัว มึงก็จงมองหน้าลูกเมียแลอีกนางเล็ก ๆ พวกนี้เอาไว้ เพราะวันพรุ่ง พวกมันจะไม่มีหัวอยู่บนบ่า แลตัวมึงเองก็เช่นกัน”
สิ้นคำพูดของเ้าแสนเมืองสิงห์ ดาบเล่มใหญ่ก็พาดลงบนไหล่ของไอ้ใจแก้วในทันที ลูกเมียของมัน ต่างก็พากันก้มหน้าร้องไห้ระงมเรือน ไอ้ใจแก้วแม้นรักผู้เป็นายมากเพียงใด แต่มาถึงยามนี้ มันย่อมรักตัวเองเป็ที่สุด
“เ้าแสนเมืองสิงห์ข้ารู้ ข้ารู้พระเ้าข้า โปรดไว้ชีวิตพวกข้าด้วยเถิด ข้าจะเร่งนำทางไปบัดเดี๋ยวนี้ ขอพระองค์โปรดละเว้นชีวิตทุกคนบนเรือนของข้าด้วยเถิด”
ท่ามกลางความมืดมิด ของป่าเฮว[11]เก่าร้างนอกกำแพงเวียง กลิ่นธูปกำยานหอมเย็นเยียบลอยคลุ้ง ผสมกับกลิ่นคาวเืที่ถูกใช้เป็เครื่องบัดพลีสังเวยแด่ผีสาง แสงเทียนสีเืไหววูบอยู่ในประลำพิธีที่ตั้งขึ้นอย่างลวก ๆ เ้าอินทร์สรงนั่งบริกรรมคาถาด้วยใบหน้าซีดขาว เหงื่อไหลซึมทั่ววรกาย ดวงตาที่เคยจองหอง บัดนี้กลับฉายแววคลุ้มคลั่ง
“อยู่ทางนั้นพระเ้าค่ะ! อยู่ตรงพุ่มพงไม้นั่น!”
[11]ป่าเฮ่ว ที่เผาหรือฝังศพคนตายเรียก ป่าเฮว ป่าเฮ่ว นี้ใช้เรียกมาั้แ่ดึกดำบรรพ์ มาเรียกเป็ป่าช้าในภายหลัง คำว่าป่าเฮ่วมีปรากฏในวรรณคดีอีสานและวรรณคดีล้านนา ซึ่งวรรณคดีนั้นจะมีอายุั้แ่ห้าร้อยปีขึ้นไป.