จากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 62 ช่วยข้าล้างแค้นให้สำเร็จ

            แน่นอนว่าโจวหลู่ชิงสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของเหยียนอู๋อวี้ ในเมื่อนางเอ่ยถึงเรื่องนี้แล้ว เขาจึงเป่าปากด้วยท่าทีโล่งใจและกล่าวว่า “ทางไทเฮาลงมือไม่ง่ายนัก เสนาบดีเหยียนเป็นคนจัดการเรื่องพันธมิตรมาโดยตลอด หนังสือสัญญาพันธมิตรคาดว่าคงอยู่ในจวนเสนาบดี เพียงแต่ในจวนมีองครักษ์คุ้มกันแน่นหนาและมีทหารม้าเกราะดำคอยปกป้องอยู่ หลายปีมานี้ข้าคิดหาวิธีมาโดยตลอด ทว่าจวนเสนาบดีคุ้มกันหนาแน่น ไม่สามารถแอบเข้าไปได้เลย” 

            “ทหารม้าเกราะดำ?” เหยียนอู๋อวี้ขมวดคิ้วแน่น “เสนาบดีเหยียนฝึกทหารม้าเกราะดำตั้งแต่เมื่อใด?” 

            โจวหลู่ชิงส่ายศีรษะ “เป็นทหารม้าเกราะดำของแม่ทัพเมื่อตอนนั้น” 

            “แล้วตกไปอยู่ในมือเสนาบดีเหยียนได้อย่างไร?” เหยียนอู๋อวี้ตกใจสุดขีด ทหารม้าเกราะดำของตระกูลอวิ๋นภักดีต่อตระกูลอวิ๋นเสมอมา และมีความเกลียดชังเสนาบดีเหยียนอย่างลึกซึ้ง เหตุใดทหารม้าเกราะดำจึงเชื่อฟังคำสั่งจากเขา เป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อจริงๆ 

            โจวหลู่ชิงก้มศีรษะลง “เรื่องนี้ก็แปลกสำหรับข้าเช่นกัน เพียงแต่เพราะไม่เคยติดต่อกับทหารม้าเกราะดำและเข้าไปในจวนไม่ได้ จนถึงตอนนี้จึงยังไม่ได้สิ่งใดมา หากนายหญิงตามหาหัวหน้าทหารม้าเกราะดำได้ บางทีอาจตรวจสอบบางอย่างได้” 

            บิดานางเป็นผู้ก่อตั้งทหารม้าเกราะดำด้วยมือตนเอง ต่อมากองทหารนี้สร้างความดีความชอบด้านการรบในกองทัพ ยามที่ส่งต่อให้นางดูแล ทหารเหลือเพียงแค่สองพันคน ทว่าส่วนใหญ่ล้วนแข็งแกร่งทรงพลัง ถึงขั้นต้านทานกองทัพห้าหมื่นคนได้ 

            ยามที่นางเดินทัพทำสงครามในปีนั้น บิดากลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดกับนาง เขาจึงทิ้งไว้ให้นางหนึ่งพันคน ส่วนที่เหลือให้อยู่ในกองทัพชั่วคราว 

            ตามเหตุผลแล้วการที่มีทหารม้าเกราะดำหนึ่งพันคน เป็นไปไม่ได้ที่ตระกูลอวิ๋นจะถูกสังหารไม่เหลือในคราเดียว ฝ่าออกจากเมืองหลวงยังทำได้ อย่างน้อยก็สามารถคุ้มกันออกไปได้ส่วนหนึ่งอย่างแน่นอน 

            สุดท้ายทหารม้าเกราะดำของนางก็ถูกคนฆ่าตาย เหลือเพียงสิบกว่าคนที่หลบหนีออกไปได้ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีข่าวคราว และทหารม้าเกราะดำนับพันที่อยู่ในมือบิดาก็ยิ่งไม่มีปัญหาหากพวกเขาสองพ่อลูกเป็นผู้สั่งการ 

            ทว่าไฉนสุดท้าย...… 

            ปีนั้นเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่? 

            ในใจเหยียนอู๋อวี้เกิดความสงสัย ทว่านางมั่นใจมากว่าตนเองต้องไปจวนเสนาบดีแห่งนี้สักรอบ! 

            เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้ นางนึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาจึงเอ่ยปากถาม “เหตุใดมือซ้ายของฉีตงหยวนจึงถูกคนตัดเอ็นมือขาด?” 

            โจวหลู่ชิงเผยสีหน้าสงสาร “หลังจากท่านแม่ทัพเกิดเรื่อง ฉีตงหยวนเคยคิดจะไปกราบทูลฮ่องเต้ที่ท้องพระโรง ทว่ากลับถูกมหาบัณฑิตฉีห้ามไว้ เขาถูกบังคับไม่ให้ออกหน้าเพื่อความปลอดภัยของทั้งตระกูล ไทเฮาถึงพอใจที่เขารู้สถานการณ์ของตระกูลฉี หลังจากเรื่องตระกูลอวิ๋นสงบลงแล้วจึงสั่งให้ฉีตงหยวนฝึกทหาร จากนั้นก็ส่งเขาไปกำราบสงครามที่แคว้นชายแดนเล็กๆ ฉีตงหยวนเพิ่งตั้งหลักได้ ขณะอยู่ในกองทัพเขาก็พยายามค้นหาหลักฐานที่ตระกูลอวิ๋นถูกใส่ความอย่างไม่เป็นธรรม ต่อมาในสงครามวุ่นวายครั้งหนึ่งเขาถูกคนลอบโจมตีตัดมือซ้าย โชคดีที่หมอหลวงซางต่อมือเขากลับไปใหม่ได้อีกครั้ง นับแต่นั้นเป็นต้นมาเขาก็ถือกระบี่ไม่ได้อีก ต่อมาฮ่องเต้จึงส่งเขากลับมาเป็นแม่ทัพกองทหารรักษาพระองค์” 

            เหยียนอู๋อวี้ตกใจจนพูดไม่ออกอยู่นาน เขาถูกคนลอบโจมตีในสงคราม อีกฝ่ายไม่ได้ตัดมือขวา แต่กลับตัดมือซ้ายที่เขาถืออาวุธ เรื่องนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างแน่นอน! 

            ผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงเอ่ยด้วยสีหน้าสงสัย “ทว่าเขาก็ยังถือกระบี่ด้วยมือขวาได้” 

            โจวหลู่ชิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเตือนเสียงเบา “ไม่รู้ว่านายหญิงฝึกวรยุทธ์หรือไม่ ในฐานะคนที่ฝึกวรยุทธ์ การโจมตีในครั้งนี้ไม่เพียงตัดมือซ้ายเขา ทว่ายังตัดความศรัทธาในใจเขาไปด้วย” 

            หลังจากเหยียนอู๋อวี้เงียบไปนานพลันเปล่งเสียงออกมาอีกครั้ง “นางกำนัลที่ท่านมอบให้ข้าวันนี้เชื่อใจได้หรือไม่?” 

            โจวหลู่ชิงพยักหน้าทันที “กระหม่อมเป็นคนฝึกเองกับมือ แม้ฉายเหรินส่งไปทำงานที่อื่น พวกเขาพอมีฝีไม้ลายมืออยู่บ้าง สามารถปกป้องนายหญิงในช่วงวิกฤตได้พ่ะย่ะค่ะ” 

            เหยียนอู๋อวี้เข้าใจแจ่มแจ้งจึงมิได้เอ่ยอันใดอีก 

            โจวหลู่ชิงยืนอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่านางไม่ได้มอบหมายสิ่งใดอีกจึงคิดจะเปิดปากขอตัวจากไป ทว่ากลับไม่คาดคิดว่านางจะเงยหน้าขึ้นมาพูดเสียงเบา “ท่านโจว ใช้เนื้อวัวเถิด” 

            สีหน้าของโจวหลู่ชิงแข็งค้าง ภายในใจเกิดความรู้สึกแปลกประหลาด จากนั้นพลันเห็นนางยืนขึ้นแล้วเดินเข้ามาใกล้เขา ก่อนจะกล่าวเสียงเบา “ต่อมาข้าแอบฆ่าวัวฆ่าแกะของชาวหูในกองทัพ พบว่าเนื้อวัวอร่อยกว่าเนื้อหมู น่าเสียดายที่แคว้นต้าเซวียนสั่งห้ามฆ่าวัว เว้นเสียแต่ท่านจะเข้าสนามรบ มิฉะนั้นเกรงว่าคงไม่มีโอกาสได้ลิ้มชิมรส” 

            ท่าทางของโจวหลู่ชิงที่แต่เดิมงองุ้มนอบน้อมเล็กน้อยพลันยืดตรงเป็นไม้บรรทัดทันที ดวงตาเปล่งประกายแปลกประหลาด เขามองสตรีเบื้องหน้าด้วยความประหลาดใจ 

            ปีนั้นยามที่เขาออกจากจวนอวิ๋นไปทำหน้าที่อื่น นางยังเป็นเพียงแค่เด็กหญิงตัวน้อย แม้ยังไม่เติบใหญ่ แต่ปานบนใบหน้านั้นกลับไม่เคยจางหายไป ทว่าสตรีเบื้องหน้างดงามเลอโฉม เขาไม่มีทางหาเงาคนคนนั้นในความทรงจำจากร่างนางได้เลย  

            ทว่าเขากลับต้องสงสัยอย่างยิ่ง นางรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างไร หากมิใช่เพราะนางเคยผ่านประสบการณ์ในสนามรบมาด้วยตนเอง 

            เหยียนอู๋อวี้พอใจกับการแสดงออกของเขายิ่งนัก นางยกยิ้มมุมปากเหมือนเด็กน้อยในปีนั้น “ข้ารู้ว่าท่านมีความสงสัย วันหลังท่านจะเชื่อเอง ข้าเพียงหวังว่าท่านจะไม่ทำให้บิดาข้าผิดหวัง และช่วยข้าล้างแค้นให้สำเร็จ” 

            โจวหลู่ชิงสูดหายใจเข้าลึกๆ แต่กลับเปล่งเสียงออกมาไม่ได้ ตลอดทางกลับเรือนเขายังคงรู้สึกมึนงงปนสงสัยไม่หาย  

            ทว่าเหยียนอู๋อวี้กลับมิได้รู้สึกกระวนกระวายใจเหมือนเขา 

            นางนึกขึ้นมาได้ว่าปีนั้นตนเองเคยถามบิดาว่าหากตระกูลอวิ๋นมีภัย นางควรทำอย่างไร? 

            เวลานั้นนางยังไม่ได้พบกับซ่งอี้เฉินและสมองก็ยังไม่เลอะเลือน เมื่อนางคิดถึงเรื่องนี้ เพียงเพราะได้ยินเรื่องการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่คาดคิดในราชสำนัก และเป็นห่วงตระกูลอวิ๋นอย่างไร้เดียงสาก็เท่านั้น

            บิดากลับพึงพอใจมากและบอกตรงๆ ว่านางโตแล้ว บิดาจึงพานางไปห้องหนังสือ เรียบเรียงรายชื่อคนในแคว้นจ้าวและคนในตระกูลฉี ระหว่างนั้นยังมีรายชื่อบางส่วนเรียงต่อๆ กัน สุดท้ายยังมีอีกชื่อหนึ่ง ซึ่งก็คือโจวหลู่ชิงนั่นเอง 

            ในเวลานั้นนางนึกถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของคนสำคัญในวัยเด็ก ในใจอยากรู้อยากเห็นมากว่าทำอย่างไรจะได้เป็นเหมือนคนที่บิดาเชื่อใจ 

            ทว่าบิดากลับหยิบรายชื่อขึ้นมา จากนั้นพลันจุดไฟเผาพลางทอดถอนใจหนึ่งประโยค “หวังว่าจะไม่ต้องใช้มันตลอดไป” 

            ต่อมาความเป็นห่วงที่ไร้เดียงสานั้นกลับกลายเป็นจริง 

            บิดาเลี้ยงดูบุตรสาวได้ไม่ดีพอ เป็นนางที่ผลักตระกูลอวิ๋นไปสู่ทางตันด้วยมือตนเอง 

            ความทุกข์ทรมานในยามนี้นางสมควรได้รับมันแล้ว 

            สมควรได้รับกรรม! 

            ทว่าตระกูลอวิ๋นเป็นผู้บริสุทธิ์ 

            นางต้องทวงคืนความยุติธรรมให้ตระกูลอวิ๋นทั้งหมด 

            เหยียนอู๋อวี้เก็บซ่อนความรู้สึกสำนึกผิดที่โหมกระหน่ำอยู่ในใจแล้วเรียกป้าโฉ่วที่เฝ้าอยู่ด้านนอกเข้ามาถาม “หากเอ็นที่มือขาดแล้ว ยังต่อกลับไปได้หรือไม่?” 

            ป้าโฉ่วรู้ว่างนางถามถึงผู้ใด “หากต่อในเวลานั้นอาจต่อกลับได้ ทว่าแม่ทัพฉีสูญเสียมันไปนานแล้ว เกรงว่าคงยากมากเพคะ” 

            “ยากมาก แล้วมีวิธีหรือไม่?” เหยียนอู๋อวี้ได้ยินบางอย่างในประโยคจึงเอ่ยถามออกไปตรงๆ 

            ป้าโฉ่วพยักหน้าพลางกล่าว “เว้นเสียแต่เปิดแผลอีกรอบแล้วต่อใหม่ ทว่าคนธรรมดาอาจทนไม่ไหวเพคะ” 

            นั่นมันโหดร้ายเกินไปแล้ว มือซ้ายใช้การไม่ได้ เขาจึงฝึกกระบี่ด้วยมือขวา ทว่าโจวหลู่ชิงพูดถูก ความศรัทธาในใจถูกตัดขาดไปพร้อมกัน ยากเกินกว่าที่จะต่อขึ้นมาใหม่ 

            ป้าโฉ่วที่อยู่ด้านข้างกล่าวเตือนเสียงเบา “นอกจากนี้ ต่อให้คุณหนูมีวิธี ตอนนี้แม่ทัพฉีก็อาจจะยังไม่เชื่อใจคุณหนู” 

            เหยียนอู๋อวี้ถอนหายใจแล้วเอนกายพิงข้างเตียง เรื่องที่ป้าโฉ่วพูดนั้นเป็นความจริง 

            ผู้หนึ่งเป็นนางสนม ผู้หนึ่งเป็นแม่ทัพ ยามนี้นางกับเจ้าลิงน้อยเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้า หากต้องการรักษาเจ้าลิงน้อยก็ต้องหาวิธีเข้าใกล้เขาให้ได้ 

            การเข้าใกล้เขากลับเป็นปัญหาที่ยากแก้ไข ตัวตนของพวกเขาทั้งสองคนเป็นประเด็นอ่อนไหวมากเกินไป เมื่อเวลาผ่านไปกลับจะทิ้งจุดอ่อนไว้ให้ผู้อื่นจับพิรุธได้  

            เพราะสาเหตุนี้นางจึงยิ่งเกลียดชังคนในวังหลวง  

            เจ้าลิงน้อยถูกศัตรูลอบโจมตีตัดเอ็นที่มือง่ายดายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? เห็นได้ชัดว่าคนในราชวงศ์กลัวว่าเขาจะค้นพบบางอย่างเข้าจึงคิดจะปิดปากเขา เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าเขาจะโชคดีเช่นนี้ และเนื่องจากตัวตนกับความดีความชอบด้านการรบของฉีตงหยวน พวกเขาจึงไม่ได้ลงมือสังหารเพราะกลัวว่าขุนนางจะรู้สึกผิดหวังและประชาชนจะไม่พอใจ 

            หากเป็นอุบัติเหตุ ซางจือหมิงจะต่อเอ็นมือที่ขาดแล้วไม่ติดได้อย่างไร? 

            ดูแล้ว ความโง่เขลาของนางทำร้ายมากกว่าตระกูลอวิ๋น 

            แม้คิดจะชดเชยสิ่งที่กระทำลงไป ทว่าสุดท้ายแล้วก็ก่อให้เกิดความเสียหายอยู่ดี 

            ยิ่งไปกว่านั้นนางยังเอาตนเองไม่รอด จะให้เอากำลังที่ไหนไปชดเชย  

            พระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็ตก พระจันทร์เต็มดวงแล้วก็หายไป นางเหลือเวลาไม่มากแล้ว 


    คล้ายกับเรื่องจากเถ้าธุลีหวนคืนสู่บัลลังก์หงสา (จบ) ที่คุณอ่าน

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828