ตอนที่ 31 : ขึ้นเกวียนของข้า
“ข้ามิได้รับาเ็”
หลินอี้ส่ายหน้า และกล่าวว่า “บางทีเขาอาจจะหยิบภาพประดิษฐ์ผิดไป ก็เป็ไปได้เช่นกัน”
เหอเหวยจวินจ้องมองหลินอี้อย่างค้นหา
เขาเคยอ่านตำราพงศาวดารมาหนึ่งเล่ม บันทึกถึงผู้แข็งแกร่งชั้นราชบัณฑิตและกึ่งปราชญ์เื่ราวของการเปลี่ยนแปลงต่างๆใน่นั้น
ก็คือการชุบชีวิตขึ้นมาใหม่ทำการบำเพ็ญตนในเส้นทางวรรณกรรมใหม่อีกคราวและจะทะลวงไปสู่ชั้นเส้นทางวรรณกรรมที่สูงยิ่งขึ้น
หรือก็คือการทำลายเพื่อสร้างใหม่ในภายหลังที่กล่าวขานกันนั่นเอง
“พงศาวดารคือสิ่งที่ปัญญาชนในโลกมนุษย์กุขึ้นมาเองหลินอี้คงจะมิใช่...” เหอเหวยจวินเอ่ยกระซิบภายในใจ
แต่ยิ่งเขาสงสัยเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งหวาดกลัว
หากว่าเป็จริงขึ้นมาเล่า
ตำนานประเภทนี้ที่ถูกบันทึกไว้ในพงศาวดารก่อนที่ตัวเอกจะกลายเป็ปุถุชน จะประพันธ์บทกวีหรือบทความขึ้นมาเพื่อเผยแพร่ออกไปหลังจากกลายเป็ปุถุชนและออกมาเผยโฉมอีกคราวรากฐานในเส้นทางวรรณกรรมก็จะถูกวางไว้อย่างมั่นคงแล้ว
“กล่าวกันว่า ราชบัณฑิตหรือกึ่งปราชญ์ประเภทที่สร้างตัวขึ้นมาได้หลังจากถูกทำลายนี้หลังจากได้เป็นักปราชญ์... ก็จะสำนึกในบุญคุณจนนำพาผู้ร่วมทางเข้าสู่เส้นทางของนักปราชญ์”
เหอเหวยจวินหอบหายใจถี่ขึ้นมา
ตำราพงศาวดารเล่มนั้น มีประวัติมานานหลายพันปีเหมือนว่าจะมีเพียงหนึ่งมิมีสองและทั่วทั้งต้าเหยียนก็อาจมีแต่เขาที่เอาไว้เช่นกัน
กล่าวคือ...
หากหลินอี้มีสถานะเป็ราชบัณฑิตหรือกึ่งปราชญ์ที่สร้างตัวขึ้นมาเป็ปุถุชนจริงหากเขาเชื่อมไมตรีกับหลินอี้ได้ บางทีในอนาคตเขาอาจจะทำลายพันธนาการนี้ออกไปจนอาจจะได้เป็นักปราชญ์เลยก็เป็ได้
“เฮ้ มิเป็อันใดจริงด้วย”
เจิ้งจือชิวหันมองร่างกายของหลินอี้อย่างถี่ถ้วน ก็ต้องประหลาดใจไม่น้อย
เฮ้อว่านเฉิงหยิบภาพประดิษฐ์ม้วนนั้นขึ้นมาจากบนพื้นและกล่าวว่า“ไร้ซึ่งกระแสพลังพร์ เดิมทีนี้คงมิใช่ภาพประดิษฐ์ซูหลี่เหรินผู้นี้คงหวาดกลัวจนเป็บ้า เสียสติไปแล้ว คิดว่ารูปภาพธรรมดาที่ถูกปลูกถ่ายพลังวรรณกรรมก็สามารถถือเป็ภาพประดิษฐ์ได้แล้วหรือ... น่าขันยิ่งนัก”
“จะมิยอมรับก็มิได้การวิเคราะห์ของเ้านั้นก็มีเหตุผลอยู่บ้าง”
เจิ้งจือชิวมองไปทางเฮ้อว่านเฉิง พยักหน้าและกล่าวว่า“ช่างประจวบเหมาะ ข้าก็คิดเยี่ยงนี้เช่นกัน”
“.....”
หลินอี้ชำเลืองมองเจิ้งจือชิวแห่งสำนักศึกษาผิงโจวและรอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้า
ผิวหน้าที่ดูดีเห็นเป็พันครั้งก็ยังเหมือนเดิมแต่จิติญญาที่น่าสนใจจะโดดเด่นจากหนึ่งในหมื่น
ทันใดนั้นเอง
เสียงของเหอเหวยจวินก็ดังขึ้นมาว่า “ในเมื่อหลินอี้มิได้เป็อันใดเยี่ยงนั้นก็มิจำเป็ต้องใช้ยาลูกกลอนของพวกเราแล้ว”
“อือ”
“มิเป็ไรก็ดีแล้ว”
เจิ้งจือชิวและเฮ้อว่านเฉิงทำการเก็บยาลูกกลอนลงไป
แต่เหอเหวยจวินกลับนำยาลูกกลอนในมือมอบให้กับหลินอี้และกล่าวว่า “หลินอี้ ยาลูกกลอนเม็ดนี้เ้าเก็บไว้เสีย บางทีเ้าอาจจะไม่ได้ใช้มันแต่สำหรับคนทั่วไปแล้ว มันมีประสิทธิภาพในการทำให้อายุยืนด้วย...”
เขาได้สื่อถึงความหมายบางอย่างออกไป
“???”
“บัดซบ ! ! ! ” (; ・`д・´)
เจิ้งจือชิวและเฮ้อว่านเฉิงต่างก็ตกตะลึงจ้องมองไปทางเหอเหวยจวินด้วยความประหลาดใจ
ดีก็แย่แล้วไอ้แก่นี่
ให้พวกเขาเก็บยาลูกกลอนลงไป แต่กลับส่งของตัวเองให้นี่คือวิธีการซื้อใจคนที่ยอดเยี่ยมเลยนี่
หลินอี้เอ่ยปฏิเสธอย่างสุภาพ “ขอบพระคุณในน้ำใจของท่านคณบดี แต่มิจำเป็ขอรับ”
ต่อให้เหอเหวยจวินจะโค้งคำนับ 360 องศา หรือเรียกการตัดสินศักดิ์สิทธิ์มาให้เขาแต่ความคับข้องภายในใจของหลินอี้ก็ยังคงมีอยู่
แค่รอเวลาทำให้มันเจือจางลงก็พอ
“เฮ้อ”
เหอเหวยจวินถอนหายใจ มิได้บังคับต่อแต่อย่างไร ทั้งกล่าวอย่างปลงใจว่า“บางทีตัวข้าในหลายปีมานี้คงคุ้นชินกับการกุมอำนาจดังนั้นจึงได้ปล่อยให้ลูกศิษย์ในสำนักศึกษากระทำตัวโง่เขลาโดยมิได้ห้ามปรามวันนี้ก็ถือว่าได้รับการสอนสั่งแล้วเช่นกัน”
“ดังนั้นก็ต้องขอขอบคุณเ้าด้วยที่ทำให้ข้าตระหนักรู้ขึ้นมาได้”
“สำนักศึกษาจวินจี๋ของข้าเกรงว่าจะไร้หนทางเข้าตาของเ้าแล้วแต่ก็ขอฝืนใจเช่นกัน หากภายหลังมีสิ่งใดที่้าก็สามารถมาหาข้าที่สำนักศึกษาจวินจี๋ได้ทุกเมื่อ”
ทักษะการแสดงของปัญญาชนในสมัยโบราณก็มิได้แย่มาแต่ไหนแต่ไรเหอเหวยจวินยอมถอยเพื่อเดินหน้า ยกมือคำนับให้กับหลินอี้ ทำตัวให้เป็ที่คุ้นเคย
หลินอี้สะดุ้งใกับท่าทีของเหอเหวยจวิน
พอได้ฟังคำพูดเช่นนี้
ทำไมถึงได้รู้สึกเหมือนกำลังประจบเขาอยู่กัน
สำนักศึกษาอันดับหนึ่งในเขตหนานซิงที่ใหญ่โตต่อให้ตนจะมีความสามารถสูงเพียงไร เขาก็มิจำเป็ต้องกระทำเื่ที่ลดสถานะของตนเองเช่นกัน
หลินอี้เองก็ยกมือขึ้นคำนับให้เช่นกัน “ท่านคณบดีเหอได้เอ่ยปากแล้วหากว่าวันหนึ่งมีความจำเป็ต้องขอความช่วยเหลือจากท่านคณบดีขึ้นมาก็หวังเพียงว่าท่านคณบดีเหอจะมิปฏิเสธกันก็พอ”
“ย่อมมิมีทาง”
เหอเหวยจวินเอ่ยสาบาน และยกยิ้มน้อยๆ
ภายหลังเขาหันมองไปทางเจิ้งจือชิวกับเฮ้อว่านเฉิง และกล่าวว่า“ซูหลี่เหรินถูกขับออกจากสำนักศึกษาจวินจี๋แล้ว แต่การขโมยอาคมลัทธิเต๋าของเขาทำให้สำนักศึกษาจวินจี๋มีตำหนิที่ยากจะลบเลือนแล้วโดยแท้จริงดังนั้นการสอบคัดเลือกที่เขตหนานซิงในปีนี้สำนักศึกษาจวินจี๋ยินดีแบกรับค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้แก่บัณฑิตจากสำนักศึกษาฉิงปิงและสำนักศึกษาผิงโจว”
เจิ้งจือชิวและเฮ้อว่านเฉิงยกยิ้ม จากนั้นก็รีบยกมือคำนับเหอเหวยจวินและกล่าวยกยอว่า “ท่านคณบดีเหอช่างมีน้ำใจ”
“อือ”
สุดท้ายเหอเหวยจวินก็มองไปทางหลินอี้ และกล่าวว่า“สำนักศึกษาจวินจี๋อยู่ที่หัวเมืองหวังว่าเ้าจะเข้าร่วมสอบคัดเลือกขั้นเก้าในปีนี้ด้วย เมื่อถึงเวลานั้นก็สามารถมาเที่ยวชมที่สำนักศึกษาจวินจี๋ได้...”
“ดี”
หลินอี้พยักหน้า
“ขอตัวลา”
เหอเหวยจวินมิได้อาลัยอาวรณ์ เขาเชื่อว่าหลินอี้คือราชบัณฑิตหรือกึ่งปราชญ์ที่จำแลงมาเป็ปุถุชนดังนั้นก็อย่าไปบังคับจนฝืนความตั้งใจของเขาเลย
“ในหนึ่งก้าว ออกห่างไปหลายร้อยลี้”
พรึบ
เพียงเหอเหวยจวินก้าวออกไป ร่างของเขาก็หายไปในอากาศ
เมื่อควรไปก็ต้องไป
หลินอี้ลอบตกตะลึง นี่มันสะดวกกว่านั่งเกวียนมากโขเลย
……
“หลินอี้ข้าไม่อยากพูดอะไรกับตาเฒ่าเจิ้งจือชิวให้มากความเช่นกัน เ้าว่ามาสำนักศึกษาฉิงปิงกับสำนักศึกษาผิงโจว เ้าเลือกที่ใด”
เฮ้อว่านเฉิงมองไปทางหลินอี้
ใจของเจิ้งจือชิวห้อยอยู่ตรงลำคอส่งสัญญาณให้เฉินจิ้นเป่ยเข้ามาร่วมแสดงความสัมพันธ์
เฉินจิ้นเป่ยประคองซูหวายจื้อเดินเข้ามา และกล่าวว่า “หลินอี้...”
“ข้าและสำนักศึกษาผิงโจวนั้นมีชะตาร่วมกันคราวนี้ที่ถูกใส่ร้ายก็ได้บัณฑิตฟางและอาจารย์เฉินจากสำนักศึกษาผิงโจวช่วยเหลือเอาไว้”
ยังมิทันทีที่เฉินจิ้นเป่ยจะกล่าวจบ หลินอี้ก็เอ่ยคำตอบของเขาออกมา
เพราะฟางฉิงเสวี่ย เพราะอาจารย์เฉินและเพราะความทรงจำของเ้าของร่างเดิมนี้เช่นกันบรรยากาศของสำนักศึกษาผิงโจวนั้นผ่อนคลายและเป็อิสระ
นี่คือการตัดสินใจั้แ่แรกของเขาและจะมิยอมเปลี่ยนด้วยเหตุอันใดก็ตาม
เจิ้งจือชิวดีใจอย่างมาก “ดี ดี”
อาจารย์เฉินถอนหายใจอย่างโล่งอก
ซูหวายจื้อกล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง “ยามที่เสี่ยวอี้เริ่มศึกษาคราวแรกก็กล่าวว่าจะเข้าร่วมกับสำนักศึกษาผิงโจวให้จงได้ วันนี้ก็ถือว่าเขาทำได้สำเร็จตามที่ตั้งใจเอาไว้แล้วเช่นกัน”
เจิ้งจือชิวลูบเคราและกล่าวว่า “ฮ่าฮ่าสำนักศึกษาผิงโจวของข้านั้นมีชื่อเสียงที่ดีมาโดยตลอด เป็ดั่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในใจของบัณฑิต”
“หึ”
เฮ้อว่านเฉิงถลึงตามองเจิ้งจือชิว แค่นเสียงไม่พอใจเล็กน้อยจากนั้นก็มองไปทางหลินอี้และกล่าวว่า “ในเมื่อเ้าได้เลือกแล้วข้าก็จะมิกล่าวอันใดให้มากความ แต่เ้าสามารถมาเยี่ยมชมที่สำนักศึกษาฉิงปิงได้ทุกเมื่อ...”
เยี่ยมชมสำนักศึกษา
ก็คือหากหลินอี้มีเวลาก็สามารถตรงไปบำเพ็ญเส้นทางวรรณกรรมที่สำนักศึกษาฉิงปิงได้และมีทรัพยากรไว้รองรับอย่างเพียงพอ
แท้จริงความตั้งใจของสำนักศึกษาจวินจี๋ก็เป็เช่นเดียวกันคือการให้หลินอี้ไปชม... หรือก็คือให้เขาไปเยี่ยมชมสำนักศึกษานั่นเอง
“ขอรับ ข้าขอขอบคุณในความเมตตาของท่านคณบดีเฮ้อ”หลินอี้ยกมือขึ้นคำนับ
“ขอตัวลา”
“ในหนึ่งก้าว ออกห่างไปหลายร้อยลี้”
พรึบ
เฮ้อว่านเฉิงก็มิได้รั้งรอต่อไปเช่นกันร่างได้หายไปจากที่เดิมในอากาศแล้ว
“หลินอี้ พวกเรากับสำนักศึกษากันเถอะ”
เจิ้งจือชิวค่อนข้างเร่งรีบจนมีอาจรอต่อไปได้แล้ว
เพราะเขานั้นอดใจทนรอต่อไปไม่ไหวแล้วอยากจะชมพร์อันยอดเยี่ยมของหลินอี้แล้ว
“ประเดี๋ยวก่อน”
หลินอี้เดินไปหาร่างของซูหลี่เหรินที่เหมือนกับโคลนตมที่ห่างออกไปแต่กลับพบว่า... ฝ่ายตรงข้ามได้สิ้นใจ และตายตาไม่หลับไปแล้ว
เมื่อหันหน้ามองไปทางคนรับใช้เ่าั้อีกคราว
ปึง !
ปึง !
คนเ่าั้ต่างก็ล้มตัวลงไปคุกเข่ากับพื้นต่างก็ร้องขอให้บัณฑิตปล่อยตัวเองไป และร่ำไห้อย่างขมขื่น
เหล่าพ่อค้าและชาวบ้านที่รายล้อมอยู่นั้นต่างก็ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์เมื่อครู่ สายตาที่มองไปทางหลินอี้...
ต่างก็มีแต่สายตาเยินยอประจบประแจง
“ไปกันเถอะ”
หลินอี้มิได้ให้ความสนใจอดีตเพื่อนข้างบ้านเ่าั้ เขาทำเพียงประคองซูหวายจื้อขึ้นนั่งบนเกวียนวัวจากนั้นก็หันมองไปทางอาจารย์เฉินกับเจิ้งจือชิวและกล่าวว่า “ท่านคณบดี อาจารย์เฉินพวกท่านจะนิ่งเฉยทำไมกัน ขึ้นเกวียนข้ามาสิ”