ทะลุมิติครั้งนี้ฉันจะเป็นเศรษฐีนีด้วยซูเปอร์มาร์เก็ต (จบแล้ว)

    เล่มที่ 2 บทที่ 32 ชำระไขกระดูก (1)

            ตอนนี้คือยามซวี [1] เป็นเวลาประมาณสองทุ่ม สำหรับเคอโยวหรานที่เป็นนกเค้าแมวกลางคืนแล้ว การให้นอนในเวลาเช่นนี้กล่าวได้ว่าเร็วเกินไปมากนัก

            ยิ่งไปกว่านั้นยังมีระเบิดเวลาเช่นต้วนเหลยถิงอยู่ด้วย นางควรกลับไปช้าสักหน่อยจะดีกว่ารอจนกระทั่งเขาหลับไปแล้วถึงจะ ‘ปลอดภัย’ อย่างแท้จริง

            ดวงตาของเคอโยวหรานกลิ้งกลอกก่อนเอ่ยว่า “โยวหลาน โยวเยวี่ย ให้พี่สอนวิธีเขียนหนังสือให้พวกเจ้าเถิด!”

            “ดีเลยเจ้าค่ะ!” เคอโยวเยวี่ยตอบกลับเป็นคนแรก ทั้งยังเอ่ยด้วยความยินดีว่า“พี่หญิงใหญ่ ท่านรู้หนังสือเพราะท่านปรมาจารย์ทั้งสองอบรมสั่งสอนใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

            “อืม ใช่แล้ว!” เคอโยวหรานเอาหมวกของปรมาจารย์ทั้งสองมาครอบหัวโดยไม่ลังเล

            จากนั้นเอ่ยกับทุกคนในเรือนว่า “พวกเราทุกคนต้องรู้หนังสือรวมถึงท่านพ่อกับท่านแม่ด้วยนะเจ้าคะ ภายหน้าข้าจะใช้ความรู้ที่ท่านปรมาจารย์ทั้งสองสอนข้าหาเงินให้ได้มากๆส่วนพวกท่านก็ช่วยข้าดูแลกิจการ ดีหรือไม่เจ้าคะ?”

            ถงซื่อเอ่ยอย่างเป็นกังวลอยู่บ้าง “แม่อายุมากแล้ว หากจำไม่ได้จะทำอย่างไร?”

            เคอโยวเยวี่ยกอดแขนของมารดาพลางเอ่ย “ท่านแม่ไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะหากท่านจำไม่ได้ ข้ากับพี่หญิงรองจะช่วยสอนท่านอีกหลายๆ ครั้ง ย่อมต้องจำได้แน่นอนเจ้าค่ะ

            ภายหน้าพวกเราจะต้องเก่งเหมือนกับพี่หญิงใหญ่ทำให้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่กล้ารังแกพวกเรา”

            เคอโยวหลานพยักหน้าเห็นด้วย นางไม่อยากถูกรังแก เพราะในอดีตถูกคนสกุลเคอกดขี่จนเคยชินนางจึงมีนิสัยเก็บตัวและไม่รู้จะแสดงออกถึงความรู้สึกนึกคิดของตนเองอย่างไร

            ทางด้านบิดาสติปัญญาไม่ต่างจากเด็กสามสี่ขวบ สำหรับเขาแล้วราวกับได้เกิดใหม่ก็มิปานเป็นดั่งกระดาษขาวแผ่นหนึ่งที่เฝ้ารอให้คนในครอบครัวขีดเขียนด้วยน้ำหมึก

            นับตั้งแต่ที่สมองของเขาถูกขับเลือดคั่งออกไปจนหมด ความทรงจำก็เหลือเพียงสตรีตรงหน้าไม่กี่คนพวกนางคือการมีอยู่ที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขา

            ครั้นเห็นทุกคนเตรียมพร้อมแล้ว เคอโยวหรานจึงรินน้ำชาออกจากกา จากนั้นนำนิ้วจุ่มน้ำแล้วขีดเขียนลงบนโต๊ะว่า‘คุณธรรมเยาวชนคำปราชญ์คนโบราณสอน’

            นางเลือกคัมภีร์ 《คัมภีร์เยาวชน》 มาเริ่มสอน ตั้งใจว่าในแต่ละวันเรียนรู้ทีละสามถึงหกคำแล้วค่อยเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ

            กลับนึกไม่ถึงว่าเวลาผ่านไปเพียงชั่วครู่ มารดากับน้องๆ และบิดาทึ่มล้วนพากันจดจำได้แล้ว

            ทุกคนทั้งอ่านและเอานิ้วจุ่มน้ำขีดเขียนลงบนโต๊ะตามลำดับขีดของเคอโยวหราน

            แม้เส้นขีดจะบิดเบี้ยวไปบ้างแต่ก็ยังพอดูออก ขอเพียงฝึกฝนให้มากการจะเขียนให้ดูเข้าทีย่อมไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

            หืม? เข้าใจบทเรียนการเขียนอักษรกันอย่างง่ายดายขนาดนี้เชียวหรือ? เคอโยวหรานถึงขั้นเตรียมตัวสอนซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน กลับนึกไม่ถึงว่านางยังสามารถสอนเนื้อหาถัดจากนั้นได้อีก

            ด้วยเหตุนี้ ยังไม่ทันสองเค่อก็เรียนจนถึงประโยคที่สิบ ‘บิดามารดาติผู้ใด นิ่งฟังไว้เป็นเด็กดี’

            เคอโยวหรานรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาเสียแล้ว เป็นเพราะเย็นนี้ทุกคนล้วนแต่กินอาหารที่ทำจากน้ำในสระบัวเจ็ดสีใช่หรือไม่?

            คล้ายว่ามีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นจึงจะสามารถอธิบายได้เช่นนั้นนอกจากช่วยเพิ่มการจดจำ น้ำในสระบัวยังมีความสามารถอื่นอีกหรือไม่?

            เคอโยวหรานคิดใคร่ครวญขณะกลับห้องทันทีที่เดินเข้าประตูพลันพบว่าต้วนเหลยถิงกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงบนข้อพับหัวเข่าของเขายังมีเนื้อหาส่วนแรกของคัมภีร์เคล็ดวิชาลับวิทยายุทธ์วางเอาไว้ยามนี้อีกฝ่ายได้เข้าฌานไปแล้ว

            นางไม่กล้ารบกวนจึงผลัดไปสวมชุดนอนที่เพิ่งตัดเย็บเสร็จวันนี้ ค่อยๆคลานขึ้นไปจากด้านข้างเตียง ไม่นานนักก็เข้าสู่ดินแดนแห่งความฝัน

            กลางดึก เคอโยวหรานพลันฝันประหลาดเป็นอย่างยิ่ง

            ภายในฝันนางตกลงไปในบ่อน้ำเหม็นเน่า พยายามดิ้นรนอยู่ภายในนั้นไม่ต่างกับสาหร่ายเหนือผิวน้ำทว่ากลับจมลึกลงเรื่อยๆ จนมิอาจปีนป่ายออกมาได้

            นอกจากนี้ยังได้กลิ่นเหม็นเน่าในลมหายใจ เรียกได้ว่าช่างสมจริงเหลือเกิน

            ขณะนางจมดิ่งลงไปจนเหลือเพียงศีรษะและหยุดดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง ฉับพลันนั้นก็ถูกคนผู้หนึ่งฉุดรั้งจนสะดุ้งตื่นจากฝัน

            ครั้นเบิกตาโพลง จึงเห็นต้วนเหลยถิงที่อยู่เบื้องหน้ากำลังส่งกลิ่นเหม็นหึ่งบนผิวหนังยังมีคราบเหนียวเหนอะสีเทาดำ

            “สวรรค์!” เคอโยวหรานกระเถิบถอยหลังไปไกลลิบ คิดอยากจะยกมือขึ้นมาป้องปากของตนเอาไว้เมื่อครู่เพียงขยับเข้าใกล้จมูกก็เกือบจะรมตนเองจนเหม็นตายเสียแล้ว

            ครั้นก้มลงมองอย่างละเอียด “สวรรค์เอ๋ย! นี่มันเรื่องอันใดกัน?”

            บนกายของนางเหมือนกับต้วนเหลยถิงไม่มีผิด เรียกได้ว่าเหม็นหึ่งจนมิอาจทนดม

            เคอโยวหรานพลิกกายลุกขึ้น พุ่งลงจากเตียงด้วยความเร็วสูงใช้น้ำในอ่างล้างหน้าล้างมือของตน จากนั้นจัดการหยิบเสื้อผ้าสำหรับใช้ผลัดเปลี่ยนมาถือไว้หมายจะตรงไปยังห้องอาบน้ำ

            แต่กลับถูกต้วนเหลยถิงดึงเอาไว้และเอ่ยว่า “โยวหราน ช้าก่อน ท่านปรมาจารย์ทั้งสองกำลังอยู่ในห้องอาบน้ำพี่ใหญ่กับพี่รองเปลี่ยนน้ำให้พวกเขาเป็นรอบที่สี่แล้ว ยามนี้ยังไม่ออกมา”

            ว่าอย่างไรนะ?

            ครั้นเห็นเครื่องหมายคำถามบนใบหน้าของเคอโยวหราน ต้วนเหลยถิงจึงเอ่ยด้วยความขบขันว่า“ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันนี้ นอกจากพี่สะใภ้ใหญ่ ทุกคนล้วนแต่ไม่ต่างกับตกบ่อส้วมเหม็นจนมิอาจทนดม ร่างทั้งร่างสกปรก ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่”

            “หา?” เคอโยวหรานเบิกตาโตพลางเผยสีหน้าประหลาดใจ

            ทันใดนั้นก็นึกบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงโพล่งออกไปว่า “ข้าแค่ใช้น้ำในสระบัวเจ็ดสีทำอาหารเย็นเท่านั้นเหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้เล่า?”

            ต้วนเหลยถิงรู้สึกสงสัย “เจ้าไปตักน้ำในสระบัวมาตั้งแต่เมื่อใด?”

            เคอโยวหรานเอ่ยอย่างประหม่า “เมื่อวานข้าขึ้นเขาไปตักมาโดยลำพังเจ้าค่ะ”

            “ไม่ถูกต้อง!” ต้วนเหลยถิงกล่าวด้วยความฉงน “เมื่อวานตอนพวกข้าไปถึงปากถ้ำถ้ำลึกลับแห่งนั้นก็หายไปแล้ว!”

            “เจ้าคะ?” เคอโยวหรานค่อยๆเปิดปากเอ่ย “แต่ตอนข้าไปถ้ำก็อยู่ที่เดิม และพ่อหมาป่ายังได้อยู่ใกล้ชิดกับลูกของมันตั้งหลายชั่วยามเลยนะเจ้าคะ!”

            ต้วนเหลยถิง “...?”

            เคอโยวหรานหันไปมองลูกหมาป่าที่นอนฝันหวานอยู่ในตะกร้า “เป็นไปได้หรือไม่ว่าถ้ำแห่งนั้นจะเกี่ยวข้องกับลูกหมาป่าเหล่านี้?”

            “มีความเป็นไปได้”ต้วนเหลยถิงใคร่ครวญก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “เรื่องนี้ให้รู้กันแค่พวกเราสองคนเป็นพอมิอาจบอกบุคคลที่สามโดยเด็ดขาด รวมถึงอาจารย์ทั้งสองของเจ้าด้วย

            ต้องปกป้องหมาป่าน้อยให้ดี มิเช่นนั้นอาจชักนำให้ผู้อื่นเพ่งเล็งผลลัพธ์ที่ตามมาคงมิอาจคาดเดา”

            เคอโยวหรานพยักหน้า บุ้ยปากเอ่ยอย่างกล้ำกลืนว่า“แต่ตอนนี้บนกายเหม็นโฉ่ยิ่งนัก หากยังมิได้อาบน้ำ ข้าคงรมตนเองจนขาดใจตายเสียก่อนอยากมีห้องอาบน้ำส่วนตัวเหลือเกินเจ้าค่ะ จะได้ไม่ต้องแย่งกันใช้เพียงห้องเดียว”

            “หึ!” ต้วนเหลยถิงหัวเราะเสียงเบาก่อนหันหลังออกไปจากห้องไม่นานนักก็เดินกลับมาพร้อมกับมือหนึ่งที่แบกอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ส่วนอีกมือหนึ่งถือถังน้ำร้อนแล้วเอ่ยว่า

            “เจ้าอาบน้ำในห้องเถิด ถังอาบน้ำนี้ข้าซื้อมาระหว่างทางกลับของเมื่อวานข้าจะออกไปอาบข้างนอก ยามเปลี่ยนน้ำเจ้าก็ร้องบอก ข้าจะตักน้ำร้อนมาส่งเจ้า”

            เหตุใดเขาถึงรู้ว่าตนมีนิสัยรักสะอาด ไม่ชอบใช้ถังอาบน้ำร่วมกับผู้อื่นเล่า?

            หรือว่าเรื่องที่ยามตนไปห้องอาบน้ำแล้วไม่เคยใช้อ่างอาบน้ำร่วมกับผู้อื่นถูกเขาพบเข้าเสียแล้ว?

            บุรุษผู้นี้ช่างอบอุ่นและเอาใจใส่อย่างแท้จริง!

            เมื่อต้วนเหลยถิงออกไปข้างนอกแล้ว เคอโยวหรานจึงนำแก้วเครื่องเคลือบสองใบที่ใช้ดื่มน้ำมาแบ่งบรรจุครีมอาบน้ำและแชมพูสำหรับบุรุษ

            หลังอาบน้ำอ่างแรกเสร็จ ตอนไปหลบหลังฉากกั้นเพื่อบอกให้ต้วนเหลยถิงเปลี่ยนน้ำนางก็อธิบายวิธีใช้ให้เขาฟัง

            เคอโยวหรานยกยิ้มหลังจากเห็นอีกฝ่ายหยิบข้าวของออกไปผ่านทางซอกฉากกั้น

            นางทำเช่นนี้ซ้ำไปมา บอกให้ต้วนเหลยถิงช่วยเปลี่ยนน้ำเจ็ดถึงแปดรอบอย่างอารมณ์ดีในที่สุดก็อาบน้ำจนสะอาดได้เสียที

            ยามเช้าตรู่ ครั้นหยวนซื่อพบว่าทุกคนในครอบครัวล้วนแต่กลายเป็นมนุษย์โคลนมีเพียงตนที่สะอาดหมดจดก็รู้สึกดีใจจนแทบเสียสติ

            ทั้งยังเอ่ยเหน็บแนมไป๋ซื่อกับเคอโยวเยวี่ยไปหลายประโยคนึกยินดีที่พวกนางพบเจอเรื่องลำบาก

            “ดูเอาเถิด ต้องเป็นเพราะกินอาหารที่เคอโยวหรานทำเป็นแน่ถึงได้มีสภาพเช่นนี้พวกเจ้าก็ช่างกล้ากินอาหารที่ปีศาจจิ้งจอกทำ ไม่กลัวนางวางยาพิษพวกเจ้าจนตายหรือ?”

            กลับนึกไม่ถึงว่าสกุลต้วนจะจัดทัพทำการชะล้าง อาบน้ำ และซักฟูกนอนตลอดทั้งช่วงเช้า

            น้ำที่อยู่ในโอ่งเก็บน้ำสิบกว่าใบหลังเรือนลดลงอย่างเห็นได้ชัดด้วยตาเปล่าผ่านไปไม่นานก็ถึงขั้นมองเห็นก้นโอ่งเสียแล้ว

             

            ---------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] ยามซวี 戌时 หมายถึง ช่วงเวลา 19.00- 20.59 น.