ตอนนี้หัวใจฉันเต้นแรง จนแทบจะทะลุออกมานอกอก
มันพองโตด้วยความยินดีอย่างท่วมท้น ราวกับลูกโป่งที่ถูกเติมลมจนเต็ม เป็ความรู้สึกที่ผสมปนเป ทั้งหวานและขม ทั้งดีใจที่พี่เขาอาสาช่วยเหลือ
แต่ในขณะเดียวกันฉันก็เขินอาย จนแทบจะมุดดินหนี เพราะก่อนหน้านี้... เราแทบไม่เคยพูดคุยกันสองต่อสอง ไม่แม้แต่ประโยคเดียว
“ไม่เป็ไรค่ะ ไหมเกรงใจ...”
ฉันรีบปฏิเสธ แทบจะทันทีที่สิ้นเสียง
แต่ในใจลึกๆ กลับภาวนา อย่างบ้าคลั่ง เหมือนคนกำลังจะขาดใจ เพราะสถานการณ์ตอนนี้...มันเหมือนชีวิตจริง ไม่ใช่ฉากในละคร ที่นางเอกจะรอดพ้นจากทุกสถานการณ์ได้ง่ายดาย
“ไม่เป็ไรน่า อย่าคิดมากเลย พี่ว่างอยู่แล้ว”
พี่นอร์ทย้ำคำเดิม น้ำเสียงนุ่มนวล ราวกับเสียงกระซิบจากสายลม
รอยยิ้มนั้น สดใสเหมือนแสงอาทิตย์แรกแย้ม ความอบอุ่นที่ส่งผ่านรอยยิ้มนั้น ค่อยๆ แทรกซึม เข้ามาละลายกำแพงความลังเลในใจฉัน อย่างช้าๆ แต่มั่นคง ราวกับน้ำแข็งที่ถูกแสงแดดแผดเผา
เพียงครู่เดียวที่ฉัน ยืนนิ่ง เหมือนถูกสาป แต่สุดท้าย...ก็ต้องพยักหน้า หงึกๆ ยอมจำนนต่อสถานการณ์ ราวกับนักโทษที่ถูกพิพากษา
“ก็…ก็ได้...ค่ะ!”
ฉันเอ่ยตกลง เสียงแ่เบาแทบไม่ได้ยิน พลางก้มหน้าลงเล็กน้อย ซ่อนแก้มที่เริ่มแดงระเรื่อ เห็นเพียงรองเท้าผ้าใบคู่นั้นที่ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่โชยมาแตะจมูก
“พรึบ!”
ร่มคันใหญ่ถูกกางออก จนคลุมเหนือศีรษะของเราทั้งสอง สร้างโลกส่วนตัวเล็กๆ ขึ้นมา ภายใต้ร่มเงาคันเดียวกัน...
การได้ยืนเคียงข้างพี่เขาอย่างใกล้ชิด จนแทบััได้ถึงไออุ่นจากร่างกาย หัวใจของฉันก็ยิ่งเต้นแรงขึ้นเป็ทวีคูณ ราวกับจะหลุดออกมาเต้นระบำนอกอก
‘นี่ฉันกำลังฝันไปใช่หรือไม่?’
ฉันได้แต่พร่ำถามตัวเอง ขณะก้าวเดินเคียงคู่ร่างสูงไปอย่างไม่รีบร้อน
…
ภายในรถเก๋งสีดำ ที่เคลื่อนตัวไปตามท้องถนน
บรรยากาศเงียบสงัด ราวกับโลกทั้งใบถูกปิดสวิตช์ เหลือเพียงเสียงเม็ดฝนที่กระทบกระจกรถ ดังเปาะแปะ คล้ายเสียงเปียโนบรรเลงเพลงแห่งธรรมชาติ อย่างแ่เบา
ฉันแอบชำเลืองมองพี่นอร์ทเป็ระยะๆ ผ่านแสงสลัวที่แทบจะมองไม่เห็น
พี่เขากำลังจับพวงมาลัยรถอย่างคล่องแคล่ว นิ้วเรียวยาว ของเขาดูแข็งแรงและมั่นคง ราวกับกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ พี่เขาดูดีจริงๆ ในสายตาของฉัน... ไม่ว่าจะมองมุมไหน
ดวงตาคมเข้มที่ทอดมองไปข้างหน้า อย่างแน่วแน่ ใบหน้าหล่อเหลาที่ถูกแสงไฟส่องกระทบเป็เงา ขับให้สันกรามเด่นชัด ช่างดูดีมีเสน่ห์จน แทบจะสะกดลมหายใจ
เมื่อมองโดยรวม ผู้ชายที่นั่งข้างๆ ฉันคนนี้ ราวกับนายแบบที่หลุดออกมาจากปกนิตยสาร
“วันนี้… ทำไมน้องไหมอยู่ดึกจังครับ?”
เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยแทรก ทำลายความเงียบงัน น้ำเสียงราบเรียบของพี่เขาทำฉันสะดุ้งเล็กน้อย
“อ่าน…หนังสือสอบค่ะ!”
ฉันตอบเสียงเรียบ อย่างตรงไปตรงมา
“แล้วปกติกลับยังไงล่ะ?”
“รถเมล์ค่ะ”
“แล้วถ้าฝนตกแบบนี้ทุกวัน… จะทำยังไง?”
พี่นอร์ทถามพลางหันมาสบตาฉันแวบหนึ่ง แววตาคู่นั้น ส่องประกาย ทำเอาหัวใจฉันเต้นผิดจังหวะ เหมือนคนทำความผิด
ฉันได้แต่ส่งยิ้มแห้งๆ เจื่อนๆ ตอบกลับไปอย่างไม่ทันคิด เหมือนคนจนตรอก
“จะทำยังไงได้… ก็คงต้อง… หาทางเอาค่ะ”
พี่นอร์ทหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะหันกลับไปตั้งใจขับรถต่อ …
ล้อรถบดถนนไปเรื่อยๆ ใช้เวลาไม่นาน รถเก๋งสีดำก็เลี้ยวเข้าซอยเปลี่ยว แล้วจอดสนิทหน้าหอพักที่อยู่เกือบสุดซอย
เมื่อเครื่องยนต์ดับลง ความเงียบก็เข้ามาปกคลุม แทนที่เสียงเครื่องยนต์ที่เคยคำราม ทิ้งไว้เพียงความอึดอัด ที่เริ่มก่อตัวขึ้น ภายในรถ เหมือนหมอกควันที่ค่อยๆ ลอยตัว
ในจังหวะที่ฉันกำลังจะเอ่ยขอบคุณสำหรับน้ำใจ พี่นอร์ท กลับชิงพูดขึ้นมาก่อน เสียงของเขาแ่เบาจนฉันต้องเงี่ยหูฟัง
“เอ่อ… คือว่า… คืนนี้… พี่ไม่อยากกลับเลย…”
เสียงของพี่นอร์ทเบาลง แทบจะเป็เสียงกระซิบข้างหู ฉันหันไปมองหน้าเขา ด้วยความงุนงง คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ไม่เข้าใจว่าเขา้าจะสื่ออะไร
ในหัวของฉันเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ลอยวนไปมา แต่ทันทีที่เริ่มคิดได้ ใจฉันก็เต้นแรงขึ้นเล็กน้อย เหมือนสัญญาณเตือนภัย
ความประหม่าเริ่มก่อตัวขึ้น เหมือนมีผีเสื้อนับร้อยบินวนอยู่ในท้อง เตือนว่ากำลังจะมีเื่ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
ฉันััได้ถึง บรรยากาศที่เริ่มเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ความอบอุ่นในรถเริ่มจางหาย และถูกแทนที่ด้วยความตึงเครียด ที่มองไม่เห็น แต่กลับรู้สึกได้ ราวกับอากาศรอบตัว เริ่มเย็นะเื
“พี่ทะเลาะกับแฟน… คราวนี้หนัก ถึงขั้น… ขอเลิก”
พี่นอร์ทพูดช้าๆ แต่ละคำ ราวกับก้อนหินที่หนักอึ้ง ยากเย็นที่จะเปล่งออกมา
น้ำเสียงของเขาค่อยๆ อ่อนลง เหมือนสายน้ำที่กำลังจะเหือดแห้ง สีหน้าเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด มุมปากตก บ่งบอกว่าเขากำลังจมอยู่ในห้วงทุกข์
“ให้พี่ขึ้นไปนั่งเล่นที่ห้องก่อนได้มั้ย?”
พี่นอร์ทหันมาสบตาฉัน ด้วยแววตาอ้อนวอน เหมือนเด็กน้อยที่กำลังหลงทาง ้าที่พักพิง
“พี่ก็แค่… อยากหาเพื่อนคุย”
พี่เขาเน้นย้ำอีกครั้ง ดวงตาของเขาสั่นระริก เป็ประกายอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน
มันเป็ประกายแห่งความอ่อนแอและเปราะบาง ราวกับแก้วที่พร้อมจะแตกสลาย
สายตาคู่นั้น แทบจะหลอมละลาย ใจฉัน ให้เหลวเป็น้ำ ความรู้สึกสงสารและเห็นใจ เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ เหมือนคลื่นใต้น้ำ อย่างห้ามไม่ได้
ในตอนนี้ ฉันยอมรับว่า ทั้งประหม่าและตื่นเต้น อย่างบอกไม่ถูก
มือเริ่มเย็นเฉียบ และมีเหงื่อซึมออกมา เล็กน้อย จนรู้สึกได้ถึงความชื้น เพราะไม่เคยอยู่กับผู้ชายในห้องสองต่อสองมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ พี่นอร์ท... คนที่ฉันเก็บซ่อนไว้ในส่วนลึกของหัวใจ
ความคิดในหัวตีกันวุ่นวาย เหมือนลิงที่ะโโลดเต้น ไปมา สมองขาวโพลน ราวกับกระดาษเปล่า คิดอะไรไม่ออก ฉันควรทำอย่างไรดี?
ใจหนึ่งก็บอกว่า “ไม่ควร” แต่อีกใจก็ อ่อนระทวย เหมือนขี้ผึ้งลนไฟ
“เอ่อ… คือว่า…”
ฉันอึกอัก เสียงสั่น และแหบพร่า เหมือนคนเป็หวัด พยายามคิดหาคำปฏิเสธ แต่ก็เหมือนสมองถูกแช่แข็ง ในหัวมีแต่คำว่า “ไม่” แต่ปากกลับแข็งพูดไม่ออก
“พรุ่งนี้ไหมมีเรียนเช้า แล้วก็…”
ฉันเงียบไป เสียงขาดหายเหมือนถูกตัด รู้ดีว่าข้ออ้างแบบนี้ ฟังไม่ขึ้น เหมือนกำแพงที่ทำจากกระดาษ มันเป็แค่คำแก้ตัวที่อ่อนแรง